นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #9 : โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #9 : โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว [1]
“…..”
รุ่งเช้า วันอังคาร
ผมยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน กล่องใบหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ มีข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดของผมเองบรรจุอยู่ข้างใน ก็ตามที่เห็นกันนั่นแหละ ผมโดนไล่ออก ไม่มีการโทรแจ้ง ไม่มีการเรียกไปคุยต่อหน้า
ส่งมาแค่ข้อความเพียงอย่างเดียว
ไม่สิ ไม่ใช่แม้แต่ข้อความด้วยซ้ำ… เพราะผมรู้เรื่องนี้จากปากของเพื่อนร่วมงานที่เมาแอ๋มาอีกที
บรรยากาศโดยรวมในออฟฟิศดูหดหู่มืดมน ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่กำลังเก็บของ เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ อีกหลายชีวิตก็กำลังก้มหน้าก้มตาร่วมชะตากรรมแบบเดียวกัน
แม้ว่าผมจะคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกตอนโดนไล่ออกจริง ๆ เพิ่งปะทะเข้าอย่างจังเอาตอนนี้
และมัน… แย่ชะมัด
แย่กว่าที่ผมคิดไว้มากทีเดียว
และที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้น คือตอนที่ผมเปิดดูบัญชีแล้วพบว่าตัวเองได้รับเงินชดเชยแค่สองเดือน
ภายในระยะเวลาเพียงเท่านั้น ผมต้องหาวิธีพัฒนาเกมสยองขวัญหนึ่งดาวขึ้นมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็…
“ฮู่วว”
ผมนวดหน้าตัวเอง พลางจ้องมองไปที่จอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า
‘ยังดีที่ลบแอปประหลาดนั่นออกได้’
คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นของบริษัท ผมจึงเอามันออกไปด้วยไม่ได้ โชคดีที่ผมจัดการถ่ายโอนข้อมูลทุกอย่างลงในแล็ปท็อปส่วนตัว และล้างข้อมูลส่วนที่เหลือออกจากระบบไปจนหมด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรตกค้างอยู่
เมื่อไฟล์สุดท้ายถ่ายโอนเสร็จสิ้น ผมก็ปิดแล็ปท็อปพร้อมกับถอนหายใจอย่างจำนน แล้ววางมันลงในกล่อง
หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้น ผมก้าวเข้าไปข้างใน กดปุ่ม ‘G’ แล้วยืนรอประตูลิฟต์ที่กำลังเลื่อนปิด
ในตอนนั้นเอง ท่วงทำนองไพเราะลอยคลอเติมเต็มอากาศ รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของผมเมื่อได้ยินเสียงนั้น
“นี่มันเพลงเดียวกับที่ฉันให้วาทยกรประหลาดนั่นไปไม่ใช่เหรอ?”
แต่มันไม่เหมือนกับโน้ตที่ผมให้วาทยกรไป เพลงรอบนี้ฟังดูสมบูรณ์กว่า
ท่วงทำนองนั้นนุ่มนวลและสบายหูจนผมเผลอหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว เป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสม? หรือเป็นเพราะน้ำหนักของทุกสิ่งอย่างที่เพิ่งประดังประเดเข้ามากันแน่นะ?
ผมรู้สึกเหมือนสติเริ่มจมดิ่ง
ความมืดมิดโอบล้อมรอบกาย ผมถลำลึกลงไปในความดำมืดมากขึ้นเรื่อย ๆ
มันให้ความรู้สึกหนาวเหน็บ ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเชื้อเชิญ
“เพราะจัง”
ติ๊ง!
ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นตอนที่เสียงลิฟต์ดังอีกครั้ง
“โอ้ย ให้ตายเถอะ เมื่อกี้เกือบจะหลับแล้วไหมล่ะ”
ที่ผ่านมาคงทำงานหนักมากเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ
ผมเดินออกมาจากตัวลิฟต์
“เอาล่ะ… ฉันควรจะทำยังไงกับชีวิตดี?”
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือการหางานใหม่ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในตอนนี้ คือการหาวิธีพัฒนาเกมให้ผ่านมาตรฐานของเควสต์
ในโลกใบนี้มีสตูดิโออยู่มากมายที่มีเครื่องมือจำเป็นสำหรับการพัฒนาเกมระดับนั้น แต่สีหน้าของผมสลดลงทันทีเมื่อคิดถึงโอกาสที่จะมีคนมาจ้างงาน เอาแค่เรื่องที่ว่าผมเป็นหนึ่งในทีมงานพัฒนาเกมระดับหายนะของวงการนั่น ก็ทำให้ผมต้องรอไปอีกนานแค่ไหนจนกว่าพวกเขาจะหันมาเหลียวแลผมล่ะ?
‘ฉันไม่มีเวลามากขนาดนั้น’
เงินเก็บของผมก็แทบไม่มี ส่วนเงินชดเชยที่ได้มาก็เป็นจำนวนเท่าเงินเดือนเพียงสองเดือน ซึ่งพอจะฝืนประทังชีวิตไปได้ไม่กี่สัปดาห์ด้วยซ้ำ นี่ยังไม่รวมค่ายาที่ผมต้องจ่ายอีกนะ
“แบบนี้แย่แน่ ๆ …”
ผมขยี้ศีรษะจนยุ่งเหยิงพลางก้าวเดินออกจากล็อบบี้ เมื่อมองเห็นทางออกอยู่ไกล ๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นบางเบาจากกระเป๋ากางเกง
ฝ่ามือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและเห็นชื่อที่คุ้นตา
“ฮัลโหล?”
— ….เซธ?
น้ำเสียงลังเลดังมาจากปลายสาย
— ฉันได้ยินเรื่อง… เกมล่าสุดของนายแล้วนะ นาย…?
“อ๋า นายได้ข่าวแล้วสินะ”
ผมรู้สึกขมขื่นภายในใจ
ยังไม่ทันข้ามวันเลย ข่าวก็แพร่สะพัดไปถึงหูคนอื่นซะแล้ว
“ใช่แล้วล่ะ ฉันโดนไล่ออก”
ผมไม่ได้โกหกและตอบไปตามตรงทันที
ไคล์ (Kyle) บางทีอาจจะนับว่าเราเป็นพี่น้องกันก็ได้ พวกเราสองคนเติบโตมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งเดียวกัน
พอนึกถึงสุขภาพของตัวเองแล้ว ไม่แปลกเลยที่พ่อแม่จะทอดทิ้งผมไป
ถึงแม้ตอนเด็ก ๆ อาการของผมจะไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ แต่มันก็ยังคงเป็นภาระหนักหนาสำหรับสถานรับเลี้ยง พอผมบรรลุนิติภาวะเมื่อไหร่ พวกเขาก็เตะผมออกมาเผชิญโลกกว้างทันที
ทว่าความผูกพันที่ผมมีให้กับคนในสถานรับเลี้ยงแห่งนั้นยังคงลึกซึ้งอยู่
— อ่า นั่นมัน… นายยังไหวอยู่ไหม?
“โอเคแล้วล่ะ มั้งนะ”
เปล่าเลย ผมรู้สึกแย่เป็นบ้า
“แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่นะ ในเมื่อเกมออกมากาก ก็แค่ต้องพยายามทำเกมใหม่”
— นายยังจะทำเกมต่ออีกเหรอ…?
“ใช่”
ผมไม่มีทางเลือกอื่น
เพราะเควสต์พวกนั้นบีบบังคับให้ผมต้องพัฒนาเกม
— ถ้างั้น…
ไคล์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังไตร่ตรองคำพูดของตัวเอง
ผมจึงใช้จังหวะนั้นเดินออกจากล็อบบี้และตรงดิ่งไปยังประตูทางออก เมื่อผลักมันเปิดอ้ากว้าง กระแสลมเย็นสดชื่นก็พัดผ่านใบหน้า ดวงตาหรี่ลง เหลือบมองท้องฟ้าสีเทาหม่นเบื้องบน
“ถ้างั้นอะไร?”
ผมปัดเส้นผมออกจากใบหน้า ดูเหมือนลมจะแรงพอสมควร
— นายคิดยังไงกับข้อเสนอของฉันก่อนหน้านี้ล่ะ?
“นายเคยเสนออะไรฉันด้วยเหรอ?”
ผมไม่ยักจะจำได้เลยสักนิด
ที่ผ่านมา ไคล์เคยพยายามช่วยเหลือผมมาแล้วหลายครั้ง เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมจ่ายค่ายารักษาได้ แม้ว่าเงินเดือนของผมจะน้อยนิดก็ตาม
“ถ้าเป็นเรื่องที่จะให้เงินฉันเพิ่มอีกละก็—”
ผมหยุดพูดกลางคัน สายตาจับจ้องไปยังภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ปากอ้าค้างสลับหุบลงอยู่อย่างนั้นราวกับขาดอากาศหายใจจนหมดปอด ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมา
ในขณะเดียวกัน เสียงของไคล์ก็ดังสะท้อนออกมาจากปลายสาย
— เปล่านะ ฉันไม่ได้จะให้นายยืมเงินเพิ่มซะหน่อย ฉันรู้อยู่แล้วว่านายไม่เอาหรอก คือฉันแค่… นายก็รู้นี่ ในเมื่อสิ่งที่นายทำมันเกี่ยวกับพวกเรื่องสยอง ทำไมนายไม่ลองมาที่กิลด์ฉันดูล่ะ? มาดูว่าที่นี่เขาทำงานกันยังไง
ไคล์หยุดไปครู่หนึ่ง โทนน้ำเสียงของเขาฟังดูสูงขึ้น
— …แน่นอนว่านายไม่ต้องทำอะไรเลยนะ แค่มาดูเฉย ๆ ก็พอ ฉันเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งไม่นานนี้เองน่ะ เลยคิดว่าน่าจะดึงนายเข้ามาในฐานะคนสังเกตการณ์ได้
เขาสาธยายคำพูดออกมามากมาย
แต่น่าเสียดายที่เสียงเหล่านั้นไหลเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของคู่สนทนาออกไปจนหมด
นัยน์ตาของผมจ้องมองตรงไปข้างหน้า ผมพยายามอย่างหนักที่จะตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด แต่สมองกลับขาวโพลนไปหมดเมื่อเห็นทิวทัศน์ที่ประจักษ์แก่สายตา
‘นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะ…?’
ตึกระฟ้ามหึมาจำนวนมากแทนที่สวนสาธารณะที่เคยตั้งอยู่ตรงนี้ ป้ายบิลบอร์ด LED ขนาดยักษ์ประดับอยู่บนยอดตึกเหล่านั้น แสดงภาพของกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบสีดำขลับ
ด้านล่างของป้ายมีข้อความวิ่งกำกับไว้:
กิลด์เซฟเวียร์ดสตาร์ส (Severed Stars) ประสบความสำเร็จในการเคลียร์เกตประเภทความผิดปกติแรงก์ < A > เป็นครั้งแรก มีสมาชิกรอดชีวิตเพียงห้าคน แต่พวกเขา…
เมื่อหันไปมองป้ายบิลบอร์ดอันถัดไป ก็พบกับภาพของกลุ่มคนกำลังเดินออกมาจากประตูมิติแปลก ๆ ชุดเกราะของพวกเขาเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย แต่ละคนต่างโบกไม้โบกมือท่ามกลางแสงแฟลชจากกล้องระรัวใส่ไม่ยั้ง
ข้อความวิ่งอีกอันระบุขึ้น:
กิลด์ดีพอบิส (Deep Abyss) ประสบความสำเร็จในการเคลียร์เกตประเภทคลื่นระลอก[1]แรงก์ < B > ไม่มีรายงานการเสียชีวิต
— ฉันคิดว่ามันน่าจะช่วยให้นายได้แรงบันดาลใจไปบ้างน่ะ
“โ-โฮ้ว”
ผมกะพริบตาปริบ ๆ พยายามเช็กให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป
จากนั้น—
ตุบ!
ข้าวของร่วงหล่นลงกับพื้น ผมบีบสันจมูกแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
คำพูดจากระบบดังก้องขึ้นในหัว
‘โลกที่คุณรู้จักจะเปลี่ยนไปนับจากนี้’
— แล้ว…? นายคิดว่าไง? จะมาที่กิลด์ไหม?
“ไอ้เชี่ยเอ๊ยยยยยย”
— เอ๋? ทำไมล่ะ?
เชิงอรรถ
[1] ประเภทคลื่นระลอก (Horde-Type) เป็นแนวคล้าย ๆ เอาชีวิตรอดจากฝูงมอนสเตอร์ที่บุกเข้ามาเป็นระลอก (ศัพท์เกมเรียกกันว่า เวฟ/Wave)