ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 549 ข้าจะปกป้องคนสกุลโม่ให้ปลอดภัยแน่นอน
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 549 ข้าจะปกป้องคนสกุลโม่ให้ปลอดภัยแน่นอน
หากโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้โต้แย้งค าพูดของเขา ก็หมายความว่าอีกฝ่าย
ได้ยอมรับโดยปริยาย เท่ากับว่าฝ่ายหลังได้แสดงจุดยืนต่อหนานรุ่ย
ทางอ้อม
ซึ่งโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้โต้แย้งจริง ๆ แต่ในใจเขาไม่ได้คิดเหมือนอย่าง
ที่หนานรุ่ยคิดไว้
สกุลโม่เคยถูกราชส านักกดขี่มาก่อน พวกเขาไม่มีทางท าอะไรที่
อาจเป็นอันตรายต่อคนในครอบครัวเพียงเพราะความรู้สึกผูกพัน
เพียงเล็กน้อย
ที่เขาไม่ได้แสดงจุดยืนเพราะมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว
หากหนานรุ่ยจะเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่างที่บันทึก
ไว้ในประวัติศาสตร์จริง เขาก็เชื่อว่าความสามารถของเขาจะต้องยอด
เยี่ยมแน่ แม้ไม่มีคนสกุลโม่ช่วยเหลือ เขาก็จะสามารถนั่งอยู่บน
ต าแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคง
ยิ่งไปกว่านั้น ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็ไม่มีการกล่าวถึงการ
ด ารงอยู่ของสกุลโม่อีกต่อไป ดังนั้นในใจของเขาหลังจากแก้ไข
วิกฤตเบื้องหน้าแล้ว ส าหรับหนานอวี่ สกุลโม่ก็เป็นเพียงสิ่งที่มีหรือไม่
มีก็ได้
อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่ได้ลืมความตั้งใจแรกเริ่ม การได้เป็นอ๋อง
ตะวันตกก็เพียงหวังว่าสกุลโม่จะมีดินแดนที่เป็นของตัวเองสักแห่ง
หนานอวี่เข้าใจความหมายของหนานรุ่ยเป็นอย่างดี เขาก็รู้สึก
เช่นกันว่าการที่โม่จิ่วเยี่ยไม่คัดค้านก็เท่ากับยอมรับโดยปริยายแล้ว
เพื่อแสดงความจริงใจของตน เขาจึงรีบแสดงจุดยืนทันที่
“คุณชายเก้าวางใจได้ ข้าหนานอวี่พูดจาหนักแน่น ตราบใดที่
ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะปกป้องคนสกุลโม่ให้ปลอดภัยแน่นอน”
ค าพูดนี้โม่จิ่วเยี่ยแค่รับฟังไว้เท่านั้น นอกจากการให้คนใน
ตระกูลของตนได้อยู่อย่างสงบแล้ว เขาก็ไม่อยากเรียกร้องอะไรมาก
ไปกว่านี้
เมื่อเผชิญกับเรื่องที่ตนเองไม่อยากสนทนา โม่จิ่วเยี่ยก็เพียงพูด
คลุมเครือแล้วปล่อยผ่านไป
…
หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหัน โม่จิ่วเยี่ย
จ าเป็นต้องรีบกลับไปซีเป่ยเพื่อรับบัญชา เขากับเฮ่อจือหร่านจะรอ
จนกว่าเสนาบดีเฮ่อจะพ้นจากต าแหน่งแล้วค่อยเดินทางพร้อมกัน
ผลคือแผนการไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วเท่าที่คิด พวกเขาจึง
จ าเป็นต้องกลับไปตอนนี้แล้ว
พวกเขามียานพาหนะที่รวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง
ได้มาก แต่คนอื่นไม่รู้เรื่องนี้ ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร พวกเขาเร่งรีบ
ควบม้ากลับไปซีเป่ยก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน แม้จะเพื่อปิดบัง
สายตาผู้คน แต่ตอนนี้พวกเขาก็ต้องออกเดินทาง
ถึงจะเพื่อปิดบังสายตาคนอื่น แต่ทั้งสองคนก็ยังคงเลือกใช้
รถยนต์ขนาดใหญ่เป็นพาหนะอยู่ดี
ระหว่างทางพวกเขาออกมาจากพื้นที่มิติทุกสามวันเพื่อเดินทาง
ตลอดคืน เมื่อไปถึงพื้นที่ยากจน พวกเขาก็จะใช้ทรัพย์สินที่ได้มา
จากท้องพระคลังช่วยเหลือผู้คน
แม้จะจงใจถ่วงเวลาเช่นนี้ ทั้งสองก็ยังมาถึงซีเป่ยในวันที่สิบสอง
หลังจากออกจากเมืองหลวง
ทันทีที่เข้าสู่เขตซีเป่ย โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านก็รู้สึกถึง
บรรยากาศที่ตึงเครียด
บนถนนใหญ่ที่แต่เดิมคึกคักวุ่นวาย บัดนี้สามารถใช้ค าว่าเปลี่ยว
ร้างผู้คนมาบรรยายได้ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดประตูใส่กุญแจแล้ว มี
เพียงไม่กี่ร้านที่ยังเปิดอยู่ กระนั้นก็ไร้ผู้คน ไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
บ้านเรือนของชาวบ้านต่างปิดประตูแน่นหนา บางครั้งจะเห็นคน
แง้มประตูออกมาดูข้างนอกเล็กน้อย แล้วรีบปิดอย่างรวดเร็ว…
บรรยากาศเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกส าหรับโม่จิ่วเยี่ยก่อนจะถูก
เนรเทศ เขาประจ าการอยู่ในเขตชายแดนมานาน ที่นั่นเมื่อใดที่เกิด
สงคราม ชาวบ้านในละแวกนั้นก็จะมีสภาพเหมือนกับตอนนี้
ในยามที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ชาวบ้านจะทิ้งบ้านเรือนด้วยความ
เจ็บปวด พาญาติพี่น้องหนีภัยไปด้วยกัน
ดังนั้น จากสภาพของชาวบ้านในซีเป่ยสามารถวิเคราะห์ได้คร่าว
ๆ ว่าแม้ที่นี่จะเกิดสงคราม แต่ยังไม่ถึงขั้นที่ศัตรูจะบุกเข้ามา หรืออีก
นัยหนึ่งคือกองทัพของชนเผ่าหมานอี๋ยังไม่ได้บุกเข้ามาแต่
สถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่น่ายินดีนัก หากไม่ใช่เพราะสงครามก าลังคับ
ขัน ชาวบ้านก็คงไม่ต้องปิดประตูหน้าต่างเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เขากับเฮ่อจือหร่านกลับมาซีเป่ยเร็วก
ว่าที่คาดไว้เล็กน้อย คนผู้ส่งสาส์นที่จักรพรรดิซุ่นอู่ส่งมา แม้จะเร็ว
เพียงใดก็คงต้องใช้เวลาอีกสองวันกว่าจะมาถึง
โม่จิ่วเยี่ยปรึกษากับเฮ่อจือหร่านแล้วตัดสินใจไปส ารวจ
สถานการณ์ที่สนามรบชายแดนตะวันตกก่อน
ด้วยวิธีนี้ เมื่อราชโองการมาถึงและได้รับค าสั่งให้ออกรบแล้ว เขา
ก็จะสามารถรู้สถานการณ์ได้อย่างถ่องแท้
สามีภรรยาคู่นี้แต่งกายเหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว พอเดินอยู่บน
ถนนนอกจากรูปโฉมที่โดดเด่นกว่าคนอื่นแล้วก็ไม่มีอะไรพิเศษ
ดังนั้นครั้งนี้พวกเขาจึงไม่ได้ปลอมตัวแต่อย่างใด
ทั้งสองมุ่งหน้าตรงไปยังชายแดนตะวันตก พวกเขาพบว่ายิ่งเข้า
ใกล้จุดหมายปลายทาง ร่องรอยของมนุษย์ก็ยิ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น โม่จิ่วเยี่ยพลันรู้สึกถึงความผิดปกติเล็กน้อย เขาจึงรั้ง
เฮ่อจือหร่านไว้
เฮ่อจือหร่านก็ระมัดระวังตัวเช่นกัน หลังโม่จิ่วเยี่ยดึงนางไว้
กะทันหัน แน่นอนว่าเขาต้องพบเห็นบางสิ่งบางอย่าง
ขณะที่นางก าลังจะถาม จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังติดต่อกันมา
จากพุ่มไม้ข้างทาง
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยเตรียมพร้อมจะลงมือแล้ว ขณะเดียวกันเขาก็ไม่
ลืมก าชับเฮ่อจือหร่านว่า “หร่านหร่าน หากมีอันตรายให้หลบซ่อนตัว
ทันที”
เสียงของโม่จิ่วเยี่ยเพิ่งจะดังขึ้น ก็มีร่างสองร่างกระโจนออกมา
จากป่าอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงมือ ผู้มาเยือนก็รีบกล่าวขึ้นว่า “น้องเก้า
น้องสะใภ้เก้า ท าไมถึงเป็นพวกเจ้าเล่า?”
“พี่รอง พี่สาม ท าไมพวกท่านถึงอยู่ที่นี่?” สามีภรรยาถามพร้อม
กัน
พี่สามมองไปรอบ ๆ แล้วพูดเสียงเบาว่า “พวกเจ้าตามข้ามาก่อน
ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดคุย”
โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไร พวกเขา
เดินตามหลังพี่ชายทั้งสองเข้าไปในป่า
เมื่อเดินเข้าไปในป่าได้ประมาณหนึ่ง สามีภรรยาก็เห็นกองก าลัง
ราวสองร้อยคนอยู่ในพื้นที่โล่งด้านหน้า มองมาทางที่พวกเขาก าลัง
เดินมา และทุกคนต่างอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมรบ
ตอนนั้นเองพี่สามก็ถามขึ้นว่า “น้องเก้ากับน้องสะใภ้เก้ากลับมา
ตั้งแต่เมื่อไหร่? เรื่องทางเมืองหลวงจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
ในมุมมองของโม่อวิ๋นเฟิง เขากับพี่รองน าคนมาซุ่มอยู่ที่นี่เจ็ด
แปดวันแล้ว เขาคิดว่าสามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยน่าจะกลับไปที่หมู่บ้านซี
หลิ่ง
เมื่อรู้ว่าพวกเขาน าคนมาซุ่มอยู่ที่นี่ จึงรีบมาตรวจสอบเป็นพิเศษ
“พวกข้าเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง เห็นว่าสถานการณ์ในซีเป่ย
ไม่ค่อยดี ตั้งใจจะตรวจสอบดูก่อนแล้วค่อยกลับหมู่บ้าน ไม่คิดว่าจะ
ได้พบพี่รองกับพี่สามที่นี่” โม่จิ่วเยี่ยอธิบายเสร็จก็ถามว่า “เหตุใดพี่
รองกับพี่สามถึงได้พาคนมาซุ่มอยู่ที่นี่?”
“ตอนนี้คนจากชนเผ่าหมานอี๋บุกรุกเข้ามาเป็นจ านวนมาก พวก
ข้าไม่ได้อยู่ที่ซีเป่ยก็ช่างเถอะ แต่อยู่ที่นี่แล้ว พวกข้าไม่อาจนิ่งดูดาย
ให้ชาวบ้านต้องพลัดถิ่นไปเพราะไฟสงคราม หลังจากปรึกษากับท่าน
พ่อและพี่น้องในบ้านแล้ว ตามการเห็นชอบของทุกคน พวกข้าจึงน า
ก าลังคนมาซุ่มอยู่ที่นี่”
“หากชายแดนด้านนั้นต้านทานการโจมตีของชนเผ่าหมานอี๋ไม่
ไหว ปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา พวกข้าก็จะสามารถสกัดกั้นพวก
เขาที่นี่ได้”
พี่สามกล่าวพลางชี้ไปยังพวกอดีตผู้ติดตามที่อยู่บริเวณพื้นที่โล่ง
“ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจ ให้ทุกคนน าระเบิดมาคนละห้าลูก พวก
เราต่างเห็นพลังท าลายล้างของระเบิดกันมาแล้ว แม้จะมาด้วยจ านวน
คนที่น้อยนิด แต่ก็ยังสามารถขัดขวางชนเผ่าหมานอี๋ไม่ให้เข้าเมือง
ได้”
แท้จริงแล้วไม่ต้องให้พี่สามอธิบายมากมายขนาดนี้ โม่จิ่วเยี่ยก็
เข้าใจเหตุผลดี
แม้ว่าบุรุษสกุลโม่จะผิดหวังต่อราชส านัก แต่ความปรารถนาที่จะ
ปกป้องความสงบสุขหรือให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขก็ยังไม่
เปลี่ยนแปลง
ทุกคนในครอบครัวคงไม่มีใครอยากเห็นชนเผ่าหมานอี๋บุกเข้า
มาในต้าซุ่นแล้วกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้คนสกุลโม่ก็อาศัยอยู่ที่ซีเป่ย แม้ว่าเมืองอวิ่น
จะอยู่ห่างจากที่นี่อยู่บ้าง แต่หากชนเผ่าหมานอี๋บุกเข้ามาโจมตี ไม่ช้า
ก็เร็วพวกเขาจะบุกไปถึงที่นั่น