นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #99 : ปฏิบัติการสำรวจ [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #99 : ปฏิบัติการสำรวจ [3]
“เกิดอะไรขึ้น?”
หัวหน้าทีมและเจ้าหน้าที่จากองค์กรมาถึงค่อนข้างเร็ว สีหน้าดูไม่ได้ตกใจกับสถานการณ์นัก พวกเขาเดินเข้ามาโดยไม่มีท่าทีลนลานแม้แต่น้อย ความนิ่งสงบเหล่านั้นมันดูแปลกตาเกินไปหน่อยด้วยซ้ำ
“ฆ่า!! กูจะฆ่า—!”
อีกทั้งพวกเขายังใช้เวลาไม่นานก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“โอเค ผมจะจัดการต่อเอง”
เพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว นักโทษประหารพลันแข็งทื่ออยู่กับที่
“กูจะฆ— อึ่ก!”
ภาพที่เห็นนั้นช่างน่าตกตะลึง
ทั้งหมดที่เขาทำมีแค่การดีดนิ้ว และ… ชายคนนั้นก็สิ้นฤทธิ์ ถึงแม้ผมจะบอกไม่ได้ว่าเขาแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ผมมั่นใจว่าเขาสามารถทำแบบเดียวกันกับตัวผมได้หากเขาต้องการ
“พวกคุณทั้งหกคนกลับไปที่ห้องนั่งเล่นกันก่อนนะ เดี๋ยวผมจัดการตรงนี้เอง”
“ครับ/ค่ะ!”
แม้จะเกิดเหตุ แต่กลับไม่มีสมาชิกคนใดดูตกใจหรือหวาดกลัวเลยสักคน
มันเป็นภาพที่พิลึกมากสำหรับผม
‘…รู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาชินกับเรื่องพวกนี้ไปแล้วยังไงอย่างงั้น’
ความคิดของผมได้รับการยืนยันทันทีที่พวกเราเข้ามาในห้องนั่งเล่น
“ว้า… เกือบทำฉันกลัวได้แล้วแน่ะ”
“ใช่ไหมล่ะ? บ้าชะมัด… ฉันนึกว่าเขาจะควักลูกตาเธอออกมาซะอีก เมื่อกี้ฉันเตรียมเก็บเศษซากที่เหลือของเธอเลยนะเนี่ย”
“คิ้ก ฝันไปเถอะย่ะ”
ทั้งห้าคนต่างหยอกล้อและหัวเราะใส่กัน ราวกับว่าสถานการณ์ไม่เคยเกิดเหตุอะไรขึ้น
อะไรวะเนี่ย…
“นายดูงง ๆ นะ เด็กใหม่”
ใครบางคนตบไหล่ผมเบา ๆ พอหันไปมองก็เห็นสมาชิกคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ เขามีกรามทรงเหลี่ยม ตัดผมทรงกะลาครอบ และสวมแว่นตากรอบเหลี่ยม
“ตอนแรกฉันก็เป็นแบบนายนั่นแหละ แต่เดี๋ยวมันก็ชินไปเอง หน่วยสนับสนุนต้องเจอกับคนบ้าเป็นปกติอยู่แล้ว อันที่จริงอยากจะบอกว่าเมื่อกี้ถือว่าค่อนข้างเบาด้วยซ้ำนะ”
ว่ายังไงนะ?
นี่น่ะเหรอค่อนข้างเบา?
ทันใดนั้น ผมก็เริ่มตัวสั่นขึ้นมา พลางจินตนาการว่าสิ่งที่ ‘ไม่เบา’ มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากมีส่วนร่วมกับเรื่องแบบนั้นเลยสักนิด
“ทำอะไรเนี่ยเจย์ (Jay) ? นายจะทำให้เด็กใหม่กลัวตั้งแต่วันแรกไม่ได้นะ”
โรแซน คนที่เพิ่งโดนทำร้ายไปหมาด ๆ ได้ยินบทสนทนา จึงส่ายศีรษะพลางมองผม
“อย่าไปสนใจเลย เขาแกล้งนายเฉย ๆ น่ะ เรื่องเมื่อกี้มันไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าเบาเลย แต่น่าจะเรียกว่า… ปกติมากกว่า”
“เออ ประมาณนั้นแหละ”
“ฉันว่า ปกติ นี่แหละเหมาะสุดแล้ว”
เมื่อเห็นคนอื่น ๆ เห็นพ้องกับเธอ ผมก็ฝืนยิ้มออกมา
มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด…
“เอาเถอะ ฉันว่าพวกเราควรแนะนำตัวกันหน่อยนะ ไหน ๆ เราก็ต้องทำงานด้วยกันแล้ว”
โรแซนชี้มาที่ตัวเอง
“ฉันชื่อโรแซน รับหน้าที่วิเคราะห์ร่างกาย พูดง่าย ๆ ก็คือ… ฉันสามารถคลำตัวนายเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่าน่ะ”
“…โอ้”
ช่างเป็นการเลือกใช้คำที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
จากนั้น เธอก็ชี้ไปทางผู้ชายที่อยู่ข้าง ๆ ผม
“นั่นเจย์ เขาก็คล้าย ๆ กับฉัน แต่เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับฮอร์โมน ถ้าเขาตรวจเจอว่าฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลกัน เขาก็จะปรับมันเดี๋ยวนั้นเลยแหละ”
นั่น… ฟังดูเจ๋งดีแฮะ
โรแซนเปลี่ยนไปชี้ที่หญิงสาวอีกคนในกลุ่ม
“คนนี้ชื่อโคลอี้ (Chole) น่าจะคล้ายกับนายนั่นแหละ เธอเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามนุษย์”
โคลอี้ให้ความรู้สึกต่างจากโรแซนเล็กน้อยตรงที่บุคลิกของเธอดูเย็นชากว่ามาก ถึงจะทรงผมสั้นเหมือนกัน แต่ของเธอเป็นสีดำแทนที่จะเป็นสีน้ำตาล ลักษณะเด่นที่สุดของเธอคือกระเป็นจุดเล็ก ๆ บนจมูก
‘ฉันว่าก็คงเรียกได้ว่าค่อนข้างสวยล่ะมั้ง?’
ไม่ใช่สเปกผมเท่าไหร่ แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงดึงดูดสายตาเพศตรงข้าม
“ส่วนสองคนนี้คือ เรย์ (Ray) กับ มาร์ค (Mark)”
สมาชิกอีกสองคนที่เหลือมีส่วนสูงระดับมาตรฐาน โดยเรย์จะออกไปทางจ้ำม่ำหน่อย ในขณะที่มาร์คดูจะเป็นคนที่อายุมากที่สุดในกลุ่ม
เมื่อสบสายตากับผม ทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา
“โฮะโฮะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนใหม่เข้ามาด้วย”
“ในที่สุดเราก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมมาทนทุกข์เพิ่มอีกคนแล้วสินะ”
ทั้งสองดูเป็นมิตร แต่คำพูดของพวกเขา… ฟังดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
“พวกนายสองคน หยุดเลยนะ”
โรแซนทำท่าฟาดอากาศ
อย่างน้อยเธอก็ดูจะมีเหตุมีผล…
“จะไปบอกเขาทำไมล่ะ? แบบนั้นมันก็หมดสนุกกันพอดีสิ เพราะตอนนี้เขาคงตั้งตัวได้แล้ว… ของแบบนี้ต้องให้เจอแบบไม่ทันตั้งตัวสิถึงจะมัน”
ช่างมันเถอะ
ผมขอถอนคำพูดทั้งหมด
คนพวกนี้… สมองไม่ปกติกันทั้งนั้น
“เอาเป็นว่าดูเหมือนหัวหน้าทีมต้องใช้เวลาจัดการสถานการณ์อีกสักพัก นายรู้ใช่ไหมว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง?”
“ผมเหรอ? ก็… พอจะรู้อยู่ครับ”
เอาเข้าจริง ผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
อาจจะแค่ทำบำบัดนิดหน่อย ซึ่งหลัก ๆ ก็… พูดจาไร้สาระไปเรื่อยพร้อมกับใช้โทรศัพท์ตัวเองสะกดจิตพวกเขา
“เยี่ยมเลย เยี่ยมเลย”
โรแซนมองผมด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความร่าเริง
“ในเมื่อนายพร้อมแล้ว งั้นเราก็ไปกันเถอะ”
“เอ๊ะ?”
ไป? ไปไหน?
“เราจะไปบ้านหลังอื่นแล้วก็เช็กนักโทษคนอื่นด้วย รีบไปกันเถอะ ยิ่งเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะ!”
เธอกระโดดหย็อง ๆ นำไปทางประตู
คนอื่น ๆ พากันเดินตามหลังเธอ
“เดี๋ยวก่อน อย่าเดินเร็วกันสิ ฉันเพิ่งจะกินไปเอง ท้องเลยไม่ค่อยดีน่ะ”
“ทีหลังก็อย่ากินดิ”
“ก็ตอนนั่งรถบัสมันนานนี่หว่า…”
ผมจ้องมองแผ่นหลังของพวกเขา หยุดนิ่งอยู่กับที่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเม้มริมฝีปาก
พวกเรากำลังจะโดนโจมตีอีกรอบใช่ไหมเนี่ย?
*
“ฉันจะฆ่าแก! ตายซะ!!!”
เราโดนโจมตีอีกรอบจริง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่รวมทั้งหมดสามครั้ง บวกกับครั้งนี้เข้าไปด้วยก็จะเป็นสี่ครั้ง
“หยุดเขาไว้!”
“ด่วน ๆ เลย! แค่หยุดเขาให้ได้แป๊บเดียวก็พอ!”
“เขาเร็วเกินไป!”
ผมเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ พุ่งเข้าหาตัวนักโทษประหารคนนั้น เขาตัวสูงกว่าผมหนึ่งช่วงศีรษะ ร่างกายกำยำราวกับภูเขา อีกทั้งยังมีเส้นเลือดปูดโปนบนศีรษะโล่งเตียน
ตามหลักเหตุผลแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะทำอะไรเขาได้
ทว่า—
ปัง!
ผมกลับจัดการทุ่มร่างของเขาลงกับพื้นได้ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว
“…..”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องในชั่วอึดใจต่อมา โรแซนและคนอื่น ๆ ต่างจ้องมองผม
แล้วก็—
“เชี่ย! นายแรงเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แน่ใจนะว่านายเป็นสายสนับสนุนน่ะ?”
“เหลือเชื่อเลยว่ะ”
“ไม่สิ เอาจริงนะ… เมื่อกี้มันบ้ามาก นายทำได้ยังไงเนี่ย?”
ผมทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมาขณะมองพวกเขา
“ผม… เมื่อก่อนเคยเรียนป้องกันตัวมาบ้างน่ะครับ ผมว่ามันช่วยได้นิดหน่อยนะ”
แน่นอนว่าโกหกทั้งเพ
ผมไม่เคยสู้กับใครมาก่อนตลอดชีวิตนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องออกหมัดอย่างไร แถมผมยังไม่ได้ใช้พลังของตัวเองเลยด้วย
แต่… ผมกลับสามารถเหวี่ยงชายที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองถึงสองเท่าลงไปจูบพื้นได้
‘หรือว่ามันเป็นเพราะฉันอยู่ลำดับชั้นที่สองแล้ว?’
ไม่ใช่แค่ได้โหนดใหม่ แต่ร่างกายก็ยังแข็งแกร่งขึ้นด้วยงั้นเหรอ?
“เรียนป้องกันตัว? นายไปเรียนมาจากไหน? เป็นไปไม่ได้หรอก”
“เออ เชื่อก็บ้าละ มันต้องมีอะไรมากกว่าที่นายพูดแน่ ๆ”
ผมเริ่มเหงื่อตกเมื่อเห็นว่าข้ออ้างใช้ไม่ได้ผล
ชิบหาย…
นี่เป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกัน
ความคิดในหัวตบตีกันวุ่นวาย ผมจึงตอบออกไปในแบบที่ตัวเองคิดขึ้นได้เพียงหนทางเดียว
“ไคล์เคยฝึกกับผม ก็เลย…”
ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดกึก
“…..”
“…..”
ไม่มีใครส่งเสียงใด ๆ จนกระทั่ง…
“ไคล์?”
“นายหมายถึงไคล์คนนั้นน่ะเหรอ?”
“เดี๋ยวนะ ฉันจำได้อยู่ เคยได้ยินมาว่าเขาเป็นคนพานายมาที่นี่ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็…”
“ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นเยอะ ใช่เลย”
ผมกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงงงวย พวกเขาเชื่องั้นเหรอ? ง่าย ๆ แบบนี้เลย…?
“ไคล์ตอนปีแรกก็เป็นแบบนี้แหละ ฉันเดาว่าพวกนายคงมีครูฝึกคนเดียวกันสินะ”
“กระจ่างเลยทีนี้”
โอ้
คือว่า ถ้าพวกคุณแฮปปี้กับเหตุผลนี้…
ผมกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเอง โทรศัพท์แผดเสียงดังขึ้น
ตื๊ดด!
พอก้มลงมอง การแจ้งเตือนก็ปรากฏ
[ทุกคน กลับมาที่อาคารหลัก การตรวจสอบทั้งหมดเสร็จสิ้นเรียบร้อย เรากำลังจะเริ่มกันแล้ว]
บรรยากาศเปลี่ยนไปฉับพลัน
เมื่อผมยกศีรษะขึ้น สมาชิกหน่วยสนับสนุนทุกคนล้วนมีสีหน้าหม่นหมองและถมึงทึง พวกเขาดูเหมือนจะได้รับข้อความแบบเดียวกัน
โรแซนก้าวไปข้างหน้า พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า
“ไปกันเถอะ งานของพวกเราใกล้จะเริ่มแล้ว คืนนี้ยาวแน่”
เดี๋ยวก่อน ว่ายังไงนะ?
นี่เพิ่งจะเริ่มเองเหรอ?
งานอะไรวะเนี่ย…