ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 57 ข้ออ้างของเจ้าก็ใช้ได้
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้ แต่เขาให้ความส าคัญกับ
มิตรภาพระหว่างเขากับหนานฉีเป็นอย่างมาก
และเพราะเหตุนี้ เขาจึงอยากจะมองข้ามเหตุผลด้านลบเหล่านี้ไป
แต่ตอนนี้เฮ่อจือหร่านพูดถึงเรื่องพวกนี้อย่างละเอียดแล้ว จึงท า
ให้โม่จิ่วเยี่ยจ าเป็นต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอีกครั้ง
“ข้าเคยสงสัยมาก่อนว่า คนที่สั่งให้ป้าหลิววางยาพิษในบ่อน ้าคือ
องค์ชายใหญ่หนานเหิง ด้วยเรื่องนี้ก็ไม่อาจตัดข้อสงสัยที่มีต่อ
หนานฉีไปได้เช่นกัน ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะยังคิดไม่ออกว่าเขามีเหตุผล
อะไรจึงท าเช่นนี้ แต่ต่อไปคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น หากท าอะไรมาก
เกินไป ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายต้องเปิดเผยพิรุธออกมาแน่นอน”
ทั้งสองคนพูดคุยกันมากมาย แต่สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจถึงเจตนา
แท้จริงของหนานฉีที่ท าแบบนี้
ทว่าพวกเขาต่างก็รู้ดีว่า ต่อไปนี้จะมีอีกหนึ่งคนที่พวกเขาต้อง
คอยระวังตัว
ไม่ทันไรข้างนอกก็สว่างขึ้นแล้ว ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่ได้นอนมา
ทั้งคืน แต่เมื่อถึงเวลานี้ก็คงนอนต่อไม่ได้แล้ว
โม่จิ่วเยี่ยยังคงทนไหว ในสายตาคนอื่นเขายังได้รับบาดเจ็บ
สาหัสอยู่ ดังนั้นการนอนบนเกวียนไม้ก็ถือเป็นการงีบหลับได้
ตรงกันข้ามกับเฮ่อจือหร่านที่พรุ่งนี้ทั้งวันนางยังต้องใช้เวลาอยู่
บนเส้นทาง
คิดมาถึงจุดนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงเริ่มสังเกตเฮ่อจือหร่านอย่างละเอียด
เขาตั้งใจจะถามไถ่นางอย่างเป็นห่วง
ทว่าเขากลับพบเรื่องน่าประหลาดใจ เสื้อผ้าที่เคยเต็มไปด้วย
คราบฝุ่นของเฮ่อจือหร่านในตอนนี้ ถึงแม้จะยังเป็นมีรอยปะชุนทับกัน
อยู่ แต่กลับดูสะอาดเรียบร้อยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เส้นผมของนางที่เคยมันเยิ้มเล็กน้อย ตอนนี้กลับ
เงางามวับวาว ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมาอีกด้วย
เฮ่อจือหร่านเห็นโม่จิ่วเยี่ยมองนางอยู่ตลอดเวลา จึงคิดว่าตนเอง
มีปัญหาอะไรหรือไม่
นางยกมือทั้งสองข้างลูบหน้าตนเองตามสัญชาตญาณ แล้วถาม
เขาว่า
“เป็นอะไรไป ตัวข้ามีอะไรผิดปกติไปหรือ”
เพราะกังวลเรื่องโม่จิ่วเยี่ยที่ยังไม่กลับมาสักที่ จนท าให้นางลืมไป
ว่าตนอาบน ้าในพื้นที่มิติมาแล้ว
“เจ้าไปซักเสื้อผ้ามาหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยอยากจะถามว่า เจ้าไปอาบน ้ามาใช่หรือไม่
แต่ด้วยนิสัยเก็บตัวของเขา จึงอดรู้สึกเขินอายไม่ได้ที่จะถาม
หญิงสาวนางหนึ่วว่าอาบน ้าหรือยัง
เมื่อถูกถามเช่นนี้ เฮ่อจือหร่านถึงตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง
ของตัวเอง
เมื่อครู่นางประมาทเกินไปจริง ๆ เพราะคิดว่าหากอาบน ้าให้
สะอาดนางจะได้รู้สึกสบายตัว แต่กลับลืมไปว่าตนอาจจะถูกสงสัย
“ตอนท่านออกไปท าธุระ ข้านอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นอาบน ้าสัก
หน่อย”
ถึงแม้เหตุผลข้อนี้จะฟังดูเข้าข้างตนเองไปบ้าง แต่เฮ่อจือหร่านก็
พูดได้แค่นี้
แต่ครั้งนี้โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยผ่านอีก
“เสื้อผ้าของเจ้าไม่ถึงหนึ่งคืนก็แห้งดีแล้วหรือ”
“เอ่อ…ข้าตากมันไว้ที่หน้าต่างด้านหลังตลอด ตรงนั้นลมถ่ายเท
ดีมาก ก่อนท่านจะกลับมาก็แห้งจนเกือบหมดแล้ว”
เห็นเฮ่อจือหร่านอธิบายเข้าข้างตนเอง โม่จิ่วเยี่ยก็รู้ดีว่าเรื่องนี้
ต้องเกี่ยวข้องกับความลับของนางแน่
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้ถามต่อไปอีก
ผู้ใดจะกล่าวโทษนางได้เล่า ในเมื่อเขาเองก็ตกลงกับนางไว้แล้ว
ว่าจะไม่สืบค้นความลับของนางตั้งแต่แรก
ถึงแม้ในใจจะอยากรู้อยากเห็นมากแค่ไหน ก็ได้แต่ยอมแพ้ไป
เท่านั้น
“ข้ออ้างของเจ้าก็ใช้ได้ คงหลอกท่านแม่และพวกพี่สะใภ้ได้อย่าง
ไม่มีปัญหา”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังเตือนตนเอง และในขณะเดียวกัน
ก็บอกนางว่า สิ่งที่นางพูดมานั้นเขาไม่เชื่อสักค า
นางจึงได้แต่ท าเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป
“ข้าไม่ได้โกหกนะ หากเป็นคนอื่นถาม ข้าก็จะตอบเช่นนี้แหละ”
ตอนนั้นเอง พลันมีเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ดังมาจากข้างนอก
“ตื่นเช้ากันหน่อย! กินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็เดินทางต่อทันที”
ทั้งสองคนในห้องมองตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไร โม่
จิ่วเยี่ยจัดการเก็บของแล้วนอนลงบนเตียง ส่วนเฮ่อจือหร่านเปิดประตู
เดินออกไป
เดิมทีคิดว่าวันนี้คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลังทุกคนกินข้าวเช้า
เสร็จแล้วก็จะเดินทางต่อไปได้
ทว่าทางฝั่งตระกูลเหอกลับมีเสียงร้องไห้ดังลั่น
ที่แท้ก็เพราะเหอเลี่ยงที่ไม่สามารถอดทนอยู่ต่อได้ เมื่อคนใน
ครอบครัวก าลังจะป้อนหมั่นโถวหยาบให้เขากิน ก็พบว่าเขาไม่มีลม
หายใจแล้ว
โชคดีที่เหอหมิงพ้นขีดอันตรายแล้ว ท าให้ตระกูลเหอเหลือ
บุตรชายคนเดียว
หลังได้ยินข่าวนี้ ทั้งเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยต่างรู้สึกสงสัย
โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยเสียงเข้มว่า “ข้าลงมือมีขอบเขตเสมอ เหอเลี่ยงไม่มี
ทางตายได้”
“เมื่อวานข้าเองก็ตรวจดูบาดแผลของพวกเขาแล้ว ไม่น่ารุนแรง
ถึงขั้นเสียชีวิต” เฮ่อจือหร่านกล่าวพลางครุ่นคิด แต่ดูเหมือนจะคาด
เดาอะไรได้ไม่ดีนัก
ในใจของโม่จิ่วเยี่ยก็หนักอึ้งไม่ต่างกัน ทั้งคู่รู้สึกว่าการตายของ
เหอเลี่ยงนั้นต้องมีเงื่อนง าบางอย่างแน่นอน
เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย เฮ่อจือหร่านตั้งใจจะไปดูที่ตระกูลเหอสัก
หน่อย
ตอนนี้พวกเจ้าหน้าที่มีความรู้สึกที่ดีต่อนาง พวกเขาจึงไม่ได้
จ ากัดขอบเขตการเคลื่อนไหวของนาง
เฮ่อจือหร่านมาถึงเพิงหญ้าที่เหอเลี่ยงพักอยู่ได้อย่างราบรื่น
ตอนนี้เผิงวั่งก าลังอยู่ที่นั่นพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกสองสามคน
พวกเขาตั้งใจจะจัดการเก็บกวาดคนแล้วเดินทางต่อ
เฮ่อจือหร่านคิดว่า หากนางรีบเข้าไปตรวจดูศพของเหอเลี่ยง
โดยตรง คงต้องถูกคนตระกูลเหอปฏิเสธแน่นอน
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อจือหร่านก็ตัดสินใจใช้ประโยชน์จาก
เผิงวั่งเล็กน้อย
นางเดินเข้าไปใกล้เขา แล้วแกล้งท าเป็นกระซิบถามว่า “เจ้า
หน้าที่เผิง เหอเลี่ยงเสียชีวิตกะทันหันได้อย่างไรกัน”
เผิงวั่งเหมือนจะไม่สงสัยอะไรกับการตายของเหอเลี่ยง เพราะเมื่อ
วานเขาเห็นว่าบาดแผลของอีกฝ่ายก็หนักไม่น้อยเลย
“คงเป็นเพราะเขาบาดเจ็บสาหัสเกินไปจนทนไม่ไหวก็ได้”
เฮ่อจือหร่านท าท่าทางนึกเวทนาพลางส่ายหัว “น่าเสียดายจริง ๆ
เขาอายุยังน้อยแท้ ๆ ก็จากไปเสียแล้ว”
นางเงียบไปสักครู่ หลังเห็นเผิงวั่งไม่มีปฏิกิริยาอะไรจึงพูดต่อ
“เจ้าหน้าที่เผิง ข้าเป็นคนใจอ่อน ก่อนพวกเราจะเดินทางต่อ ขอข้าดู
อาการบาดเจ็บของเหอหมิงอีกสักหน่อยได้หรือไม่”
เผิงวั่งไม่ใช่คนซื่อ เมื่อได้ยินค าพูดของเฮ่อจือหร่าน เขาก็เดาได้
ว่าอีกฝ่ายก าลังขออาสาไปช่วยดูแผลให้เหอหมิง เพราะต้องมี
จุดประสงค์อะไรบางอย่าง
“ถ้าเจ้าเต็มใจช่วยตรวจดูบาดแผลให้เหอหมิงก็ถือเป็นเรื่องดี
การเดินทางครั้งต่อไปจะได้ไม่มีมีภาระเพิ่มอีกคน”
จากนั้นเผิงวั่งก็พาเฮ่อจือหร่านมาอยู่ตรงหน้าเหอหมิง
คนตระกูลเหอเห็นนางเดินมาก็ตื่นตัวกันทันที่
หญิงนางนี้เมื่อวานยังท าร้ายหลี่โหรวเอ๋อร์อย่างโหดเหี้ยม คน
ตระกูลเหอหลายคนล้วนเห็นกับตาตัวเองทั้งนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะในใจยังมีความหวาดกลัวต่อเผิงวั่งอยู่บ้าง คาดว่า
ตอนนี้พวกเขาคงเอ่ยปากด่าทอไปแล้ว
เผิงวั่งไม่สนใจสีหน้าของคนตระกูลเหอ
“ข้าเป็นคนช่วยพูดให้เฮ่อจือหร่านยอมมาตรวจบาดแผลของเห
อหมิง เพื่อไม่ให้ขบวนเนรเทศของเรามีคนตายเพิ่มอีกคน”
ถึงแม้ค าพูดของเขาจะไม่ค่อยรื่นหู แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่คนตระกูลเห
อกังวลที่สุด
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านสามารถช่วยตรวจดูอาการของเหอหมิงได้
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
ทุกคนเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องพูด ก่อนจะหลีกทางให้นางช่วยเห
อหมิง
ความจริงแล้ว เมื่อวานก่อนเฮ่อจือหร่านก็มองเห็นบาดแผลของ
เหอหมิงจากที่ไกล ๆ แล้ว นางย่อมเข้าใจสถานการณ์ของเขาได้ดี
แต่เพื่อเป็นการปิดหูปิดตาคนอื่น เฮ่อจือหร่านจึงแกล้งยกแขน
เสื้อของเหอหมิงขึ้น
บาดแผลถูกสัมผัสกับลม แขนของเหอหมิงก็ชัดกลับโดย
สัญชาตญาณ
คนตระกูลเหอจ้องมองนางอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อรอฟังผล
เฮ่อจือหร่านไม่บอกในทันที่ แต่กลับถามคนในตระกูลเหอว่า
“บาดแผลของเหอเลี่ยงเหมือนกับของเขาหรือไม่”
เหอจื่อหยวนคิดว่าค าถามของนางเกี่ยวข้องกับการรักษา
บาดแผลให้เหอหมิง จึงตอบไปตามตรง
“เมื่อวานข้าเป็นคนล้างแผลของพวกเขาทั้งคู่ด้วยน ้าเปล่าเอง ดู
แล้วไม่มีความแตกต่างกันเลย”