นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #122 : หลังจากนั้น [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #122 : หลังจากนั้น [2]
“ผมเริ่มรู้ตัวว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติตอนที่ไคล์กับคนอื่น ๆ ทิ้งผมไว้ในบ้านคนเดียวครับ ผมจำได้ว่าตอนนั้นแสงพระจันทร์มันแวบเข้ามา แล้วเงาใหญ่ ๆ ก็โผล่ตรงหน้า ผมก็เลยยืนนิ่งไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนนั้นผมคิดว่าไม่รอดแน่ เพราะดูจากแรงของผมเองแล้ว ผมไม่มีทางเอาชนะสิ่งนั้นได้เลยครับ”
ห้องขนาดเล็กแห่งหนึ่งมีคนสองคนนั่งเผชิญหน้ากันผ่านโต๊ะโลหะ ภายในห้องนั้นค่อนข้างเรียบง่าย นอกจากโคมไฟด้านบนที่ส่องแสงสีขาวลงมาเบื้องล่าง พร้อมด้วยโต๊ะโลหะและเก้าอี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกเลยในห้องนี้
“…แต่ในช่วงที่สิ้นหวังอยู่ ผมก็สังเกตเห็นอย่างหนึ่งครับ มอนตัวนั้น… หรือจะเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้แหละ มันกินเสียงครับ ตราบใดที่ผมทำตัวไม่ให้มีเสียง ความผิดปกติก็จะไม่โจมตีผม”
ขณะนี้ เซธกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าหัวหน้าแผนก อธิบายทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นภายในรอยแยก
เขาไม่ใช่คนเดียวที่ถูกสอบสวน
คนอื่น ๆ ก็ถูกเรียกตัวเช่นกัน โดยแต่ละคนจะถูกพาตัวไปยังห้องที่ต่างกัน
ไม่มีใครเจอปัญหาหรือเรื่องร้าย ๆ อะไรทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นแค่ขั้นตอนมาตรฐานของกิลด์เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่าเจ้าหน้าที่ไม่มีความเสียหายทางร่างกายหรือจิตใจหลังจากที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจสะเทือนขวัญ
นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยให้กิลด์สามารถติดตามสถานการณ์และทำความเข้าใจว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างได้อีกด้วย
“สรุปแล้ว คุณรู้ว่าความผิดปกติมันล่าผ่านเสียงเพราะสังเกตแค่นั้นน่ะเหรอ?”
หัวหน้าแผนกที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามเซธ ทำการจดบันทึกอยู่พักหนึ่ง ลิ้นของเขาดุนริมฝีปากล่างไปพลาง ๆ
หลังจากจดบันทึกเสร็จ เขาก็ส่งสัญญาณให้เซธเล่าต่อ
“เล่าส่วนที่เหลือมา”
เซธให้ความร่วมมือ โดยเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นถัดจากนั้นไม่นาน
ตั้งแต่ที่ความผิดปกติเริ่มใช้เสียงล่อลวงเขา
ตั้งแต่ที่มันพยายามหลอกล่อให้เขาทำเสียงออกมาหลายต่อหลายครั้ง
ตั้งแต่ที่มันพยายามส่งซากศพประหลาด ๆ เข้ามาโจมตี ทำให้เขาต้องป้องกันตัวเองและเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
“เดี๋ยวนะ คุณจัดการพวกมันได้ด้วยแค่มีดเล่มเดียวงั้นเหรอ?”
“….พวกมันไม่ได้เก่งมากครับ ผมเชื่อว่าเป้าหมายของมันคือแค่ทำให้ผมพูดออกมาน่ะครับ”
“เข้าใจแล้ว”
หัวหน้าแผนกไม่ได้ติดใจตรงส่วนนี้มากนัก เพราะมันฟังดูเหมือนจะเป็นแผนหลอกให้เหยื่อขวัญเสียตามที่ว่าไว้จริง ๆ
เขาเขียนเพิ่มอีกประเด็นหนึ่งลงไปในสมุดบันทึกของตัวเอง
เซธเล่าเหตุการณ์ส่วนอื่นต่อ ทั้งตอนที่ไคล์กับคนอื่น ๆ มาถึง ทั้งความจริงที่ว่ามันเป็นแผนลวงมาตั้งแต่ต้น และสาเหตุที่พวกซากศพปรากฏตัวก็เพื่อต้องการให้ไคล์กับคนอื่น ๆ กลับมาและทำให้เขาพูด
ไปจนถึงเรื่องบทกลอนบนผนัง และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา
เซธเล่าทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง เขาพยายามเล่าให้มันมีความสอดคล้องกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะรู้ว่ามีพยานคนอื่น ๆ อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ตั้งแต่การสังเกตไปจนถึงกระบวนการคิดตลอดทั้งสถานการณ์ เขาไม่ได้เล่าอะไรตกหล่นเลย
มีเนื้อหาเพียงช่วงเดียวที่เขาปรับเปลี่ยน นั่นคือช่วงที่เขาอยู่ตัวคนเดียว
“ตอนที่ความผิดปกติขึ้นบันไดไล่ตามไคล์กับคนอื่น มันยังอยู่ที่ชั้นสองครับ พอไคล์ยกเลิกโหนดจนผมตื่นอีกครั้ง ผมก็เดินไปที่ผนังแล้วเริ่มสลักบรรทัดใหม่ แต่น่าเสียดายที่ผมแต่งไม่จบเพราะมันดันมาถึงก่อนน่ะครับ”
“แล้ว…?”
“แค่นั้นก็พอแล้วครับ” เซธตอบกลับ ใบหน้าก้มลงราวกับตกอยู่ในห้วงความนึกคิด “…สุดท้าย ความผิดปกติมันก็โกรธจนใช้เสียงจริง ๆ ของมันเอง นั่นเป็นตอนที่ผมรู้ว่าเกมจบแล้ว ผมเลยหนีออกมาได้ครับ”
ความเงียบงันชั่วครู่หนึ่งตามมาหลังจากคำพูดของเซธ มือของหัวหน้าแผนกชะงักงัน ปลายปากกาลอยนิ่งอยู่เหนือกระดาษ
เขาประมวลผลคำพูดเหล่านั้นอย่างเงียบเชียบก่อนจะพยักหน้า
“มีอะไรอย่างอื่นที่อยากจะบอกผมอีกไหม?”
“…ไม่มีครับ”
“โอเค”
หัวหน้าแผนกวางปากกาลงบนโต๊ะและพยักหน้าให้
“คุณไปได้แล้วล่ะ ขอบคุณที่เล่าทุกอย่างให้ฟังนะ”
“รับทราบครับ”
เซธลุกขึ้นและเดินตรงไปทางประตูทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
‘ไม่คิดจะอยู่ต่อสักวิเลยแฮะ’
ความกระตือรือร้นที่อยากจะออกไปของเซธนั้นชัดเจนจนสังเกตเห็นได้ หัวหน้าแผนกจึงยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา ถึงอย่างนั้น เขาก็เข้าใจว่าทำไมเซธถึงเป็นแบบนั้น เลยได้แต่ส่ายศีรษะไปมา
มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ล่ะนะ
ขณะที่มองดูเซธเปิดประตูและจากไปนั้น หัวหน้าแผนกยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาจดจ้องกระดาษตรงหน้าตัวเอง
ภายในเต็มไปด้วยบันทึกย่อมากมาย ซึ่งเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับทุกอย่างที่เซธเล่าให้เขาฟัง
และ…
“อย่างที่คิด…”
หัวหน้าแผนกวางกระดาษลงบนโต๊ะ มือของเขาค่อย ๆ กำเป็นหมัด
“ฉันโคตรของโคตรจะอยากได้ตัวเขาเลย”
ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้ประเมินเซธผิดพลาด
เซธมีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดที่ทางกิลด์ขาดไม่ได้จริง ๆ
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขายังไม่มั่นใจเต็มร้อยหรอก แต่พอได้เห็นกระบวนการคิดของเซธในการหนีออกจากสถานการณ์แล้ว หัวหน้าแผนกก็แทบจะหักห้ามใจตัวเองไม่ไหว ใจจริงเขาอยากจะบังคับให้เซธมาเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของกิลด์เสียเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
แต่น่าเสียดายที่การทำแบบนั้นอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
‘ถ้าฉันอยากให้เขามาร่วมกิลด์ในฐานะเจ้าหน้าที่เต็มตัว ฉันต้องทำค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ต้องเตรียมสิ่งจูงใจให้มากพอที่จะทำให้เขายอมเปลี่ยนใจด้วย’
เซธเป็นคนที่มีพรสวรรค์ คนแบบนี้นี่แหละที่จำเป็นสำหรับกิลด์
หากได้รับการฟูมฟักอย่างเหมาะสม เซธจะสามารถก้าวขึ้นมาแทนตำแหน่งของเขาได้ในเวลาไม่นานแน่นอน หัวหน้าแผนกมั่นใจในเรื่องนี้
เพราะเขาไม่เคยพลาดเรื่องการมองคน
ตื๊ดดด—
หัวหน้าแผนกวนเวียนอยู่ในความคิดจนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าโทรศัพท์ของตัวเองส่งเสียงออกมา กว่าจะรู้ตัวอีกที มันก็ดังไปตั้งหลายครั้งแล้ว
“หืม?”
ฝ่ามือหยิบมันขึ้นมาเช็กว่าใครโทรมา เส้นคิ้วยกตัวขึ้น
เขากดรับสายอย่างรวดเร็ว
“มีอะไร?”
เสียงของหัวหน้าทีมสะท้อนตามมาติด ๆ
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและฟังดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องร้ายแรง
— หน่วยช่วยเหลือ… เพิ่งกลับมาครับ
“แล้ว…?”
— ไม่มีผู้รอดชีวิตเลยครับ สมาชิกที่เหลือกลายเป็นมัมมี่ไปหมดแล้ว และพวกเราก็เจอชายบิดเบี้ยวด้วยครับ เหมือนเขาจะยืนจ้องกลอนอันหนึ่งนิ่ง ๆ อยู่น่ะ
“กลอนงั้นเหรอ?”
ทันใดนั้น หัวหน้าแผนกก็นึกถึงบทสนทนากับเซธเมื่อสักครู่ขึ้นมาได้และรีบเอ่ยถาม “ได้ถ่ายรูปกลอนนั่นเอาไว้ไหม? ส่งมาให้ฉันหน่อย”
— พวกเราถ่ายไว้อยู่ครับ ผมจะส่งให้เดี๋ยวนี้แหละ
ไม่กี่วินาทีต่อมา โทรศัพท์ของหัวหน้าแผนกก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับรูปภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
เขากดเปิดรูปนั้นโดยไม่ลังเล ก่อนจะวางสายตาลงบนบทกวี
เท่าที่เขารู้มา เซธได้เพิ่มข้อความบางอย่างลงไปในตอนท้ายเพื่อยั่วโมโหชายบิดเบี้ยว เขาจึงอยากรู้ว่ามันคืออะไร
เซธเขียนอะไรลงไปถึงทำให้ความผิดปกติระดับนั้นหัวเสียได้?
และแล้ว—
เขาก็ได้เห็นมัน
“ฮ-ฮะ”
หัวหน้าแผนกยกมือขึ้นปิดปาก เขาแทบจะกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ในขณะที่จ้องมองบทกลอนวรรคสุดท้าย
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้จบสมบูรณ์ แต่เขาก็พอเข้าใจความหมายของมันไม่มากก็น้อย
และในไม่ช้า เมื่ออ่านบทกวีทั้งหมดจนจบ เขาก็ไม่สามารถอดกลั้นยิ้มได้อีกต่อไป
“เป็นวรรคสุดท้ายที่เหมาะเจาะจริง ๆ เลยนะ…”
อย่าส่งเสียง ติ๊กต่อก ฟังอย่างเดียว
ชายบิดเบี้ยว จะเดินเคียง เข้าคืบคลาน
เขากลืนกิน ไล่ตาม เสียงกังวาน
เขาดื่มทาน เสียงครวญคราญ กระหายหิว
เริ่มจากเงา ทาบทับ ไปลับหลัง
เสียงผุพัง สั่นดัง จากเรียวนิ้ว
หนึ่งคำขาน ปรากฏ เขาลอยพลิ้ว
เสียงปลิดปลิว กรีดร้อง เขาเข้าใกล้
ชายชอบเล่น เกมกล วิปลาส
เสียงเขาอาจ เปลี่ยนแปลง แต่กายไม่
จงระวัง เสียงเพรียก เขาเรียกได้
กัดลิ้นไว้ ข่มกลั้น อัสสุหลาก
ก่อนสุ้มเสียง สุดท้ายแปร เป็นคำลวง
เจ้ารู้ล่วง ชายบิดเบี้ยว มิเคยจาก…
เว้นเสียว่า ยอมฝัง เสียงเจ้าฝาก
ให้เขาพราก แด่เกม วิปริต
ช่างน่าอาย สดับเสียง เพียงจิตเดียว
ชายบิดเบี้ยว ในนิทาน อันเบี้ยวบิด
พ่ายเกมตน สูญตัว ดั่งลิขิต
กลอนต้นฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลไทย
T/L: ตอนแปลก็แอบขัดใจหน่อย ๆ ค่ะที่แต่งให้ลงท้ายด้วย เอย ไม่ได้ แต่เซธแต่งไม่จบนี่เนอะ เพราะงั้นวรรคสุดท้ายที่ขาดไปก็เป็นหน้าที่ของจินตนาการผู้อ่านแล้วกันค่ะ 5555 จริง ๆ ตอนแรกเรากะว่าจะแปลกลอนตรง ๆ เลยด้วยซ้ำค่ะ แต่คิดไปคิดมา ไหน ๆ ก็แปลเนื้อหาเป็นไทยแล้ว กลอนก็จัดให้ไทยไปด้วยเลยดีกว่า…
ปล. ช่องสปอยล์เป็นกลอนต้นฉบับ+คำแปลนะคะ เพราะกลอนไทยครอบคลุมเนื้อความได้ไม่เป๊ะ 100% เนื่องจากติดข้อจำกัดเรื่องคำศัพท์กับฉันทลักษณ์กลอนแปด และก็น่าจะติดเรื่องความสามารถของคนแปลด้วย…
เซธมันเก่งมากจริง ๆ แกแต่งกลอนในสถานการณ์แบบนั้นได้ยังไงเนี่ย ขนาดฉันนั่งอยู่เฉย ๆ ยังใช้เวลาแปลกลอนแกเป็นชั่วโมง ถถถถถ