นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #10 : โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #10 : โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว [2]
ผมจ้องมองหน้าจอแล็ปท็อปอยู่ในคาเฟ่แถวนั้น รสชาติขมปร่าของกาแฟยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น
“ความผิดปกติ กิลด์ มอนสเตอร์ เกต…”
ยิ่งผมเลื่อนอ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมากเท่าไหร่ ความรู้สึกคลื่นไส้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ทุกอย่าง…
ผมหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือการเมืองของโลกใบนี้… ทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง— ยกเว้นผู้คนและสถานที่บางแห่งเท่านั้น
“ฉันควรกลับไปพักผ่อนที่บ้านสักหน่อย…”
เดี๋ยวนะ
ชั่วขณะนั้นเองที่ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ผมรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ชื่อถนนและเลขที่อยู่ลงไป
‘ขอร้องล่ะ ได้โปรด ได้โปรด ได้โป…’
“…..”
ไม่มีเลย ผลการค้นหาไม่พบอะไรทั้งนั้น หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อะพาร์ตเมนต์ที่ผมเคยอาศัยนั้นได้หายไปแล้ว หายไปเฉย ๆ ทั้งอย่างงั้นเลย
ผมไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี ในแง่หนึ่งก็ดีใจเพราะยังมีค่าเช่าที่ค้างชำระอยู่ แต่อีกแง่หนึ่งก็คือ ผมไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว
ทว่ายังมีข่าวที่น่าหนักใจยิ่งกว่านั้น
“ข้าวของของฉัน หายหมดเลยสินะ…”
คนอย่างผมไม่มีของสำคัญอะไรในอะพาร์ตเมนต์หรอก แต่พวกเสื้อผ้าล่ะ?
ผมจะเอาอะไรไปใส่ในช่วงไม่กี่วันต่อจากนี้?
“…..”
ผมปัดแถบค้นหาทิ้งแล้วเลื่อนดูรายชื่อผู้ติดต่อ
[ไคล์]
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็กดลงบนชื่อของเขา
— ….
ปลายสายเงียบสนิท
“คือว่า เอ่อ…”
ผมเลียริมฝีปาก พยายามหาคำพูดที่เหมาะสม
แล้ว—
“…เรื่องข้อเสนอที่นายเคยบอกน่ะ มันมีที่พักให้ด้วยไหม?”
***
กิลด์ของไคล์มีชื่อว่า เซฟเวียร์ดสตาร์ส— ดูเหมือนจะเป็นกิลด์ที่มีชื่อเสียงดีพอสมควร
ผมไม่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาละเอียดมากนัก เพราะผมใช้เวลาช่วงครึ่งหลังของวันไปกับการใช้เงินค่าชดเชยเพื่อซื้อเสื้อผ้าใหม่และของใช้จำเป็น กว่าจะช้อปปิ้งเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงช่วงดึกแล้ว
ผมยืนถือถุงสองสามใบรออยู่บนทางเท้า
บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด แทบไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่ เสาไฟริมถนนส่องแสงริบหรี่อย่างอ่อนแรง ทอดเงายาวสั่นไหวลงบนเส้นทางที่ผมยืนอยู่ใจกลางเพียงลำพัง
‘หนาวชะมัด’
ช่วงเวลาแห่งฤดูกาลกำลังผลัดเปลี่ยน ฤดูหนาวเริ่มมาเยือน
“หืม”
ผมเช็กนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง
“น่าจะใกล้ถึงแล้วมั้ง หวังว่— อ่า”
แสงสว่างจ้าพุ่งเข้ามาหาดวงตาของผมเมื่อมีไฟกะพริบสาดส่องทั่วท้องถนน— ตามมาด้วยเสียงคำรามของเครื่องยนต์ รถแท็กซี่สีเหลืองคันหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากระยะไกล ตัดผ่านความมืดมิดตรงดิ่งมาทางผม
กระจกรถเลื่อนลง
“ชื่อเซธใช่ไหม?”
“สวัสดีครับ”
ผมโยนสัมภาระใส่ท้ายรถแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง
“เพิ่งเลิกงานเหรอเราน่ะ?”
“…ครับ เพิ่งเสร็จเลย”
“ทำงานกะดึกเหรอ ฮึ? คงเหนื่อยแย่เลยสิ?”
“ครับ เหนื่อยพอตัวเลยล่ะ”
ผมส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้คนขับก่อนจะแสร้งทำเป็นใส่หูฟัง ซึ่งความจริงแล้วไม่มีหูฟังหรอก ผมแค่ไม่ใช่ประเภทที่ชอบคุยสัพเพเหระกับคนแปลกหน้า มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดน่ะ
เหมือนคนขับจะเข้าใจท่าทางนั้น เขาจึงหันกลับไปสนใจถนนเบื้องหน้าและเร่งความเร็วรถให้แล่นไปตามเส้นทาง
ผมพิงหลังกับเบาะแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
สิ่งแรกที่ผมจะเช็กน่ะเหรอ? ยอดเงินในบัญชีธนาคารของตัวเองไงล่ะ
[ยอดเงินคงเหลือ : 7,350 ดอลลาร์]
อย่างน้อยเจ้านี่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย สกุลเงินยังคงเป็นดอลลาร์
แน่นอนว่ามันมีสาเหตุที่สกุลเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคำนึง
‘เพราะโลกนี้มีเพียงประเทศเดียว หรือจะพูดให้ถูกก็คือ… มหาทวีปเพียงหนึ่งเดียวที่เกิดจากการรวมตัวกันของทุกประเทศ’
จากข้อมูลที่ผมรวบรวมมาได้ ปัจจุบันนี้โลกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพเวสเพอรีน (Vesperine Union)— เป็นรัฐมหาอำนาจที่รวมประเทศดั้งเดิมทั้งหมดเข้าด้วยกัน การปฏิบัติงานของสหภาพจะดำเนินการผ่านองค์กรจัดการเหตุผิดปกติ (Bureau of Unusual Affairs – BUA) ซึ่งรับผิดชอบในการจัดการกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทั่วโลก
….แต่นั่นยังไม่ใช่ส่วนที่บ้าบอคอแตกมากที่สุด
เรื่องที่ผมเห็นอยู่นี่ มันบ้ากว่านั้นเยอะ
“…..”
ผมบีบนิ้วไถหน้าจอเพื่อซูมออกภาพ ๆ หนึ่ง มันเป็นภาพแผ่นดินขนาดมหึมาลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ ใจกลางแผ่นดินนั้นมีเมืองแผ่ขยายอย่างกว้างขวาง แสงไฟส่องประกายลอดผ่านหมอกสีเทาที่โอบล้อมรอบเกาะเป็นขอบเสมือนม่าน
‘โลกเปลี่ยนไปไม่พอ ยังมีเกาะลอยฟ้าแปลก ๆ พวกนี้อีก’
พื้นที่ของมันมีขนาดใหญ่มากพอจะจุได้ทั้งเมือง ถือว่าใหญ่โตมโหฬารเลยทีเดียว
“คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากเปิดเพลงสักหน่อยน่ะ?”
ผมเงยหน้าขึ้น หันไปหาคนขับแท็กซี่แล้วแสร้งทำเป็นถอดหูฟังออก
“….ครับ?”
“เปิดเพลงน่ะครับ? คุณโอเคไหม?”
“อ๋อ ได้เลยครับ”
“เยี่ยมเลย”
ท่วงทำนองเพลงช้าเติมเต็มบรรยากาศภายในรถ
อ่อนโยน ปลอบประโลม
ผมสวม ‘หูฟัง’ กลับเข้าไปแล้วค้นคว้าหาข้อมูลต่อ
‘ประวัติศาสตร์ของโลกนี้ค่อนข้างซับซ้อน มีการพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ก็มีข่าวลือว่าทางองค์กรกำลังปิดบังบางอย่างอยู่…’
ผมเลื่อนดูรายละเอียดข้อมูลเพียงผ่าน ๆ เท่านั้น
‘ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยถามไคล์ทีหลังก็ได้ เขาอยู่ในกิลด์ ก็น่าจะรู้อะไรเยอะพอสมควร’
เป้าหมายหลักของผมในตอนนี้ คือการหาทางพัฒนาเกมหนึ่งดาว
ส่วนอย่างอื่นเป็นเรื่องรอง
“เฮ้ออ”
ผมปิดหน้าจอโทรศัพท์และละความสนใจไปยังนอกกระจกรถแทน โลกภายนอกช่างมืดมิด เหลือเพียงแสงไฟริบหรี่บางเบา
ผมต้องเดินทางห่างออกมาจากใจกลางเมืองพอสมควรเพื่อหาซื้อเสื้อผ้าราคาถูก ทิวทัศน์ข้างทางจากอาคารเตี้ย ๆ และเส้นถนนเงียบสงัดจึงค่อย ๆ กลายเป็นตึกสูงระฟ้า
พอนั่งอยู่ในรถแบบนี้แล้ว โลกภายนอกก็ดูเหมือนห่างไกลออกไป
เสียงเพลงยังคงบรรเลงคลออย่างนุ่มนวลเป็นฉากหลัง
เปลือกตาของผมเริ่มหนักอึ้ง
ผมไม่ได้นอนมาทั้งคืน ความเหนื่อยล้าเล่นงานผมในท้ายที่สุด
ท่วงทำนองล่องลอยท่ามกลางอากาศ
โอนอ่อน ขับกล่อม
เปลือกตาของผมปิดลง
ความมืดมิดเข้าโอบกอด
และในช่วงที่สติกำลังเลือนรางนั้นเอง ความคิดแปลก ๆ ก็แทรกผ่านเข้ามาในหัว—
‘ทำไมเพลงนี้มันฟังดูคุ้น ๆ นะ? เหมือนกับ…’
ตึง!
นัยน์ตาของผมกลับมามีชีวิตชีวาทันที ผมสะดุ้งพรวดขึ้นแล้วมองไปทางคนขับ
“ชิบ!”
ศีรษะของคนขับเอียงพับ ดวงตาเหม่อลอยไร้โฟกัส ในขณะที่รถเริ่มเบี่ยงตัวออกนอกถนนหลักไปอย่างเชื่องช้า
หัวใจหล่นลงไปอยู่ตาตุ่ม ผมรีบเอื้อมมือไปคว้าพวงมาลัย และบังคับรถให้กลับเข้าเลนทันควัน
แต่ทว่า…
เอี๊ยดดดดด!
ล้อยางรถลื่นไถล ตัวรถส่ายไปทางซ้าย ส่ายมาทางขวา
ผมเสียการทรงตัวจนไหล่กระแทกเข้ากับกระจกรถ
“อึก— เฮ้ เฮ้!”
ผมตะโกนใส่คนขับ แต่เปลือกตาของเขายังคงปิดสนิทราวกับตกอยู่ในภวังค์
‘บ้าเอ๊ย ทำไงดีวะเนี่ย?!’
ผมกวาดสายตามองแผงหน้ารถอย่างลนลาน
คิดสิวะ คิดสิวะ
และแล้ว—
สายตาของผมไปหยุดอยู่ที่วิทยุ
เสียงเพลงนั้น
ท่วงทำนองของมันยังคงบรรเลงอยู่
ความกระจ่างแจ้งอันน่าคลื่นไส้ไต่ขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง
ผมไม่รอช้า เอื้อมมือไปบิดปุ่ม—
และในวินาทีนั้นเอง—
“อะ— อ๊ะ!? อะไรน่—?”
คนขับสะดุ้งตื่นขึ้นมา มือของเขาคว้าพวงมาลัยทันที
เอี๊ยดดด!
รถเสียหลักส่ายไปมาอีกครั้ง แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็ควบคุมรถไว้ได้ด้วยการเหยียบเบรกอย่างรวดเร็ว
เสียงหยุดของตัวรถดังเอี๊ยด
ชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงหอบหายใจดังหนักหน่วงอยู่ภายในนั้น
คนขับหันมามองผม ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเผือด
“ผม… ผม—”
“…ขับต่อได้เลยครับ”
“แต่ว่า!”
“ขับต่อเถอะครับ แค่ปิดเพลงไว้ก็พอ”
น้ำเสียงของผมเรียบนิ่ง แต่นิ้วมือที่กำแน่นอยู่บนตักกลับสั่นระริก เหงื่อกาฬไหลลงมาตามแนวสันหลัง
ผมทิ้งตัวพิงเบาะหลังแล้วลอบกลืนน้ำลายอย่างเงียบเชียบ
“…..”
ทำแค่นั่งเงียบ ๆ อยู่อย่างนั้น
จนกระทั่ง…
ผมรู้สึกถึงแรงสั่นเบา ๆ จากแล็ปท็อปในกระเป๋า
ฝ่ามือเอื้อมหยิบมันออกมา เปิดฝาพับขึ้น แล้วจ้องมองข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ
มันเป็นข้อความสั้น ๆ ประโยคเดียว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ขนกายทุกเส้นบนร่างของผมลุกชันได้
[คุณถูกหลอกหลอน]