นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #119 : หลบหนี [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #119 : หลบหนี [2]
มันเหมือนกับว่าตัวผมตาสว่างขึ้นมากะทันหัน
ผมจ้องมองบทกลอนที่อยู่ไกล ๆ ใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน
‘เกมเริ่มขึ้นทันทีที่มันหาเสียงของฉันเจอ และฉันเป็นเป้าหมายคนเดียวที่แท้จริงของมันเพราะโดนมันตามหลอกหลอน เกมนี้จะจบลงต่อเมื่อฉันตาย เป้าหมายของเกมคือการฆ่าทุกคนจนเหลือแค่ฉันเป็นคนสุดท้าย’
ในตอนแรก ส่วนนี้เป็นเพียงการคาดเดา
ทว่าเมื่อมองไปรอบ ๆ และเห็นว่าไคล์ไม่อยู่แล้วรวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย มันก็พอจะพูดได้เต็มปากว่าการคาดเดาของผมมันถูกต้อง
ความตายของผมคือกุญแจสำคัญในการยุติเกมอันเบี้ยวบิดของเขา
‘ถ้างั้นตอนนี้ชายบิดเบี้ยวก็คงคิดว่าเกมจบลงแล้ว’
นี่…
นี่เป็นโอกาส!
‘เกมดูเหมือนจบ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้จบ มันแค่ยังไม่รู้เฉย ๆ ฉันสามารถใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ได้!’
หากสามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่เล็ก ๆ ในเกมของมันได้ ผมก็อาจจะพลิกสถานการณ์ทั้งหมดได้เช่นกัน
แต่ผมจะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ?
ผมจะสามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่ในเกมของมันได้อย่างไร?
‘ฉันต้องคิดให้ดี ๆ นี่คือเควสต์ลำดับชั้นที่สอง ระบบยืนยันแล้ว แปลว่าฉันมีความสามารถที่จะเคลียร์มันได้’
ผมไม่จำเป็นต้องใช้พลังโกง ๆ หรือเรียกวาทยกรออกมาช่วย
คำตอบมันอยู่แถวนี้นี่แหละ
ในห้องนี้ หรือไม่ก็ในพลังที่ผมมี หรืออาจจะในร้านค้า? มันมีไอเทมอะไรในร้านค้าที่ช่วยได้ไหมนะ?
ผมครุ่นคิดเกี่ยวกับคำถามนั้น ก่อนจะส่ายศีรษะ
ผมไม่มีปัญญาซื้อไอเทมใด ๆ ก็ตามในร้านค้าลำดับชั้นที่สอง และไอเทมในร้านค้าลำดับชั้นที่หนึ่งก็ดูท่าว่าไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ได้เลย
ถ้าอย่างนั้น…
อะไรล่ะ? อะไรที่—!
เสียงพูด!
ความคิดนั้นฟาดใส่หัวผมราวกับอัสนีบาต
‘จริงด้วย กุญแจของเกมคือเสียงพูด… พอชายบิดเบี้ยวได้ยินเสียงพูด มันก็จะไปฆ่าและขโมยเสียงของคนนั้น ข้อนี้ฉันแน่ใจและก็เห็นมากับตาตั้งหลายครั้งด้วย ถ้าอย่างงั้น ถ้าเกิด… ถ้าเกิดว่า… มันได้ยินเสียงพูดของตัวเองล่ะ?’
ผมเผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
หัวใจเต้นระรัวเพราะความคิดที่ผุดขึ้นมากะทันหัน ไอเดียนี้… มันอันตรายพอตัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับหนทางออกแท้จริงมากที่สุดที่ระบบได้บอกใบ้มา
ไม่สิ นี่แหละคือทางออก
‘…ตราบใดที่ทำให้มันได้ยินเสียงของตัวเองได้ ฉันก็จะเคลียร์เกมได้ บางทีฉันอาจจะทำให้มันฆ่าตัวเองได้ด้วยซ้ำ ถึงจะยังไม่แน่ใจก็เถอะ’
แต่ถึงอย่างนั้น…
มันก็คุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงดู
ไอเดียนี้ให้ความรู้สึกเป็นไปได้จริงจนผมเริ่มตื่นเต้นเพียงแค่คิดถึงมัน อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ปล่อยให้ความตื่นเต้นเข้าครอบงำหัวสมอง มันยังเป็นแค่ไอเดียเท่านั้น แถมไม่มีหลักฐานยืนยันด้วยว่ามันจะได้ผล และที่สำคัญที่สุดคือ…
‘ฉันจะไปทำให้ไอ้ตัวนั้นมันพูดออกมาได้ยังไงวะ?’
การทำให้ชายบิดเบี้ยวพูดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ผมเคยได้ยินมันพูดหลายครั้งแล้ว
ปัญหาหลักคือ การทำให้มันพูดด้วยเสียงที่แท้จริงของตัวมัน
ผมต้องทำยังไง มันถึงจะพูดด้วยเสียงของมันเองล่ะ? ตอนนี้ผมอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ
ชายบิดเบี้ยวไม่รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ และก็น่าจะทึกทักไปเองว่าเกมจบลงแล้ว
พูดง่าย ๆ คือ ผมมีความได้เปรียบที่ฝ่ายนั้นยังไม่ทันตั้งตัว
หากผมสามารถใช้ความได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ล่ะก็… บางทีการทำให้มันพูดด้วยเสียงของตัวเองอาจจะเป็นไปได้
แต่จะทำให้มันหลุดพูดออกมาได้ยังไงกันล่ะ?
ผมครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเบนความสนใจไปทางบทกวีที่อยู่ไกล ๆ อีกครั้งหนึ่ง
สายตากวาดผ่านถ้อยคำเหล่านั้น มองหาเบาะแสอะไรก็ตามที่มีความเป็นไปได้
อะไรก็ตามเกี่ยวกับเสียงพูด เกี่ยวกับเกม เกี่ยวกับ—
อ่า
ช่วงเวลาแห่งการตระหนักรู้มาเยือนหลังจากนั้นไม่กี่วินาที
‘แทนที่จะมองหาเบาะแสในกลอน แต่ตัวกลอนทั้งบทก็เป็นเบาะแสใหญ่ที่สุดแล้วไม่ใช่รึไง?’
มันค่อนข้างชัดเจนสำหรับผมว่า ชายบิดเบี้ยวให้ความใส่ใจกับบทกวีนี้
ถึงขนาดที่ว่าแสดงบทกวีเดิมซ้ำสองครั้ง…
‘กลอนต้องเกี่ยวข้องกับเกมแน่นอน’
ถ้าผมทำอะไรสักอย่างกับบทกลอนนั่นล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
มันจะสังเกตเห็นหรือเปล่า?
‘…ฉันไม่คิดว่าชายบิดเบี้ยวจะตาบอดหรอกนะ มันก็แค่มองไม่เห็นมนุษย์ยกเว้นว่าได้ยินเสียงพวกเขา ถ้าเป็นอย่างงั้น ฉันว่ามันต้องมองเห็นกลอนแน่นอน’
เอี๊ยดดด—
เมื่อได้ยินพื้นลั่นเสียงอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ไม่มามัวลังเลอีกต่อไป
ผมเรียกดรีมวอล์กเกอร์ออกมา ร่างสูงปรากฏขึ้น ทอดเงายาวทาบทับตัวผมท่ามกลางแสงจันทร์ริบหรี่
ดรีมวอล์กเกอร์เข้าใจเจตนาของผม จึงหันความสนใจไปหาบันไดและเริ่มวิ่งขึ้นไป
ตึก! ตึก!
วิ่งเพื่อสร้างเสียงรบกวนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าต่างจากสองครั้งก่อนหน้านี้ ชายบิดเบี้ยวไม่ขยับเขยื้อน
มันเพียงแค่จ้องมองไปยังทิศทางของเสียงเหล่านั้น ร่างค่อมงอของมันยืดตรงขึ้นเล็กน้อย
ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ รอคอยให้มันเคลื่อนไหว
แต่…
ชายบิดเบี้ยวกลับไม่ขยับ มันยังคงอยู่จุดเดิม จ้องมองต้นเสียงโดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ มากนัก
‘…ไม่กระดิกเลยสักนิด’
มันได้เรียนรู้จากครั้งก่อนแล้ว
“ฮิฮิฮิ~”
แม้เสียงหัวเราะคิกคักจะดังสะท้อนในอากาศ ชายบิดเบี้ยวก็ยังคงนิ่งเฉย ปากของมันราบเรียบ
“เล่นไหมคะ? คุณจะมาเล่นกับหนูไหม?”
เมื่อเห็นว่ามันไม่สนใจเสียงรบกวนทั้งหมดรอบกาย ผมก็รู้สึกจุกในลำคอ
‘ฉันล่ะไม่เข้าใจวิธีการจัดลำดับชั้นของระบบเลยจริง ๆ’
นี่เป็นเควสต์ลำดับชั้นที่สองแน่เหรอเนี่ย?
ผมส่ายศีรษะ พลางเคลื่อนกายเงียบ ๆ ไปทางผนังที่มีบทกลอน โดยอาศัยเสียงรบกวนเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ถูกสังเกตเห็นก่อนจะไปถึงบริเวณดังกล่าว
‘ดีล่ะ ดูเหมือนมันจะยังไม่รู้ตัว’
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าชายบิดเบี้ยวยังไม่รับรู้
ศีรษะค่อย ๆ หันกลับไปสู่บทกวีที่สลักอยู่บนผนัง อ่านแต่ละบรรทัดอย่างระมัดระวัง ก่อนจะปักหลักสายตาตรงไม่กี่วรรคสุดท้าย
กัดลิ้นไว้ ข่มกลั้น อัสสุหลาก
ก่อนสุ้มเสียง สุดท้ายแปร เป็นคำลวง
เจ้ารู้ล่วง ชายบิดเบี้ยว มิเคยจาก…
เว้นเสียว่า ยอมฝัง เสียงเจ้าฝาก
ผมมองดูสามสี่บรรทัดล่างสุดอย่างตั้งใจระหว่างที่เมินบรรดาเสียงหนวกหูที่เป็นฉากหลังไปด้วย
“คุณไม่เล่นกับหนูเหรอ? มาเล่นกับหนูหน่อยสิคะ!”
ตึก! ตึก!
ขอบอกตามตรงว่าการทำเป็นไม่ได้ยินเสียงพวกนั้น มันค่อนข้างยากทีเดียว แต่ผมไม่มีทางเลือกแล้ว
เรื่องนี้ชี้เป็นชี้ตายชีวิตของตัวผม
ผมจำเป็นต้องตั้งสมาธิ
‘โฟกัสหน่อย.. ฉันจะเขียนอะไรให้มันเปลี่ยนสถานการณ์ได้บ้าง? ฉันจะเขียนอะไรเพื่อปั่นหัวชายบิดเบี้—!!’
ปัง!
ความคิดถูกขัดจังหวะกะทันหันด้วยเสียงโครมคราม ศีรษะหันไปทันควัน ผมรู้สึกได้เลยว่าสีหน้าของตัวเองเปลี่ยนไป
ชายบิดเบี้ยว…
ชายบิดเบี้ยวอยู่ไหน?!
ปัง!
เสียงกระแทกดังฉับพลันทำลายความเงียบสงบ ฉุดกระชากให้ตัวผมยืดตรง พร้อมด้วยความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นผ่านส่วนบนของกะโหลกศีรษะ
มันเจ็บแปลบ
เหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างตอกตะปูเข้าไปในกะโหลกของผมโดยตรง
ทัศนวิสัยพร่ามัว และชั่วขณะหนึ่ง ผมเกือบจะกรีดร้องออกมา แต่เสียงร้องนั้นติดตรึงอยู่ในลำคอเพราะผมพยายามหุบปากให้สนิทเอาไว้สุดชีวิต และนั่นคือตอนที่ผมเห็นมัน รอยประทับทมิฬเบ่งบานบนหลังมือ กำลังเต้นตุบเป็นจังหวะราวกับมีชีวิต
ผมรู้ซึ้งในทันที…
ดรีมวอล์กเกอร์โดนฆ่าแล้ว
‘ชิบหาย!’
ปัง—!
“อ๊า…! คุณเข้ามาใกล้เกินไปแล้วนะ!”
เสียงของมิเรลล์ดังกึกก้องออกมา แต่มันกลับไม่หลงเหลือความร่าเริงและขี้เล่นเหมือนดั่งเก่า วินาทีนั้นผมตระหนักได้ทันทีว่าเวลาของตัวเองกำลังจะหมดลงแล้ว ผมไม่ลังเลอีกต่อไป รีบหันหาบทกวีที่สลักไว้บนผนัง เหล่าตัวอักษรปรากฏอยู่เบื้องหน้าภายใต้แสงจันทร์ร่ำไร
ผมหลับตาลง ก่อนจะเปิดใช้งานโหนดอันที่สอง หนึ่งเงาเส้นยาวเลื้อยรัดรอบมือของผม เหยียดออกกลายเป็นใบมีดยาว
เรียวมือเคลื่อนไปยังผนังและเริ่มสลักบทกลอนโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
ครืดดด! ครืดดด!
เสียงแกะสลักแผ่วเบาทว่าเด่นชัดเริ่มก้องกังวานไปทั่วห้อง
‘ขอให้แม่งได้ผลทีเถอะ…’