ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 466 เจ้าคือผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของสกุลโม่
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 466 เจ้าคือผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของสกุลโม่
โม่จิ่วเยี่ยลูบหลังนางเบา ๆ “ตกลง พวกเราจะไม่มีลูกอีก”
หมอต าแยจ้าวได้ยินบทสนทนาของคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว แม้ว่า
ไม่ควรสอดปากพูด แต่นางก็อดไม่ได้
“พวกเราชาวต้าซุ่นนั้นให้ความส าคัญกับการมีลูกหลาน
มากมาย พวกเจ้ายังอายุน้อย ทั้งยังหน้าตาดี เด็กที่เกิดมาต้องขาว
อวบอ้วนแน่นอน จะไม่มีลูกอีกสักหลายคนได้อย่างไร?”
“ไม่มีแล้ว!”
“ถึงตายก็ไม่มีอีกแล้ว!”
สามีภรรยาทั้งสองเอ่ยออกมาเกือบจะพร้อมกัน
เฮ่อจือหร่านถูกความเจ็บปวดทรมานเล่นงาน ส่วนโม่จิ่วเยี่ยนั้น
คิดถึงการที่จะต้องให้ภรรยาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้อีก หัวใจของเขาก็
เจ็บปวดไม่ต่างกัน
หมอต าแยจ้าวเห็นท่าทีของคู่สามีภรรยา จึงรีบปิดปากทันที่
แต่ในใจของนางกลับบ่นอุบอิบ นางเคยเห็นสตรีที่พูดเช่นนี้มา
มากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้วใครบ้างที่ไม่ยอมคลอดบุตรอีก
การคลอดบุตรในสายตาของนางนั้น ก็เหมือนกับแผลเป็นหายดี
แล้วก็ลืมความเจ็บปวด จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่คลอดบุตรอีก?
แม้ในใจจะพึมพ า แต่หมอต าแยจ้าวก็ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
คอยสังเกตสถานการณ์ของเฮ่อจือหร่านอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ในขณะที่เฮ่อจือหร่านเจ็บปวดจนไม่รู้จะท าอย่างไรดี หมอต าแย
จ้าวก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
“เร็วเข้า เตรียมตัว ก าลังจะคลอดแล้ว”
เมื่อได้ยินค าพูดของหมอต าแยจ้าว โม่จิ่วเยี่ยรีบถามทันที่ “ท่าน
ป้า ตอนนี้ข้าต้องท าอะไรบ้าง”
หมอต าแยจ้าวมองมือของเขาที่ยังคงถูกเฮ่อจือหร่านจับไว้
“เจ้าไปอยู่เหนือศีรษะของนาง ให้นางจับเจ้าได้สะดวก วิธีนี้จะ
ช่วยให้ออกแรงได้ง่ายขึ้น”
วันนี้มาท าคลอดที่สกุลโม่มีสถานการณ์พิเศษ มีสามีของหญิง
ตั้งครรภ์อยู่เป็นเพื่อน หมอต าแยจ้าวก็เลยไม่ต้องยุ่งยากหาจุดยึด
เกาะให้เฮ่อจือหร่าน ออกแรง
โม่จิ่วเยี่ยเชื่อฟังและหาต าแหน่งที่เหมาะสม
“หร่านหร่าน เจ้าจับข้าไว้ จับตามใจชอบ ขอเพียงให้เจ้ารู้สึกดี
ขึ้นก็พอ”
เฮ่อจือหร่านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นางจับแขนของโม่จิ่ว
เยี่ยแน่น หวังเพียงว่าเด็กจะออกมาเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้ทรมาน
น้อยลง
หมอต าแยจ้าวมีความช านาญในการท าคลอดอย่างมาก ไม่นาน
นางก็เตรียมเครื่องมือที่จ าเป็นต้องใช้เสร็จเรียบร้อย
นางเดินมาดูที่ส่วนล่างของเฮ่อจือหร่าน แล้วกล่าวว่า “ฟังค าสั่ง
ของข้า เมื่อข้าบอกให้เจ้าออกแรงก็จงออกแรง”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้าอย่างยากล าบาก…
ไม่นานนัก เสียงร้องไห้ของทารกก็ดังก้องไปทั่วห้อง
หมอต าแยจ้าวห่อตัวเด็กด้วยผ้าห่มเล็ก ๆ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
อย่างคล่องแคล่ว แล้วยัดใส่อ้อมกอดของโม่จิ่วเยี่ย
“ยินดีด้วย ลูกเจ้าเป็นเด็กผู้ชาย”
โม่จิ่วเยี่ยถูกยัดเยียดก้อนเนื้อเล็ก ๆ เข้ามาในอ้อมแขนอย่างไม่
ทันตั้งตัว เขายังคงงุนงงอยู่บ้าง
หมอต าแยจ้าวเห็นท่าทางเช่นนั้น อดไม่ได้ที่จะแซวว่า “เป็น
เพราะได้ยินว่าคลอดลูกชายแล้ว ถึงกับดีใจจนเสียสติไปเลยหรือ?”
ยังไม่ทันที่โม่จิ่วเยี่ยจะได้ตอบสนอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก
จากด้านนอกเสียแล้ว
เฮ่อฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าบุกเข้ามาด้วยกัน
ถึงแม้ว่าเสียงเด็กร้องจะไม่ดังมาก แต่ข้างนอกก็ยังได้ยินชัดเจน
ทั้งคู่ที่เป็นย่าและยายจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม พวกนางไม่ได้ไปดูเด็กก่อน แต่กลับเดินไปหา
เฮ่อจือหร่าน
ใบหน้าของเฮ่อจือหร่านในตอนนี้เปียกชื้น ผมยุ่งเหยิงติดอยู่บน
แก้มขาวซีด ทั้งร่างดูอิดโรยอย่างยิ่ง
เฮ่อฮูหยินรู้สึกเจ็บปวดจนร้องไห้ออกมา
นางจับมือของเฮ่อจือหร่านไว้
“หร่านหร่าน เจ้าเหนื่อยมากแล้ว หมอต าแยบอกว่าเจ้าคลอดลูก
ชายแล้ว เจ้าอดทนอีกสักหน่อย รอให้เจ้าตัวน้อยอีกคนออกมา เจ้าก็
จะไม่เจ็บปวดแล้ว”
ในตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็น ้าตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
“หร่านหร่าน เจ้าเหนื่อยมากแล้ว เจ้าคือผู้มีพระคุณอย่างยิ่งของ
สกุลโม่”
ค าพูดของนางไม่ได้เป็นเพราะการให้ความส าคัญกับลูกชาย
มากกว่าลูกสาว หรือเพราะเฮ่อจือหร่านให้ก าเนิดลูกชายแก่สกุลโม่
แต่นี่เป็นค าพูดที่มาจากใจจริงของฮูหยินผู้เฒ่า
บุตรชายสกุลโม่ทั้งเก้าคนต่างแต่งงานมีภรรยากันหมดแล้ว
นับตั้งแต่โม่จวินรุ่ยแต่งงาน ฮูหยินผู้เฒ่าก็รอคอยหลานมานานกว่า
สิบปีแล้ว
บัดนี้ในที่สุดก็มีหลานน้อยเสียที่ นางจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เพิ่งคลอดบุตรออกมา แม้ว่าความเจ็บปวดของเฮ่อจือหร่านจะยัง
ไม่หายไป แต่ร่างกายก็เบาสบายขึ้นบ้าง นางรู้สึกสบายขึ้นไม่น้อย
ตอนนี้นางไม่อยากพูดอะไรเลย เมื่อครู่ตอนคลอดลูกคนโตต้อง
ใช้แรงมาก นางหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
หมอต าแยจ้าวเห็น ฮูหยินทั้งสองวนเวียนอยู่รอบหญิงที่เพิ่งจะ
คลอด พูดคุยกันไม่หยุด โดยไม่มีใครสนใจไปดูหลานชายตัวอ้วน
ขาวที่เพิ่งเกิดมา นางจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนว่า
“เด็กน้อยคนนี้ตัวขาวอ้วนน่าเอ็นดูยิ่งนัก พวกท่านไม่อยากไปดู
หรือ?”
ช่างแปลกจริง ๆ เมื่อนางไปท าคลอดให้บ้านอื่น พอได้ยินว่าเกิด
เป็นเด็กชายตัวอวบอ้วน ทั้งบ้านต่างแย่งกันไปดูเด็ก
แต่สกุลโม่นี่ช่างแปลกยิ่งนัก คนมากมายขนาดนี้ แต่ทุกคน
กลับมาห่วงใยแต่หญิงที่เพิ่งคลอด ไม่มีใครพูดถึงการไปดูเด็กเลย
ในตอนนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกตัวขึ้นมา เขายังอุ้มลูกชายของตนเอง
อยู่ในอ้อมแขน
เพียงแต่ว่าลูกชายตัวเล็กมาก ร่างกายของเขาแข็งที่ออยู่ตรงนั้น
ไม่กล้าขยับเขยื้อน กลัวว่าตัวเองจะออกแรงมากเกินไปจนท าลูกชาย
บาดเจ็บ
“ท่านแม่ แม่ยาย พวกท่านใครก็ได้จะมารับเด็กไปหน่อย”
เขาอยากจะดูลูก แต่กลับไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท่าทางของบุตรชายตน ก็นึกถึงตอนที่นาง
คลอดโม่จวินรุ่ย
ในตอนนั้น โม่ฉิงก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะเป็นบุตรคนแรกของ
พวกเขา จึงไม่มีประสบการณ์ในการอุ้มเด็กเลย เมื่อหมอต าแยส่งเด็ก
ให้เขา ก็เหมือนกับโม่จิ่วเยี่ยไม่มีผิด ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับท่อนไม้
ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
นางรีบเข้าไปรับหลานชายตัวน้อยจากอ้อมแขนของโม่จิ่วเยี่ย
ก่อนเฮ่อฮูหยิน
เฮ่อฮูหยินก้าวเข้ามาแล้วค่อย ๆ เปิดมุมผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น มุมปากของทั้งสองคนก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่
รู้ตัว
“ฮูหยิน หลานชายตัวน้อยของข้านี่ขาวจริงๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเห็นด้วยอย่างยินดี “ใช่แล้ว เด็กคนอื่นเกิดมา
ล้วนแดงก ่า แต่เด็กคนนี้กลับขาวสะอาดน่ารัก”
“ดูดวงตาและคิ้วนี่สิ เหมือนกับจิ่วเยี่ยถึงแปดส่วน” เฮ่อฮูหยิน
กล่าว
“แม่สะใภ้ ท่านไม่เคยเห็นจิ่วเย่ตอนเด็ก ๆ พ่อลูกคู่นี้เหมือนแกะ
ออกมาจากพิมพ์เดียวกันเลย”
เฮ่อจือหร่านได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ ก็ลืมความเจ็บปวดไป
ชั่วขณะ
“ท่านแม่ อุ้มลูกมาให้ข้าดูหน่อย”
นางอยากเห็นบุตรชายของตน ลูกที่นางตั้งท้องมาอย่าง
ยากล าบากถึงสิบเดือน แล้วยังต้องทนทุกข์ทรมานมากมายกว่าจะ
คลอดออกมาได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้น จึงอุ้มเด็กน้อยเดินมาที่เตียง แล้วหัน
ใบหน้าของทารกน้อยไปทางเฮ่อจือหร่านเพื่อให้นางได้เห็น
“หร่านหร่าน เจ้าดูสิ หน้าตาเหมือนกับจิ่วเย่ไม่มีผิดเลยใช่
หรือไม่?”
ทารกน้อยเพียงแค่ร้องไห้สองสามครั้งตอนเพิ่งคลอดออกมา
เท่านั้น หลังจากที่หมอต าแยห่อตัวด้วยผ้าห่มแล้ว ก็เข้าสู่นอนหลับ
อย่างรวดเร็ว
แก้มป่อง ๆ ของทารกน้อยขาวอมชมพู ริมฝีปากเล็ก ๆ ห่อเข้า
หากัน ราวกับก าลังเป่าฟองอากาศอยู่
ช่างน่ารักเหลือเกิน เฮ่อจือหร่านรู้สึกว่านี่คือทารกน้อยที่น่ารัก
ที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
ความรักของแม่ที่เกิดขึ้นจากส่วนลึกของหัวใจพลันผุดขึ้นมา
หากไม่ใช่เพราะนางไม่สะดวกในตอนนี้ นางคงอยากอุ้มลูกน้อยมา
กอดและจุมพิตเสียจริง
ในขณะที่นางจ้องมองบุตรชายด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรักและ
เอ็นดู จู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ท้องน้อยโจมตีอีกครั้ง
เฮ่อจือหร่านขมวดคิ้วอย่างกะทันหัน ตามด้วยเสียงครางแผ่วเบา
โม่จิ่วเยี่ยเดิมทีก็ตั้งใจจะเข้าไปดูบุตรชายเช่นกัน แต่เมื่อได้ยิน
เสียงของเฮ่อจือหร่าน เขาไม่สนใจแม้แต่จะมองบุตรชาย รีบเข้าไปจับ
มือนางทันที่
“หร่านหร่าน เจ็บอีกแล้วหรือ?”