ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 59 เขาจะคอยปกป้องนางไปตลอดทาง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 59 เขาจะคอยปกป้องนางไปตลอดทาง
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยตระหนักได้อย่างถ่องแท้แล้ว
“ดี เช่นนั้นพวกเราจะร่วมมือกัน ไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นท าร้าย
ครอบครัวของเราได้แม้แต่น้อย”
ภายในห้อง ภาพที่สามีภรรยาร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรค
ก าลังด าเนินต่อไป ส่วนด้านนอก เหล่าเจ้าหน้าที่ก าลังตะโกนเรียกให้
ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว
พี่สะใภ้ทั้งหลายจัดการเก็บข้าวของเรียบร้อยตั้งแต่เช้า บางคน
อุ้มกระโจม บางคนหอบผ้าห่มที่ซื้อมาใหม่เมื่อวาน
อาหาร ผัก และหม้อเหล็กใหญ่ เฮ่อจือหร่านได้ตัดสินใจแบ่งให้
ตระกูลฟางและตระกูลเซี่ยคนละส่วนตั้งแต่วานก่อน แต่ละคนต่าง
รับผิดชอบพกพาข้าวของของตนเองไป
เผิงวั่งตื่นแต่เช้าเพื่อมาบอกว่าร่างกายของเขาไม่มีอาการใด ๆ
แล้ว จึงไม่ขอแย่งพื้นที่นั่งบนเกวียนไม้กับโม่จิ่วเยี่ยอีก
ดังนั้น คนสกุลโม่จึงวางอาหารและเครื่องครัวทั้งหมดไว้ด้านข้าง
ของเกวียนไม้ และเหลือพื้นที่ไว้ให้โม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยนึกถึงการตายอันน่าสังเวชของเหอเลี่ยง และเพื่อความ
ปลอดภัย เขาไม่คิดจะนั่งเกวียนไม้ต่อ
เขาให้เฮ่อจือหร่านประคองเดินออกจากห้อง
สตรีสกุลโม่ต่างรู้ว่าอาการบาดเจ็บสาหัสของโม่จิ่วเยี่ยเป็นเพียง
การแสร้งท า ถึงอย่างนั้นเมื่อพวกนางเห็นเขาเดินออกจากห้อง ก็ยัง
ตกตะลึงกันอยู่ดี
แต่เนื่องจากยังมีคนนอกอยู่ด้วย ทุกคนจึงเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ย
ถามอะไร
กลับเป็นเผิงวั่งเองที่เดินเข้ามาหาอย่างประหลาดใจ
“โม่จิ่วเยี่ย ท่านอย่าฝืนตัวเองเลย ข้าไม่ได้เจอท่านแค่วันเดียว
ท่านก็สามารถเดินได้แล้วหรือ”
โม่จิ่วเยี่ยพยายามท าให้สีหน้าของตนอ่อนแอลงเล็กน้อย
“ร่างกายของข้าแข็งแรงดี มีภรรยาคอยดูแลอย่างดี เรื่องเดินทาง
คงไม่มีปัญหาแล้ว”
เขาพูดพลางมองไปทางคนตระกูลเหอด้วยความเห็นใจ
“ได้ยินว่าอาการบาดเจ็บของเหอหมิงหนักกว่ามาก เพื่อไม่ให้
เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง ข้าและภรรยาได้ปรึกษากันแล้วว่าจะให้
เขายืมเกวียนไม้ไปใช้สักสองสามวัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฮ่อจือหร่านก็บ่นโม่จิ่วเยี่ยในใจ
ผู้ชายคนนี้ช่างร้ายกาจจริง ๆ เขาอยากให้คนอื่นเป็นแพะรับบาป
เพื่อเบี่ยงเบนใจของเป้าหมายก็แล้วไปเถอะ แต่ยังให้คนอื่นมาช่วย
ลากเข็นเกวียนของสกุลโม่อีก
กลยุทธ์ของเขาคือขว้างหินก้อนเดียวได้นอกสองตัวชัด ๆ
เมื่อเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตระกูลเหอท า เฮ่อจือหร่านก็ไม่รู้สึกเห็นใจ
พวกเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกสาแก่ใจอีกต่างหาก
ตระกูลเหอกับโม่จิ่วเยี่ยมีความแค้นฝังลึกต่อกัน ไม่มีทางที่จะให้
อภัยเรื่องทุกอย่างในอดีตได้เพียงเพราะชายหนุ่มให้พวกเขายืม
เกวียนไม้เพื่อเหอหมิง
อย่างไรก็ตาม ดูจากสถานการณ์ของตระกูลเหอในตอนนี้ พวก
เขาก็ต้องการเกวียนไม้เล่มนี้จริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเผิงวั่งไม่ได้คัดค้านอะไร เหอจื่อหยวนก็ไม่ได้กล่าว
ขอบคุณสักค า เขาเดินไปยังเกวียนไม้แล้วลากมันออกไปทันที่
โม่หานเยี่ยมองอย่างไม่เข้าใจ ยิ่งเห็นว่าบนนั้นยังมีข้าวของของ
ครอบครัวตนเองอยู่อีกมากก็พลันรู้สึกร้อนใจ
“พี่เก้า บนเกวียนยังมีของของพวกเราอยู่เลย หากมีคนขโมยมัน
ไปจะท าอย่างไรเล่า”
โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างเฉยชา “ไม่เป็นไร มีพวกเจ้าหน้าที่อยู่มาก
ขนาดนี้ ใครจะกล้าขโมยของของคนอื่นหรอก”
ถ้าเขาไม่พูดประโยคนี้ก็คงจะดี เพราะเหอจื่อหยวนโกรธจนแทบ
จะโยนข้าวของบนเกวียนทิ้งไปให้หมดแล้ว
ทว่าเขายังคงพยายามข่มความกรุ่นโกรธนั้นเอาไว้ในใจ
หากเขาท าเช่นนั้นไป แม้จะระบายความโมโหได้ชั่วขณะ แต่เห
อหมิงจะท าอย่างไร
คนในตระกูลนอกจากสตรีและเด็กแล้ว ก็มีแต่บุรุษอย่างเขาที่ไม่
สามารถยกหรือแบกหามอะไรได้ แล้วจะแบกร่างกายใหญ่โตของเห
อหมิงไปได้อย่างไร
ทุกคนไม่ได้สนใจสีหน้าที่ด าเหมือนก้นหม้อของเหอจื่อหยวนเลย
สักนิด หลังจากที่เผิงวั่งสั่งการเพียงครั้งเดียว ขบวนเนรเทศก็ออก
เดินทางอีกครั้ง
หลังออกมาจากอ าเภออวิ๋นหลายโจวเหล่าปาเดินอยู่บนเส้นทาง
หลัก ท่าทางเขาคล้ายคนหงอยเหงาตลอดเวลา ทั้งยังชอบเหลือบมอง
ไปทางเฮ่อจือหร่านเป็นระยะ
เขาเดินอยู่ท้ายแถวกับเผิงวั่ง กระทั่งเฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยก็
ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา
แต่การกระท าของโจวเหล่าปานั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของ
เผิงวั่งไปได้
เผิงวั่งรู้สึกไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง แต่เรื่องเช่นนี้เขาก็พูดไป
ตามตรงไม่ได้ ท าได้แค่หาวิธีท าให้โจวเหล่าปาปล่อยมือไปเอง
“โม่จิ่วเยี่ยเคยมีอ านาจมากแค่ไหน ข้ายังจ าตอนที่เขากลับมา
อย่างมีชัยได้ องค์จักรพรรดิทรงน าเหล่าขุนนางออกมาต้อนรับเขายัง
นอกเมืองด้วยพระองค์เอง ตอนนั้นข้าเห็นกับตาว่าเหตุการณ์นั้น
สั่นสะเทือนไปทั้งเมือง ถึงแม้วันนี้เขาจะถูกลงโทษเนรเทศ ก็ไม่อาจ
ลบล้างเกียรติยศในวันนั้นได้”
เมื่อได้ยินเผิงวั่งกล่าวถึงโม่จิ่วเยี่ยขึ้นมากะทันหัน โจวเหล่าปาก็
รู้สึกอ่อนไหวต่อเรื่องนี้มาก
“หัวหน้า เหตุใดท่านจึงพูดเรื่องพวกนี้กัน”
เผิงวั่งสงสัยอย่างหนักว่าโจวเหล่าปาก าลังจงใจหลีกเลี่ยงค าถาม
ของเขา
ในเมื่อเปิดประเด็นขึ้นมาแล้ว เขาก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายคิด
คลุมเครืออีกต่อไป
“ข้าต้องการจะบอกว่า โม่จิ่วเยี่ยเป็นคนที่โดดเด่นมาก ภรรยา
ของเขาก็ย่อมไม่ใช่สตรีธรรมดา ข้ามองว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นคู่ที่
เหมาะสมกันมาก”
“หัวหน้า ถึงแม้โม่จิ่วเยี่ยจะรุ่งโรจน์มากแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นเรื่อง
ในอดีต ตอนนี้เขาถูกเนรเทศแล้ว ถึงแม้จะมีชีวิตรอดไปจนถึงซีเป่ย
ในอนาคตเขาก็เป็นได้แค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ท างานหน้าสู้ดิน
หลังสู้ฟ้าไปตลอดชีวิต เขาจะมอบความสุขให้เฮ่อจือหร่านได้หรือ”
ค าพูดของโจวเหล่าปาที่กล่าวกับเผิงวั่งนั้นราวกับเป็นการโต้แย้ง
ที่ออกมาจากใจจริง
“ยิ่งไปกว่านั้น เฮ่อจือหร่านสัมผัสร่างกายกับข้ามาแล้ว โม่จิ่
วเยี่ยจะไม่รังเกียจนางได้อย่างไร แทนที่จะปล่อยให้ผู้มีพระคุณที่
ช่วยชีวิตข้า ต้องถูกสามีนางรังเกียจไปตลอดชีวิต สู้ให้ติดตามข้ามา
เถอะ อย่างน้อยข้าก็จะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดีได้”
ฟังโจวเหล่าปายังพูดจาหัวแข็งเช่นนี้ เผิงวั่งแทบอยากตบหัวเขา
ให้ตื่นสักสองสามที่
“เหล่าปา เพราะข้าถือว่าเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานถึงได้พูดเรื่อง
พวกนี้กับเจ้า”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปยังเฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยที่
ก าลังพยุงกันเดินอยู๋เบื้องหน้า
“เจ้าอย่าหลอกตัวเองได้หรือไม่ เจ้าดูท่าทางของโม่จิ่วเยี่ยสิ เขา
เหมือนรังเกียจเฮ่อจือหร่านหรือ พวกเขาทั้งสองรักกันดีขนาดนี้ ข้า
แนะน าให้เจ้ารีบล้มเลิกความคิดที่ไม่ควรมีพวกนั้นไปเสียเถอะ”
ความจริงแล้ว สิ่งที่โจวเหล่าปาพูดก็มาจากใจจริงเช่นกัน
เขาเป็นคนที่ให้ความส าคัญกับความรักและความซื่อสัตย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเฮ่อจือหร่านช่วยให้ตนฟื้นขึ้นมาด้วยตัว
นางเอง เขาก็คิดจะรับผิดชอบนางมาเสมอ
นี่เป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานของลูกผู้ชาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองตามทิศทางที่เผิงวั่งชี้ไป เขาก็เห็นเข้า
พอดีว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังช่วยเช็ดเหงื่อให้เฮ่อจือหร่านอยู่
เขาต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างที่หัวหน้าพูดจริง ๆ โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้
รังเกียจเฮ่อจือหร่านเพราะเรื่องนี้ ตรงกันข้าม เขายังคอยดูแลเอาใจ
ใส่นางเป็นพิเศษ เรื่องนี้เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็จะคอยปกป้องนางอย่างเงียบ ๆ ไปตลอด
ทางก็แล้วกัน
“หัวหน้า ถ้าโม่จิ่วเยี่ยสามารถปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ได้ตลอดไป
ข้าก็จะไม่ท าอะไรทั้งนั้น”
เมื่อเห็นโจวเหล่าปาเอ่ยเช่นนี้ออกมาได้ เผิงวั่งก็คลายความ
กังวลลงไปบ้าง
พี่น้องคนนี้ของเขาให้ความส าคัญกับมิตรภาพมากเกินไป
เผิงวั่งกลัวว่าเขาจะเผลอหลงใจจนถอนตัวไม่ขึ้น
แต่การเตือนเขาก็เป็นแค่การชี้แนะเท่านั้น เขาพูดมากไปก็มีแต่
จะท าให้คนร าคาญ เผิงวั่งจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกับโจวเหล่าปาเพื่อ
ดึงความสนใจของเขา ไม่ให้อีกฝ่ายจ้องมองคนสกุลโม่มากเกินไป
ถ้าหากถูกคนสกุลโม่ล่วงรู้ เฮ่อจือหร่านคงจะอยู่ในสถานการณ์
ที่น่าล าบากใจ…
ขบวนเนรเทษเดินทางมาทั้งวันเหมือนอย่างที่ผ่านมา ก่อนพระ
อาทิตย์ตกดิน พวกเขาก็มาถึงแม่น ้าเล็ก ๆ สายหนึ่ง เผิงวั่งสั่งให้ทุก
คนพักผ่อนที่นี่
เหล่าเจ้าหน้าที่รีบวิ่งไปยังริมแม่น ้าเพื่อเติมน ้าใส่ถุงน ้าให้เต็ม
จากนั้นก็นั่งพิงต้นไม้ใหญ่เพื่อพักผ่อน
เหล่านักโทษก็เช่นกัน ทุกคนที่มีถุงน ้าต่างวิ่งไปเติมน ้ายังริม
แม่น ้าด้วย
เฮ่อจือหร่านเห็นว่าสตรีสกุลโม่ก็ถือถุงน ้าเตรียมจะท าแบบ
เดียวกัน จึงรีบเอ่ยห้ามพวกนางไว้
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ที่ริมแม่น ้าตอนนี้มีคนเยอะ พวกเราไปทีหลังก็
ได้”
ตอนนี้คนสกุลโม่แทบจะเชื่อฟังเฮ่อจือหร่านทุกอย่าง พวกนางไม่
จ าเป็นต้องถามเหตุผล และนั่งพักผ่อนที่เดิมต่ออย่างว่าง่าย
ส่วนโม่จิ่วเยี่ยก็เลียนแบบเฮ่อจือหร่านเมื่อครั้งก่อน เขาไปหากิ่ง
ไม้ที่หนาสักหน่อยมา ยืมมีดของเจ้าหน้าที่มาเหลาให้แหลม และ
เตรียมจะลองไปจับปลาในแม่น ้าเพื่อมาท าอาหารให้ทุกคน