ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 493 ท่านพ่อคงจะกังวลแน่นอน
ฟางฉวนโจว เซี่ยเทียนไห่และหูชง แม้จะปลูกข้าวโพดตามสกุล
โม่เพียงเล็กน้อย แต่เช่นเดียวกับ มันเทศ พวกเขาเก็บไว้ให้ครอบครัว
ของตนเองได้กินเท่านั้น ไม่ได้น าออกมาส่งขายจนกระทบต่อการค้า
ของสกุลโม่
ชาวบ้านก็ต่างอิจฉาคนสกุลโม่และต าหนิตัวเองที่หูตาคับแคบ
ตั้งแต่แรก ไม่เชื่อว่าคนสกุลโม่จะสามารถปลูกพืชที่ดีเช่นนี้ได้
พวกเขาล้วนเป็นคนซื่อ ไม่เจ้าเล่ห์ ตอนแรกโม่จิ่วเยี่ยก็เคยบอก
ให้พวกเขาลองปลูกดู แต่กลับไม่มีใครกล้าลองท า
โชคดีที่คนสกุลโม่ใจกว้าง ท่านนายอ าเภอก็เป็นขุนนางที่รัก
ประชาชนเหมือนลูก จึงรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาให้พวกเขาปลูก
ในปีหน้า
แม้จะช้าไปหนึ่งปี แต่ก็เป็นเพราะตัวเองขี้ขลาดไม่กล้าลองท าสิ่ง
ใหม่ ๆ ทุกคนจึงเพียงเสียดายที่ตนเองไม่มีความกล้า ไม่ได้คิดริษยา
สกุลโม่แต่อย่างใด
โม่จิ่วเยี่ยมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องของครอบครัว ในที่ดิน
ไม่ได้มีเพียงข้าวโพดที่เติบโตเต็มที่แล้ว ทว่ายังมีพืชผลอื่น ๆ ที่ทยอย
พร้อมถูกเก็บเกี่ยวตามมาด้วย
หลังจากยุ่งงานอยู่ครึ่งเดือนติดต่อกัน งานในไร่ก็เสร็จเกือบจะทั้ง
หมดแล้ว เขาจึงเริ่มสร้างโรงเรือนตามวิธีที่เฮ่อจือหร่านบอกไว้
ความจริงแล้วการสร้างโรงเรือนช้าลงสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่
เพราะเฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้รับข่าวจากเมืองหลวงมาหลาย
วันแล้ว พวกเขาจึงรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
พวกเขาวางแผนจะจัดการเรื่องในบ้านให้เรียบร้อยโดยเร็ว แล้ว
ออกเดินทางไปดูสถานการณ์ที่เมืองหลวงสักครั้ง
โม่จิ่วเยี่ยยุ่งอยู่กับงานในไร่ ส่วนเฮ่อจือหร่านอยู่บ้านดูแลลูก ๆ
ทั้งวัน
กล่าวว่าเป็นการดูแลเด็ก ๆ แต่ก็เพียงตอนกลางคืนเท่านั้นที่นาง
ผู้เป็นมารดาจะสามารถให้เด็กทั้งสองอยู่ข้างกายได้อย่างสงบ
ช่วงกลางวันเฮ่อฮูหยินกับฮูหยินผู้เฒ่าคือตัวหลัก คนหนึ่งเป็นย่า
อีกคนเป็นยาย ย่อมอยากจะเห็นหลานน้อยทั้งสองทุกเวลา
จู้เอ้อร์กับหมิงจูต่างดื่มนมผง เวลาป้อนนมก็ไม่จ าเป็นต้องให้
เฮ่อจือหร่านลงมือ สองย่ายายจัดการเองได้ทั้งหมด
ยังมีป้าใหญ่แปดคนกับอาหญิงอีกหนึ่งคน ทุกวันวิ่งมาหาเฮ่อจื
อหร่านอย่างไม่รู้จักเบื่อ
อาจกล่าวได้ว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเด็กน้อยล้วนผูกหัวใจ
ของทุกคนในบ้าน ร้ายแรงกว่านั้น แค่หมิงจูย่นจมูกเล็ก ๆ ทุกคนก็
ตื่นตระหนกกันมาก…
เฮ่อฮูหยินกับเฮ่อซื่อหมิงปรึกษากัน แผนเดิมคือรอให้ทารกทั้ง
สองครบเดือน จากนั้นสองแม่ลูกจึงจะเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่เพราะความอาลัยอาวรณ์จึงเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้สองแม่ลูกนั่งอยู่ในลานบ้านของเฮ่อจือหร่าน ก าลังปรึกษา
เรื่องนี้กันอยู่
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าหากพวกเราไม่กลับไปเสียที่ ท่านพ่อคงจะ
กังวลแน่นอน” เฮ่อซื่อหมิงพูดด้วยน ้าเสียงหยั่งเชิง แต่เฮ่อฮูหยินไม่ได้
สังเกต
“ตอนที่หร่านหร่านคลอดลูกได้อย่างราบรื่น เจ้าก็เขียนจดหมาย
บอกพ่อเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ มีอะไรต้องกังวลกัน อีกอย่าง อยู่ที่นี่
นอกจากจะได้เห็นหร่านหร่านแล้ว ยังมีจู้เอ้อร์กับหมิงจูน้อยที่น่ารัก
ด้วย ถ้ากลับไปเมืองหลวงก็จะไม่ได้เห็นสามแม่ลูกนี้อีก ใจข้าคงเป็น
ห่วงแน่”
เฮ่อฮูหยินพูดด้วยสีหน้ากังวล
นางไม่อยากจากบุตรสาว ระยะทางจากเมืองหลวงมาถึงซีเป่ยนั้น
ไกลเหลือเกิน อีกทั้งสถานการณ์ในราชส านักตอนนี้ก็ตึงเครียด
นางในฐานะญาติของขุนนางส าคัญ หากต้องการออกจากเมืองหลวง
อีกครั้งย่อมจะมีคนคอยจับตาดู
อีกอย่างอายุของนางก็มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะทน
ความล าบากบนเส้นทางมาซีเป่ย เพื่อเยี่ยมบุตรสาวและหลานทั้งสอง
คนได้อีกหรือไม่
คิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว เฮ่อฮูหยินก็อดร้องไห้ไม่ได้
“ซื่อหมิง ตอนนั้นเป็นแม่กับพ่อเจ้ายืนกรานจะให้หร่านหร่านแต่ง
เข้าสกุลโม่ หากไม่ใช่เพราะพวกแม่สองคนดื้อรั้น หร่านหร่านก็คงไม่
ต้องจากพวกเราไป แม้ว่าตอนนี้นางจะมีชีวิตที่ดี ถึงขนาดสุขกาย
สบายใจยิ่งกว่าตอนอยู่กับพวกเราในเมืองหลวง แต่แม่ก็ยังรู้สึกผิดกับ
เรื่องนี้อยู่ดี”
เฮ่อฮูหยินกล่าวเช่นนี้ เฮ่อซื่อหมิงจะไม่รู้ได้อย่างไร
ครั้งที่น้องสาวไม่เต็มใจแต่งเข้าสกุลโม่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ช่วย
บิดามารดาใช้ยาสลบกับนาง แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามพวกเขา
โชคดีที่ชีวิตของน้องสาวตอนนี้ไม่ได้เลวร้าย ญาติฝ่ายสามีก็
ล้วนเป็นคนดี แต่น้องสาวยังคงออกมาแต่งงานไปเกินไกล เมื่อเขา
และท่านแม่จากไป การจะได้พบหน้ากันอีกคงไม่ง่ายดาย
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจทุกสิ่งที่ท่านพูด ข้าเองก็คิดมาแล้ว ข้าจะไม่
กลับเมืองหลวง”
“เจ้าจะไม่กลับเมืองหลวง? เจ้าจะท าอะไรเล่า?”
เฮ่อฮูหยินรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แม้บุตรชายจะมีต าแหน่งเป็นหมอ
ต าแยผู้เลื่องชื่อในที่มืด แต่ในที่แจ้งเขาก็ยังคงเป็นขุนนางของราช
ส านัก ด้วยสถานะเช่นนี้ การที่เขาจะสามารถออกจากเมืองหลวงได้
ชั่วระยะหนึ่งก็นับว่ายากแล้ว แล้วท าไมถึงคิดว่าจะไม่กลับไปเล่า?
“ท่านแม่ ข้าเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่าเล่ห์เหลี่ยมในวังและการเมือง
นั้นไม่เหมาะกับข้า โดยเฉพาะหลังจากมาถึงซีเป่ย ข้าได้เห็นพี่น้อง
สกุลโม่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมายในแต่ละวัน
ท าให้ข้าลังเลไม่กล้าตัดสินใจ หลายวันมานี้ข้าครุ่นคิดถึงปัญหาหนึ่ง
อยู่เสมอ นั่นคือข้าต้องการอะไร และตอนนี้ข้ารู้แล้ว ข้าสามารถพูด
ได้ว่าข้าชอบการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและเป็นอิสระเช่นนี้”
ขณะที่แม่ลูกก าลังสนทนากันอยู่ หลานเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาในลาน
บ้านพร้อมกับตะกร้าองุ่นยักษ์
เฮ่อซื่อหมิงเห็นหลานเอ๋อร์มา ใบหน้าของเขาก็แดงเรื่อขึ้นมา
ชั่วขณะ
หลานเอ๋อร์สบตาเฮ่อซื่อหมิงอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ แต่กฎระเบียบที่
นางได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กจากในวัง ท าให้รักษากิริยาท่าทางที่สง่า
งามเอาไว้ได้ตามความเคยชิน
นางค้อมกายลงเล็กน้อยไปทางเฮ่อฮูหยินและเฮ่อซื่อหมิง
“เฮ่อฮูหยิน คุณชายใหญ่เฮ่อ นี่คือองุ่นที่คุณชายเก้าและฮูหยิน
เก้าปลูกไว้บนเขา แม้จะเป็นปีแรกที่ปลูก ผลผลิตจึงอาจมีไม่มากนัก
แต่ก็เพียงพอให้ทุกคนได้ลิ้มลอง วันนี้ข้าเห็นว่าองุ่นสุกแล้ว จึงได้
เรียกอวี่เอ๋อร์ขึ้นเขาไปด้วยกันเพื่อเก็บมาให้พวกท่านได้ชิม”
แม้เฮ่อฮูหยินจะไม่มีความคิดลึกซึ้งเท่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่นางก็ยัง
สังเกตสีหน้าท่าทางของผู้อื่นได้
โดยเฉพาะหลานเอ๋อร์ที่วันนี้พอพูดจาก็เห็นได้ชัดว่ามีท่าทีเขิน
อายอยู่บ้าง
คนสกุลโม่ตระหนักถึงสถานะของตนเองในปัจจุบันตั้งแต่มาอยู่ที่
ซีเป่ยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังท าตัวกลมกลืนไปกับท้องถิ่นราวกับเป็นคน
ธรรมดาทั่วไป
แม้หลานเอ๋อร์กับอวี่เอ๋อร์จะเป็นสาวใช้ขององค์หญิงสี่ แต่ใน
สายตาของคนสกุลโม่ก็ไม่เคยมองพวกนางว่าเป็นบ่าวรับใช้เลย
ในยามปกติ หลานเอ๋อร์และอวี่เอ๋อร์แสดงออกถึงความสง่างาม
และมีมารยาท แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทางอันต ่าต้อย
ทว่าวันนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าหลานเอ๋อร์
ก าลังประหม่ามาก ราวกับว่าตรงหน้านางมีคนที่นางหวาดกลัวอยู่
เฮ่อฮูหยินเชื่อว่าตนเองปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความเมตตา ไม่เคย
พูดจารุนแรงใส่สาวใช้ทั้งสองคนนี้ การที่หลานเอ๋อร์แสดงออกเช่นนี้
ต่อหน้านางมันช่างผิดปกตินัก
อีกอย่าง หญิงสาวคนนี้ขณะพูดก็มักจะก้มหน้ามองปลายเท้า
ตัวเองเป็นระยะ หากสังเกตอย่างละเอียด ใบหน้าของนางยังมีสีแดงระ
เรื่อด้วย
พอมองไปทางบุตรชายของตน เมื่อครู่เขายังคุยกับนางถึงเรื่อง
ในใจอยู่ แต่พอหลานเอ๋อร์มาถึง เขากลับดูอึดอัดขึ้นมาทันที่
เฮ่อฮูหยินไม่ได้ตอบหลานเอ๋อร์ทันที่ แต่กลับมองสลับไปมา
ระหว่างเฮ่อซื่อหมิงและหลานเอ๋อร์
ในฐานะคนที่ผ่านโลกมามาก นางเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว
แต่นางก็รู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้สามารถสอบถามได้จากบุตรชายของตน
เท่านั้น
“ดี ๆ ขอบใจหลานเอ๋อร์มาก องุ่นลูกใหญ่ขนาดนี้ เดี๋ยวข้าจะกิน
ให้มากหน่อย”
สีหน้าของเฮ่อฮูหยินเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าใจแล้วก็
กลับมามีท่าทีเหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังได้ฟังค าตอบของเฮ่อฮูหยิน หัวใจที่ตึงเครียดของหลานเอ๋อร์
ก็ผ่อนคลายลงบ้าง นางรับค าแล้วรีบหมุนกายเข้าไปในห้องครัวเพื่อ
ล้างองุ่น