นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #120 : หลบหนี [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #120 : หลบหนี [3]
ครืดด! ครืดดด—!
ถึงแม้ผมจะพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แต่เสียงนิ้วขูดกับผนังก็ยังคงดังพอที่จะได้ยินอยู่ดี ทั่วทั้งร่างกายพลันแข็งทื่อเมื่อตระหนักได้ดังนั้น
“หยุดนะ! หนูไม่อยากเล่นแล้ว!”
เสียงของมิเรลล์สะท้อนก้องเป็นฉากหลัง น้ำเสียงนั้นฟังดูตื่นตระหนก
ผมรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองต้องเร่งมือ
เพราะวินาทีที่เธอหายไป คือวินาทีเดียวกับที่ผมต้องหยุด
ครืดดด!
ผมลงแรงขูดหนักขึ้น ปลายนิ้วกรีดกรายไปตามผนัง หยาดเหงื่อไหลลงอาบผิวใบหน้า
ในขณะที่กำลังขูดผนัง ผมก็รู้สึกว่ามือของตัวเองสั่นทุกครั้งที่ขยับ
“หยุดนะ! หยุดนะ!”
เสียงกรีดร้องของมิเรลล์ดังขึ้นเรื่อย ๆ กระตุ้นให้ร่างกายเกร็งหนักกว่าเก่า แต่ผมต้องลุยต่อ
‘ขออีกนิดเดียว’
ผมเพ่งสมาธิกับบทกวีตรงหน้ามากยิ่งขึ้น
อีกประมาณสองวรรค
นั่นคือทั้งหมดที่ผมต้องเติมลงไป
มันไม่ได้ยาก แต่ผมต้องทำให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ใกล้จะเสร็จแล้ว
อีกแค่นิดเดียว
อีกแค่—
“อ๊าาา!”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนพาลให้เลือดในกายเย็นเยียบก็ดังสะท้านไปทั่วห้อง ผมหยุดโดยทันที ลมหายใจชะงักไปพร้อมกับการกระทำในขณะที่ศีรษะเริ่มเจ็บปวดอีกครั้ง คราวนี้มันปวดร้าวยิ่งยวดกว่าครั้งก่อนจนทัศนวิสัยกลายเป็นขาวโพลนไปชั่วขณะ รอยประทับสีขาวปรากฏขึ้นบนท่อนแขนของผม
ผมยืนนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
เพราะ…
ผมรู้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังฟังอยู่
เอี๊ยดด!
พื้นลั่นเสียงอีกครั้งหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงน้ำหยดในห้องครัวเจ้าเก่า
ริมฝีปากสั่นเทา จิตใจเหนื่อยล้า แต่ผมไม่ยอมแพ้
‘มัน… ยังไม่รู้ว่าฉันมีชีวิตอยู่ ฉันไม่… คิดว่ามันจะมองเห็นตัวฉันนะ’
ผมจ้องตรง มองดูบทกลอนเบื้องหน้า
มันเกือบจะเสร็จสมบูรณ์
ขาดอีกเพียงแค่นิดเดียว
‘ช่างมันเถอะ ไม่ต้องแต่งให้จบก็ได้ แค่นี้ก็พอใช้ได้แล้วแหละ’
เอี๊ยดด!
เสียงพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดมาจากข้างหลัง แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง ผมเห็นเงาขนาดใหญ่ปรากฏกายด้านหลังตัวผมพอดิบพอดี
ผมแทบสำลักลมหายใจจนเกือบหลุดเสียงออกมา แต่ก็ยังจัดการตะครุบปากตัวเองไว้ได้ทันท่วงทีด้วยมือทั้งสองข้าง
ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมรอบ ผมพยายามฝังความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดกลบให้มิด
ชายบิดเบี้ยวอยู่ข้างหลังผม
เขากำลังมองดูบทกลอน
เขาจะมีปฏิกิริยาหรือเปล่า? เขาจะยอมพูดออกมาไหม? เขาจะทำยังไงต่อ?
ผมยืนด้วยความกระวนกระวาย หวังว่าจะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น หวังว่าจะได้ยินเสียงอะไรสักอย่างออกมาจากปากของมัน
และในไม่ช้า…
มันก็ส่งเสียง
“ก-กล้าดียังไง…”
ขนแทบทุกเส้นบนร่างกายของผมลุกชันทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ทั้งทุ้มต่ำและสั่นพร่าราวกับกำลังคำราม
แอ๊ดดด แอ๊ดดด!
หน้าต่างที่อยู่ห่างไกลเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด บานพับเหวี่ยงไปมาหน้าหลัง ผมลืมตาขึ้น เห็นชายบิดเบี้ยววางนิ้วลงบนผนัง ลากมันไปตามบรรทัดของบทกวี
“ใครกัน… ที่กล้า… ทำ”
ผมแทบจะสัมผัสได้ถึงแรงโทสะจากน้ำเสียงของมัน
อีกทั้งเสียงยังชัดเจนมากเสียจนผมได้ยินเต็มสองหู
แต่จะชัดหรือไม่ชัด ก็ไม่ได้สำคัญสำหรับผมอีกต่อไป
‘มันพูดแล้ว! ในที่สุดมันก็พูดด้วยเสียงของตัวเองสักที!’
ผมจบเกมได้เลยในตอนนี้!
หากสมมติฐานของผมถูกต้อง ถ้าอย่างนั้นในจังหวะนี้ ผมสามารถแสดงตัวต่อหน้าชายบิดเบี้ยวได้เลยว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เพื่อยุติเกมอันเบี้ยวบิดของมัน
ผมชนะเกมนี้แล้ว
ผมชนะชายบิดเบี้ยวแล้ว
ผม—
‘ไม่หรอก ฉันยังไม่ชนะ’
ผมชะงักอยู่สองสามวินาทีหลังจากนั้น ดวงตาจ้องมองเงาที่กำลังจางหายไปจากตรงหน้าเมื่อแสงจันทร์ลับลาและภายในห้องหวนคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้งหนึ่ง
‘…จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเสียงของมันจริง ๆ น่ะ?’
นี่มัน…
ถ้าเกิดว่านี่เป็นกับดักอีกชั้นที่ชายบิดเบี้ยววางเอาไว้ล่ะ?
‘ความผิดปกติตัวนี้ไม่ได้โง่ ถึงมันจะคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่ฉันมั่นใจว่ามันต้องรู้สึกตงิด ๆ ตอนที่สัมผัสได้ถึงมิเรลล์กับดรีมวอล์กเกอร์แน่นอน และถึงมันจะรู้ว่าพวกนั้นไม่ใช่มนุษย์ มันก็น่าจะยังคิดว่ามีอะไรสักอย่างผิดปกติอยู่ เลยจงใจล่อให้ฉันพูดโดยการแกล้งเผย ‘จุดอ่อน’ ออกมา ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เสียงของตัวมันเองด้วยซ้ำ’
บางทีผมอาจจะคิดมากเกินไปเอง แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้ว่าชายบิดเบี้ยวมันฉลาดพอที่จะคิดแผนอะไรทำนองนี้ออกมาได้
ไม่สิ อันที่จริง…
ผมเชื่อว่ามันจงใจเล่นแง่แบบนี้เลยแหละ
“ยอมรับ ไม่ได้”
เสียงคำรามทุ้มต่ำของชายบิดเบี้ยวดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มันเลื่อนนิ้วมือทาบทับผนัง ดวงตาจับจ้องบรรทัดสุดท้ายที่ขาดหายไป
ร่างกายผอมโย่งของมันเคลื่อนไปข้างหน้ากลายเป็นปรากฏอยู่ข้าง ๆ ตัวผมแทน ผมกลั้นลมหายใจทันทีด้วยความหวาดกลัวว่าจะส่งเสียงใด ๆ ออกมา
ทว่า..
ตึก… ตัก! ตึก… ตัก!
ถึงจะควบคุมลมหายใจได้ แต่ไม่ใช่กับหัวใจ
มันรัวสนั่นเป็นจังหวะกลองภายในหัว ดังมากจนผมหวาดหวั่นชั่วขณะว่าชายบิดเบี้ยวจะได้ยิน
รวมถึงท้องไส้ของผมเองก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ปั่นป่วนบางสิ่งบางอย่างให้ตีตื้นขึ้นมาถึงลำคอ
‘ไม่เอานะ ไม่ใช่ตอนนี้สิ ขออีกแค่นิดเดียว อดทนไว้…’
ผมจำต้องกัดริมฝีปากอย่างแรงจนเลือดออกเพื่อให้ตัวเองกลับมาสงบนิ่ง
สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือการยืนหยัดท่ามกลางความเงียบงัน
รอคอยให้ชายบิดเบี้ยวพลาดพลั้ง
นี่เป็นเกมวัดความอดทน ระหว่างผมกับมัน
ใครจะเป็นฝ่ายพลาดก่อน?
ใครจะ—
“ใครมัน… กล้า… เขียน… สิ่งนี้?”
“…..!”
ผมสัมผัสได้ แม้จะนิดเดียว แต่ผมก็สัมผัสได้แล้ว! โทนเสียงของชายบิดเบี้ยวเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันผสมผสานระหว่างเสียงคำรามทุ้มต่ำกับอีกเสียงหนึ่งที่ฟังดูมีน้ำหนักมากกว่า แต่ก็น่าขนลุกเช่นเดียวกัน
‘มันโกรธ’
ใช่แล้ว ผมสัมผัสได้ถึงความโกรธในน้ำเสียงของมัน
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มันเริ่มพลาด
ความโกรธเกรี้ยวเข้าครอบงำความเยือกเย็น จนในท้ายที่สุด เสียงแท้จริงของมันก็เริ่มเล็ดลอดออกมา
“กล้าดี… ยังไง พวกมัน ล้อ… ฉันแบบนี้?”
เสียงดั้งเดิมของมันเริ่มหลุดออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นจังหวะที่ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจในแผนการและไอเดียของตัวเอง
กุญแจสำคัญในการเคลียร์ฉากนี้คือ เสียงของมัน
ผมจึงจัดการยั่วโมโหจนมันยอมคายเสียงที่แท้จริงออกมา
‘ฉันต้องรอ อีกแค่นิดเดียว’
นิ้วเท้างอตัว ริมฝีปากสั่นระริก ผมอยากพูดใจจะขาด แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่าต้องนิ่งเข้าไว้ ผมจะรีบร้อนไม่ได้
ผมต้องได้ยินมันพูดเป็นประโยคเต็ม ๆ ด้วยเสียงของมันเอง
ผมต้องให้ชายบิดเบี้ยวลดการระวังตัวลงอย่างสมบูรณ์
‘อีกไม่นาน มันน่าจะอีกไม่นาน’
..และช่วงเวลานั้นมาเยือนหลังจากนั้นไม่นานจริง ๆ
“ฉันน่าจะฆ่าพวกมันซะ!”
ปัง!
ชายบิดเบี้ยวเอนหลังและตวัดมือลงไป ฝากฝังรอยเล็บไว้ทั่วผนังราวกับพยายามจะลบล้างบทกลอนให้สาบสูญ
“ฉันจะฆ่าพวกมัน!”
ความเดือดดาลในน้ำเสียงของมันชัดเจนมาก มันเงื้อมือขึ้นหมายจะตะปบลงบนผนังอีกครั้งหนึ่ง แต่ช่วงวินาทีนั้นเอง ผมเปิดปากพูดในตอนท้าย
“ฉันจะ—”
“แกจะอะไรนะ?”
ชายบิดเบี้ยวแข็งค้างอยู่กับที่ ทั่วทั้งร่างกายของมันแข็งทื่อสนิทราวกับรูปปั้น
ท้ายที่สุด มันก็หันศีรษะมาทางผม ประจันหน้ากับผมโดยตรง
ผมรู้สึกหนาวสั่นเมื่อสบสายตากับมัน ทว่าตัวผมไม่ไหวติง
ปากเผยอขึ้นอีกครั้ง ผมมองไปที่ผนังและเอ่ยคำพูดออกมา
“เสียงของแก มันนับด้วยไม่ใช่รึไง?”
ผมยกมือปิดริมฝีปากเพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้
“…เกมบิดเบี้ยวของแกน่ะ ฉันชนะแล้วใช่ไหมล่ะ?”