นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #11 : วันปฐมนิเทศ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #11 : วันปฐมนิเทศ [1]
“….ถึงแล้วครับ”
รถแท็กซี่จอดเทียบบริเวณอาคารเรียบหรูและสะอาดสะอ้านไร้ที่ติ หน้าต่างบานใหญ่ประดับอยู่ด้านหน้าของอาคาร เผยให้เห็นภายในที่เปิดแสงไฟสลัว
ผมก้าวลงมาและหยิบสัมภาระออกจากท้ายรถ ก่อนจะควักกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา
แต่คนขับหยุดผมเอาไว้
“เอ่อ เรื่องนั้น… ก่อนหน้านี้มันเป็นความผิดของผมเองครับ คุณไม่ต้องจ่ายผมก็ได้”
“ไม่ครับ”
ผมหยิบธนบัตรยี่สิบดอลลาร์ออกมาแล้วยื่นให้เขา
“ไม่สิ ผมบอกแล้— เดี๋ยวก่อน เฮ้!”
ผมโยนเงินเข้าไปในรถแล้วเดินออกมาทันที
ความจริงแล้ว ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ระหว่างทางนั้น
ผมเก็บกระเป๋าสตางค์ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาไคล์ นิ้วของผมลื่นบ่อยจนพิมพ์ผิดไปหลายคำ
[ฉัรถุงละ นาสอยุ่ไหน?]
ผมไม่มีกะจิตกะใจจะมาแก้คำผิด เลยกดส่งไปทั้งอย่างนั้น
สภาพของผมในตอนนี้ไม่พร้อมจะสนสี่สนแปดอะไรแล้ว
‘อ่า ยังสั่นอยู่เลย’
มือของผมยังไม่หยุดสั่นเลยสักวินาทีเดียวตั้งแต่ที่ได้รับข้อความนั่นในแล็ปท็อป มันทำให้ผมต้องคอยตรวจสอบรอบ ๆ ตัวเองตลอดเวลา พยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งอย่างที่อาจก่อให้เกิดเสียงดนตรีออกมาได้
แต่มันลำบากยากเย็นเหลือเกิน
แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนดึกดื่นแล้ว พื้นที่บริเวณนี้ก็ยังคงมีฝูงชนอยู่ค่อนข้างเยอะ
บรรยากาศโดยรอบสว่างไสว มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาทุกวินาที
ถ้าเป็นในสถานการณ์ปกติ ผมคงจะรู้สึกปลอดภัย แต่ตอนนี้มันกลับทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก ยิ่งผมไม่รู้ด้วยว่ามันตามหาผมเจอได้ยังไงทั้งที่มันควรจะอยู่แค่ในฉากเริ่มต้นนั่นแท้ ๆ
“เซธ!”
ตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังเข้าหู
ผมหันไปมอง และได้พบร่างสูงพอ ๆ กับตัวเอง— ประมาณ 180 ซม.— กำลังโบกมือให้ผมอยู่ เส้นผมสีน้ำตาลหม่นทรงยุ่งเหยิงของเขาสะบัดไปตามการเคลื่อนไหว และเมื่อดวงตาสีเขียวคมกริบของเขาจ้องมาที่ผม เขาก็เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดลง
เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจขณะมองดูตัวผม
“….ว้าว นายดูเละเป็นบ้าเลยพวก”
“คิดงั้นเหรอ?”
สิ่งที่ผมเจอมาไม่ใช่แค่โดนไล่ออก แต่จู่ ๆ ก็มีระบบประหลาดโผล่ขึ้นมาต่อหน้าต่อตา— โยนผมลงไปในฉากที่ถ้าก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวก็ตายได้ แถมปั่นประสาทให้ผมยอมรับมันด้วยการเอาจุดอ่อนของผมมาล่อไม่พอ ยังเปลี่ยนโลกทั้งใบให้ด้วย ล่าสุดก็เพิ่งมาตรัสรู้ได้ว่าไอ้ตัวประหลาดในฉากบ้า ๆ นั่นกำลังตามหลอกหลอนอยู่อีก?
ผมยังไม่สติแตกก็ถือว่าบุญหัวแค่ไหนแล้ว
‘ไม่สิ จริงจังนะ… ฉันยังสติดีอยู่ได้ยังไงวะเนี่ย?’
“เอาน่า เดี๋ยวนายก็ผ่านมันไปได้เองนะ เซธ ฉันว่านี่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับนายก็ได้”
“โห ขนาดนั้นเลย?”
ถ้าไม่ใช่เพราะผมรู้ว่าหมอนี่กำลังหมายถึงเรื่องอื่นล่ะก็ คงได้วางมวยกันไปแล้ว
‘เดี๋ยวสิ ตอนนี้ฉันยังทำแบบนั้นได้อยู่รึเปล่านะ…? เขาบอกว่าตัวเองทำงานให้กิลด์แล้วนี่…’
“แน่นอนสิ ตอนนี้นายไม่ได้เป็นทาสบริษัทนั่นแล้ว นายก็จะได้มีเวลาทำเกมของตัวเองสักที นายน่ะมีพรสวรรค์ ฉันมั่นใจว่านายจะต้องหาทางไปต่อได้แน่ แต่ถ้าหาทางไม่ได้…”
ไคล์หยุดคำพูดของตัวเอง แล้วหันเหสายตาไปทางอาคารสำนักงานของกิลด์ที่อยู่ด้านหลัง
“…งั้นก็ ถือโอกาสหาแรงบันดาลใจหรือหาประสบการณ์จริงเพื่อเอาไปทำเกมของนายเป็นไง”
“ฉัน…”
“อ้อ จริงด้วย”
แต่เหมือนกับเจ้าตัวจะเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก ไคล์ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยด้วยสีหน้าเก้อเขิน
“ฉันลืมไปเลยว่านายเกลียดเรื่องสยอง”
“ก็ใช่น่ะสิ…”
มันก็มีส่วนอยู่หรอก แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะ— ไม่ว่าผมจะชอบหรือไม่ก็ตาม— ผมกำลังจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ว่านั่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าเรากำลังหมายถึงเรื่องประสบการณ์อย่างเดียวละก็ ผมคงได้มันมาเพียบแน่ ๆ
แค่คิดก็ทำเอาผมโอดครวญออกมาแล้ว
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันพาไปที่ห้องนายเอง”
ไคล์หันหลังแล้วเดินนำผมตรงไปอาคารที่อยู่ใกล้กับอาคารหลักของกิลด์ มันไม่ได้สูงหรือสะดุดตาเท่าอาคารหลัก— เพราะมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น
เขาพาผมเข้าไปข้างใน
“ตึกนี้คือหอพัก ปกติแล้วคนสังเกตการณ์จะเข้าพักที่นี่ไม่ได้ แต่ช่วงนี้ฉันทำผลงานได้ค่อนข้างดีน่ะ”
ไคล์ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
“แน่นอนว่าตึกนี้สงวนไว้ให้พนักงานในกิลด์มากกว่าสมาชิกกิลด์ จะว่าไปนายก็ถือว่าโชคดีอยู่นะ”
“ฉันเนี่ยนะโชคดี…?”
“โอ้ ก็ใช่น่ะสิ”
ไคล์เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หยิบกุญแจออกมาจากไม้แขวนผนัง แล้วเดินตรงไปยังลิฟต์ที่ใกล้สุด
“…คนในกิลด์น่ะ มีแต่พวกบ้ากันทั้งนั้น ฉันขอแนะนำเพื่อตัวนายเองนะ อยู่แต่กับคนที่เป็นพนักงานทั่วไปเข้าไว้จะดีกว่า ส่วนเหตุผลที่โชคดีก็ นายไม่ต้องไปเจอพวกนั้นไงล่ะ”
“เข้าใจละ”
ขนาดไคล์ยังระแวงปานนี้ พวกเขาเลวร้ายมากขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ถึงแล้วล่ะ”
พวกเราหยุดอยู่ตรงประตูไม้บานเล็กที่มีหมายเลข [501] สลักอยู่ด้านหน้า ไคล์ยื่นกุญแจให้กับผม
“นี่เป็นห้องพักของนาย มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรหรอกนะ แต่นายจะอยู่นี่นานแค่ไหนก็ได้ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ ถ้ามีใครมาถามว่านายเป็นใคร แค่บอกไปว่ามากับฉันก็พอ”
“มากับนาย…?”
ผมรับกุญแจพลางเลิกคิ้วมองไคล์ที่กำลังยิ้มกริ่ม
“ก็บอกไปแล้วไง ช่วงนี้ฉันทำผลงานได้ค่อนข้างดีน่ะ”
เขาตบหลังของผมก่อนจะเสยเส้นผมยุ่งเหยิงไปข้างหลัง พลางหันตัวกลับและยกมือขึ้นโบกลา
“พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน นี่ก็ดึกมากแล้ว พักผ่อนตามสบายนะ ยังดีที่นายตัดสินใจได้วันนี้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันปฐมนิเทศสมาชิกใหม่พอดีเลยล่ะ! ถึงนายจะไม่ใช่พวกนั้นก็เถอะ แต่ถ้าได้มาเดินเล่นงานนี้สักหน่อยก็น่าจะได้อะไรติดหัวไปบ้างแหละ ไว้เจอกันนะ!”
แล้วเขาก็จากไปทั้งอย่างนั้น
ผมได้แต่จ้องมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปของเขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะส่ายศีรษะของตัวเอง
วันปฐมนิเทศงั้นเหรอ?
ก็คงไม่แย่อะไรหรอกมั้ง
***
ในที่สุด เช้าวันรุ่งขึ้นก็มาถึง
มันรู้สึกเหมือนเวลาได้ผ่านไปแล้วเนิ่นนานชั่วนิรันดร์
“….”
ผมข่มตาไม่ลงเลยแม้แต่กะพริบเดียว
เอาแต่พลิกตัวไปมาตลอดทั้งคืน พยายามจะนอนให้หลับก็แล้ว แต่แค่เสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำเอาผมสะดุ้งตื่น จนสุดท้ายต้องทนลืมตาอยู่อย่างนั้นทั้งคืน
‘รู้สึกเละอย่างกับขี้เลยแฮะ’
“สภาพนายเละเหมือนขี้เลยว่ะ”
แม้แต่ไคล์ยังคิดแบบเดียวกันตอนที่ทักผมตรงทางเข้ากิลด์ เขาสวมเสื้อโค้ทสีดำยาวถึงเข่า คลุมทับบางส่วนของเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านใน
เขาแต่งตัวต่างจากที่ผมคาดไว้เลยแฮะ
ในทางกลับกัน…
ผมเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในหน้าต่างบานใกล้ที่สุด— เสื้อเชิ้ตเรียบง่าย กางเกงขายาวสีน้ำตาล และรองเท้าสีดำ ดูจืดชืดสิ้นดี
แถมยังออกแนวหลอน ๆ ด้วยถ้านับรวมรอยคล้ำใต้ตาแสนเด่นชัดของผมเข้าไป
“ฉันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
“ตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“….เออ จะคิดว่างั้นก็เอาเถอะ”
ปล่อยให้เข้าใจไปแบบนั้นน่าจะง่ายกว่ามานั่งอธิบายเอาเอง
ในที่สุดเราสองคนก็เดินเข้าไปในกิลด์ โดยมีไคล์คอยทักทายสั้น ๆ กับคนรู้จักระหว่างทาง ผมได้เห็นผู้คนหลากหลายประเภทตอนที่พวกเราเดินผ่านล็อบบี้ขนาดใหญ่ บางคนสวมชุดเกราะและพกอาวุธเย็น[1] ในขณะที่บางคนแต่งกายเป็นทางการ— และมีไม่กี่คนที่แต่งตัวตามสบาย— พวกเขากำลังเดินขวักไขว่ไปมาทุกทิศทาง
ล็อบบี้แห่งนี้กว้างขวาง ภายในปูพื้นด้วยหินอ่อนสีขาวสะท้อนแสงไฟจากเพดานด้านบน
“ฮะ ตอนฉันมาที่นี่ครั้งแรกก็งงเหมือนกันนั้นแหละ”
ไคล์ยิ้มออกมาราวกับอ่านใจผมออกขณะที่หยุดรออยู่หน้าลิฟต์
“นายน่าจะรู้อยู่แล้ว แต่ว่าเกตน่ะมันมีหลายประเภท บางเกตต้องใช้เกราะหนัก ส่วนบางเกตก็… ไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น”
พวกเราทั้งคู่เข้าไปในลิฟต์ ไคล์แตะบัตรสแกนของเขา
“พวกเราสังกัดอยู่ในกลุ่มกักกัน ซึ่งแปลว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเกราะแฟนซีแสบตาพวกนั้น อ้อ แล้วก็เรากำลังลงไปข้างล่างนะ ไม่ใช่ขึ้นข้างบน”
“หือ?”
ผมเหลือบมองดูปุ่มที่เขากด แล้วดวงตาก็เบิกกว้างขึ้น
ชั้นที่ -5?
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย…?’
“ก็เราไม่มีทางเลือกนี่นา”
ไคล์ยักไหล่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของผม
“ชั้นใต้ดินเป็นพื้นที่เดียวที่กว้างมากพอจะกักกันความผิดปกติทั้งหมดที่เราเก็บรวบรวมมาจากในเกตและโลกจริงได้น่ะ”
“อ้อ… ห๊ะ?”
เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ?
“อะไร? ทำไมมองฉันแบบนั้นล่ะ?”
“เปล่า คือฉันหมายถึง… นายเพิ่งพูดว่า… โลกจริง…”
“อ๋อ หมายถึงเรื่องนั้นนี่เอง”
ไคล์วางมือลงบนไหล่ของผม
“ผ่อนคลายหน่อยน่า มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีความผิดปกติหลุดออกมาจากเกตที่ยังไม่ค้นพบน่ะ แล้วพวกมันก็อ่อนแอกว่าตอนอยู่ในเกตมาก ๆ ด้วย เวลาจัดการกับพวกมันเลยไม่ได้ยุ่งยากเท่าไหร่ ฮืม แต่ก็นะ…”
สายตาของไคล์ย้ายมาทางผมพร้อมกับเสียงหัวเราะ
“ถ้านายตกเป็นเป้าของพวกมันขึ้นมา คงได้ซี้แหงแก๋”
“…..”
“ไม่สิ ช่างมันเถอะ นายตายแน่อยู่แล้วล่ะ”
“…..”
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ— กรณีแบบนั้นมันไม่ได้เจอกันง่าย ๆ หรอก นายคงตายไปก่อนที่จะรู้ตัวด้วยซ้ำ ฮะฮะ”
“…..”
“เอ้อ เว้นแต่ว่าพวกมันจะอยากเล่นสนุกกับนายก่อน นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้า—”
“พอเถอะ”
ผมพูดแทรกไคล์ กัดฟันกล้ำกลืนอยู่ภายในใจ
“แค่… เงียบปากไปเลยนายน่ะ”
ผมคงต้องหาเวลามาคิดสักหน่อยแล้วล่ะ ว่าจะเขียนอะไรลงในพินัยกรรมของตัวเองดี
เชิงอรรถ
[1] อาวุธเย็น (Cold Weapon) คืออาวุธที่ใช้แรงกายมนุษย์ในการโจมตีล้วน ๆ เช่น ดาบ มีด หอก ขวาน กระบอง กริช ฯลฯ