ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 58 เหอเลี่ยงเป็นแพะรับบาป
เมื่อเหอจื่อหยวนกล่าวจบก็รู้สึกทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขาไม่สนใจว่าคนที่ช่วยตรวจดูบาดแผลของเหอหมิงจะเป็นศัตรู
กับตระกูลตนเอง และพูดต่อไปว่า “นี่มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น บาดแผล
ของเหอหมิงกับเหอเลี่ยงเหมือนกันทุกประการ และเมื่อวานนี้สภาพ
ของทั้งสองคนก็แทบจะเหมือนกัน ไม่น่าเป็นไปได้ที่เหอเลี่ยงจะตาย
เพราะบาดแผลแค่นี้”
หลังจากเฮ่อจือหร่านได้ตรวจดูบาดแผลของเหอหมิงแล้ว นางก็
ยืนยันเรื่องหนึ่งได้อย่างแน่ชัด
ตามค าที่โม่จิ่วเยี่ยบอก ตอนเขาลงมือไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ
บาดแผลของทั้งสองคนนับว่าเหมือนกันทุกประการ
เมื่อครู่ตอนนางตรวจดูบาดแผลของเขายังสามารถยืนยันได้ว่า
ตอนนี้นอกจากเหอหมิงจะร่างกายอ่อนแอไปบ้าง แต่ก็ไม่มีอันตราย
ถึงชีวิตแต่อย่างใด ไม่น่าเป็นไปได้ที่แค่คนนอนไปเพียงครู่เดียวแล้ว
จะเสียชีวิต
เฮ่อจือหร่านมองไปศพที่วางอยู่ตรงข้าม แล้วก้าวเข้าไปหา
ภายใต้สายตาของทุกคน นางเปิดผ้าขาด ๆ ที่ใช้คลุมศีรษะของ
เหอเลี่ยงออก
เหอเลี่ยงหลับตาแน่น ไม่ใช่อย่างที่ถูกคนใช้มือลูบปิดหลังจาก
ตายไปแล้ว แสดงว่าเขาไม่ได้ทุกข์ทรมานตอนตาย
และนางสามารถระบุได้ว่า ระยะเวลาการตายของเขาคือหนึ่งชั่ว
ยามก่อน
พูดให้ชัดเจนก็คือน่าจะเป็นช่วงเวลาหลังจากโม่จิ่วเยี่ยกลับมา
จากคุกของที่ว่าการอ าเภอในตอนกลางคืน
หลังจากตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว เฮ่อจือหร่านก็ดึงเข็มเงินเล็ก
ยาวออกมาจากจุดไป่หุ้ย*[1]ของเหอเลี่ยง
ระหว่างที่นางก าลังตรวจดูศพ เผิงวั่งกับเหอจื่อหยวนก็ยืนดูอยู่
ข้าง ๆ ตลอดเวลา
เมื่อเฮ่อจือหร่านดึงเข็มเงินเส้นนั้นออกมา ทั้งสองคนก็ตกใจจน
ตะลึงไป
เหอจื่อหยวนเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“ใครกัน! มันเป็นใครกันแน่! ท าให้ลูกชายข้าบาดเจ็บยังไม่พอ
ยังจะมาเอาชีวิตของเขาไปอีก… ฮือ ๆ ๆ …”
เขาเป็นขุนนางมานาน จึงไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องวิธีการลอบสังหาร
เช่นนี้
ผู้ที่สามารถฆ่าคนได้อย่างเงียบเชียบ ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ
ในหมู่ยอดฝีมือทั้งนั้น
และที่ส าคัญที่สุดคือ จุดประสงค์หลักมักเพื่อจะปิดปากคน
เหอจื่อหยวนอดครุ่นคิดไม่ได้ เขาก าลังทบทวนว่าเหอเลี่ยงเคย
ท าให้ใครไม่พอใจตอนอยู่ที่เมืองหลวงบ้าง
บางทีเขาอาจจะเดาได้ว่าฆาตกรเป็นใคร
เพียงแต่ เขาคิดเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเหอเลี่ยงเคยไปท าให้ใคร
ไม่พอใจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ภรรยาของเหอเลี่ยงเดินเจ้ามาพลางร้องไห้ นางคลุมผ้าขาด ๆ
ลงบนศีรษะของเขาอีกครั้ง ก่อนจะร ่าไห้ว่า “ตอนใกล้สว่าง สามีข้า
บอกว่ากระหาย ข้าจึงป้อนน ้าให้เขาไปเล็กน้อย อีกทั้งข้าก็ไม่ได้หลับ
ลึกขนาดนั้น มีคนมาฆ่าเขา ข้ากลับไม่รู้ตัวเลย ท่านพี่ ข้าขอโทษ
จริง ๆ …ฮือ…ที่ข้าไม่ได้ดูแลท่านให้ดี เป็นเพราะข้าทั้งนั้น… ฮือ ๆ ๆ
…”
เห็นพี่สะใภ้ร้องไห้เสียใจ ภรรยาของเหอหมิงก็ร้องไห้ตาม
“พวกเราตระกูลเฮ่อถูกเนรเทศไปแล้ว ใครกันที่ยังจะไม่ยอม
ปล่อยมือจากพวกเขาสองพี่น้อง เมื่อคืนโชคดีที่ข้าพาท่านพี่ไปดูแล
อีกฝั่งของเพิง ถ้าปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน ป่านนี้คงเป็นศพทั้ง
สองคนแล้ว…”
ได้ยินถ้อยค าคร ่าครวญของภรรยาเหอหมิงและเหอเลี่ยง เหอจื่อ
หยวนพลันได้รู้เรื่องอีกอย่าง นั่นคือเมื่อคืนนี้สองพี่น้องไม่ได้นอนเจ็บ
อยู่ด้วยกัน
ด้วยเบาะแสนี้ ความคิดของเหอจื่อหยวนก็เหมือนจะชัดเจนขึ้น
อีกหลายส่วน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในขบวนเนรเทศ เผิงวั่งก็ไม่สามารถส่ง
ศพของเหอเลี่ยงไปที่ว่าการเพื่อให้นายอ าเภอไต่สวนและตามหา
ฆาตกรตัวจริงได้ เขาจึงสั่งให้คนไปจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้
เสียเวลาเดินทาง
ในขณะที่ตระกูลเหอยังคงเศร้าโศกอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ก็ไไปหาคน
ที่เชี่ยวชาญในการจัดการศพของท้องถิ่นมาแล้ว หลังมอบเงินไป
จ านวนหนึ่ง ชายคนนั้นก็ยกศพของเหอเลี่ยงออกไป
เฮ่อจือหร่านตรวจศพจนพบบางอย่างแล้ว นางจึงไม่อยู่ที่นี่ต่อ
หลังจากบอกลาเผิงวั่งแล้ว ก็กลับไปที่ห้องของโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อนางก้าวเข้าประตูมา โม่จิ่วเยี่ยก็ถามอย่างร้อนใจ “เจ้าพบ
อะไรหรือไม่”
เฮ่อจือหร่านบอกผลการตรวจศพให้โม่จิ่วเยี่ยฟัง และเน้นย ้าเรื่อง
ที่พี่น้องตระกูลเหอไม่ได้นอนอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ดวงตาของโม่จิ่วเยี่ยมืดครึ้มลงในทันที่
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา เฮ่อจือหร่านก็รู้ว่าเขาต้องนึกบางอย่างขึ้น
ได้แน่ ๆ
“ท่านคิดว่าเหอเลี่ยงเป็นแพะรับบาปของท่านใช่หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยเงยหน้าขึ้น สายตานั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“เจ้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกันหรือ”
เฮ่อจือหร่านพยักหน้า ก่อนบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองออกมา
“เวลาตายของเหอเลี่ยงน่าจะเป็นหลังจากที่ท่านกลับมาจากลาน
แห่งนั้นแล้ว แสดงว่าคนพวกนั้นมีการเคลื่อนไหวแบบใหม่ที่ท่านไม่รู้
หาดเป้าหมายของคนร้ายคือท่าน เมื่อมาถึงที่นี่เขาต้องมองหาคนที่
ก าลังบาดเจ็บแน่ ๆ ส่วนเหอเลี่ยงก็บังเอิญไปนอนอยู่ในเพิงหญ้าพอดี
ภรรยาของเขาพยุงให้ลุกขึ้นมาดื่มน ้าตอนใกล้รุ่งสาง ข้าเดาว่า
คนร้ายคงสังเกตเห็นจากปฏิสัมพันธ์ของพวกเขา และแน่ใจว่าเห
อเลี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสซ ้ายังมีรูปร่างคล้ายคลึงกับท่าน อีกฝ่าย
จึงเข้าใจผิดคิดว่าเหอเลี่ยงเป็นท่าน”
เฮ่อจือหร่านอธิบายได้ครอบคลุมทุกประเด็น ซึ่งตรงกับสิ่งที่โม่
จิ่วเยี่ยคาดการณ์ไว้อย่างสมบูรณ์
เขายิ่งรู้สึกว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดายิ่งกว่าสิ่งที่ตนคิดไว้
ขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองได้พบพานกับภรรยาเช่นนี้ ราว
กับสวรรค์ส่งก าลังเสริมมาให้เขา
โม่จิ่วเยี่ยเองก็ไม่รู้ว่าท าไมในเวลานี้ เขาถึงยังคิดเรื่องไร้สาระ
พวกนั้นได้
แต่ไม่นาน ความคิดอันล่องลอยก็ถูกดึงกลับมา
“การตายของเหอเลี่ยงนับเป็นเรื่องดีส าหรับพวกเรา”
“เพราะเหหตุใด” เฮ่อจือหร่านถาม
“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดเมื่อครู่จริง ๆ มือสังหารจะต้องกลับไป
รายงานว่าเขาลอบสังหารส าเร็จแล้วแน่ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่หนานฉี
คิดว่าข้าตายไปแล้ว ต่อให้เขาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ การลงมือ
ครั้งต่อไปก็คงเกิดขึ้นเร็วนัก พวกเราน่าจะได้อยู่อย่างสงบไปสักพัก”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าสิ่งที่โม่จิ่วเยี่ยวิเคราะห์นั้นมีเหตุผลอยู่
แต่ค าว่าอยู่อย่างสงบที่เขาพูดถึงก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น หาก
ต้องการอยู่อย่างสงบตลอดไป ตอนนี้คงยังไม่สามารถท าได้
เฮ่อจือหร่านเตรียมใจตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจจะเดินทางเนรเทศ
พร้อมกับโม่จิ่วเยี่ยแล้วว่าเส้นทางนี้คงไม่มีทางราบรื่น รวมถึงใน
อนาคต
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ต้องเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
ในวันหน้า ศัตรูมาก็สกัด แม่น ้ามาก็ถมมัน แต่ไหนแต่ไรมา ความชั่ว
ร้ายย่อมไม่อาจเอาชนะความถูกต้องได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนที่
คิดร้ายจะยังโลดแล่นอยู่ได้นาน”
เช่นเดียวกับจักรพรรดิหนานฉี ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เขา
ขึ้นครองราชย์ไม่ถึงห้าปีก็ต้องสิ้นพระชนม์ไปเพราะหมกมุ่นในกาม
จนร่างกายทรุดโทรม
ต่อมา โอรสของเขาที่มีอายุเพียงหกปีขึ้นครองราชย์ ราชส านัก
ถูกขุนนางผู้มากอิทธิพลคอยควบคุม ไม่นานนักแผ่นดินต้าซุนก็
เปลี่ยนผู้ปกครอง
อย่างไรก็ตาม เฮ่อจือหร่านไม่ได้ตั้งใจจะบอกเรื่องพวกนี้กับโม่จิ่ว
เยี่ย นางเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโม่จิ่วเยี่ยไปแล้วครั้งหนึ่ง ผู้ใดจะ
รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก
ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยถูกยึดทรัพย์สินและเนรเทศ เขาสูญเสียความหวัง
ในชีวิตไปแล้ว แม้กระทั่งเกิดความคิดที่จะท าลายตนเองด้วยซ ้า
แต่นับตั้งแต่เขาค้นพบตัวตนที่แท้จริงของของหนานฉี ความคิด
ของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เฮ่อจือหร่าน สตรีที่เพิ่งแต่งเข้าสกุลโม่ ยังเต็มเปี่ยมไปด้วย
ความหวังในอนาคต หากบุรุษเพียงคนเดียวของสกุลโม่ยังคิดจะ
ท าลายตนเองต่อไป ก็เท่ากับเป็นกานดูหมิ่นเกียรติของบรรพบุรุษ
สกุลโม่ และทุกคนในครอบครัวที่ถูกเนรเทศไปด้วยกัน
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้ในอนาคต
จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในซีเป่ยที่แห้งแล้ง แต่หากทุกคนในครอบครัวยังอยู่
ร่วมกันอย่างสงบสุข นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว
คิดได้ดังนั้น โม่จิ่วเยี่ยจึงรู้สึกมั่งมั่นขึ้นมาทันที่
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวและเจ้า”
[1] จุดไปหุ้ย: บริเวณรอยบุ่มบริเวณยอดศีรษะ