นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #141 : ชุมทางเอลเดอร์เกลน [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #141 : ชุมทางเอลเดอร์เกลน [2]
รถไฟสูงเด่นเลยส่วนสูงของผมอย่างกับหอคอย โครงสร้างโลหะมหึมาสีดำของมันกลมกลืนไปกับความมืดมิดรอบข้าง
ตอนแรกผมมองไม่เห็นเพราะมันตั้งอยู่ห่างจากรางหลักและซุกซ่อนหลังชานชาลาแห่งหนึ่ง ดูเหมือนเป็นแนวกำแพงไกล ๆ แต่เมื่อผมส่องไฟไปที่มัน ทุกอย่างก็กระจ่างชัด
นี่คือรถไฟที่ผมกำลังตามหา
‘เอาไงต่อดี…?’
ผมเจอรถไฟแล้ว แต่ขั้นตอนต่อไปล่ะ?
ดวงตากวาดสำรวจพื้นที่เพื่อค้นหาอะไรก็ตามที่อาจจะเป็นเบาะแส แต่กลับไม่พบอะไรเลย ขบวนรถไฟดูทรงจะถูกทิ้งร้างไปแล้วโดยสมบูรณ์
ผมหยิบรูปถ่ายออกมา ถึงขั้นเดินไปไกลจนถึงตำแหน่งเดียวกับในนั้นเพื่อดูว่าจะหาอะไรเจอบ้างไหม แต่มันก็ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ
‘…ต้องมีบันทึกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับรถไฟนี้สิ แบบสถานีที่มันเคยไปในอดีต หรือให้บริการมานานแค่ไหนแล้ว’
ผมลองมองหาคำตอบเทือก ๆ นั้นในอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่พบอะไรเช่นเดียวกัน
ถึงขั้นลองสวมแว่นตาดูก็แล้ว ทว่า…
ไม่มีอะไรเลย
ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ
ไม่มีอะไรให้ผมเห็นทั้งนั้น
‘ฉันเดาผิดงั้นเหรอ?’
ดูทรงก็ออกจะเป็นกรณีนั้นอยู่นะ
ผมรู้สึกค่อนข้างมืดแปดด้านกับสถานการณ์จึงหยุดครุ่นคิดไปชั่วครู่ กระทั่งท้ายที่สุด ผมก็ชะเง้อคอจ้องมองโครงสร้างมหึมาตรงหน้าตัวเอง และตัดสินใจเข้าไปในรถไฟ
บางทีอาจจะเจอเบาะแสข้างในนั้น…
โชคดีที่การขึ้นรถไฟไม่ใช่เรื่องยากลำบากเพราะประตูไม่ได้ล็อก หลังจากดึงแรง ๆ ครั้งหนึ่ง มันก็เปิดกว้างพร้อมด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันแผ่วเบา
เมื่อก้าวเข้ามาในรถไฟ ผมก็มองไปรอบโดยรอบ
เก้าอี้เรียงรายเป็นแถวสองฝั่ง พวกมันทำจากผ้าเนื้อนุ่มขึงบนโครงไม้ ทั้งหมดล้วนหันหน้าเข้าหากัน ผืนพรมเก่าและสกปรกครอบคลุมพื้นซึ่งกำลังดูดซับเสียงฝีเท้าของผม หน้าต่างทั้งสองด้านขุ่นมัวไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรกจนแทบจะมองผ่านมันไม่ได้
ผมเดินไปทั่วสถานที่แห่งนี้แบบไม่รีบร้อน ตรวจสอบทุกซอกทุกมุมภายในนั้น
คาดหวังว่าจะได้เจอเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ แต่…
“ไม่มีอะไรเลย”
ผมไม่พบสิ่งใดที่พอจะช่วยในการสืบสวนได้เลย และในความพยายามครั้งสุดท้าย ผมหยิบแว่นตาออกมาสวม
ความหนาวเย็นรอบกายดูเหมือนจะล้ำลึกและจมตัวลงสู่ผิวหนังยิ่งกว่าเดิม สายตาพิเคราะห์พื้นที่อีกครั้ง
ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักตอนสวมมัน ว่ากันตามตรงคือ ผมแค่พยายามคว้าฟางเส้นสุดท้ายอยู่น่ะ
แต่แล้ว—
“หือ?”
ผมก็เห็นมัน
บรรดารอยเท้าเปล่งแสงจาง ๆ ภายใต้แสงสีน้ำเงินจากแว่นตา พวกมันนำทางไปข้างหน้าสู่ตู้โดยสารอื่น ผมไล่สายตามองตามร่องรอย จนกระทั่งพวกมันหยุดอยู่ที่ประตูกั้นระหว่างตู้โดยสารนี้กับตู้ถัดไป
ผมเลียริมฝีปากอันแห้งผากและก้าวไปข้างหน้า ตามรอยเท้าเรืองแสงเหล่านั้น ความรู้สึกจุกแน่นก่อตัวขึ้นภายในทรวงอกเมื่อมาถึงประตูตู้โดยสาร
ผมหายใจอย่างเชื่องช้า ใช้มือดึงมันเปิดออก เผยให้เห็นตู้โดยสารที่ดูคุ้นตา
แคล้ง!
ตู้โดยสารนี้คล้ายคลึงกับอีกตู้หนึ่งที่ผมเพิ่งจากมาทุกประการ รอยเท้าเรืองแสงยังคงทอดยาวไปตามทางเดินคับแคบ นำตรงไปจนถึงสุดปลายตู้ ซึ่งพวกมันหยุดอยู่ข้าง ๆ ที่นั่งตัวหนึ่ง
ผมอยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็นว่ามันนำไปสู่สิ่งใด แต่ในวินาทีนั้นก็รู้ด้วยว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหามันอยู่ตรงนั้น
ลำคอของผมแห้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่หายใจและก้าวเดินหน้าตามแนวรอยเท้า
ยิ่งเข้าใกล้จุดนั้นมากเท่าไหร่ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกก็ยิ่งทวีความรุนแรง ถึงอย่างนั้นเท้าก็ยังคงก้าวเดิน ผมต้องเดินหน้าต่อไป
ผมรู้ว่าตัวเองค้นพบบางสิ่งบางอย่างเข้าให้แล้ว และผมก็จำเป็นต้องดูให้สุด
ในขณะที่ผมมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ห่างไกล มันก็รู้สึกเสมือนพื้นที่ตรงหน้าตัวเองกำลังยืดออก ทางเดินดูเหมือนจะยาวขึ้นทุก ๆ ย่างก้าว ราวกับรถไฟกำลังบิดเบี้ยวเพื่อขัดขวางไม่ให้ผมไปถึงจุดหมาย
แต่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งหมดนี่ก็แค่หลอนไปเอง
ไม่นานนัก ผมก็มาถึงจุดหมายและหยุดนิ่ง
“…..”
ศีรษะค่อย ๆ หันไปไล่สายตาตามรอยเท้า จนกระทั่งพวกมันหยุดอยู่ตรงรอยแยกจุดหนึ่ง
ใช่เลย…
รอยแยกนี้มันช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน อย่างกับอันกับที่ผมเคยเห็นมือยื่นออกมาเลย
เปรี๊ยะ!
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแตกหักโทนแหลมดังก้องไปทั่วตู้โดยสาร ผมตระหนักได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงรีบถอยหลังออกมาและถอดแว่นตาออก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมได้เห็นพื้นที่ด้านหน้าแยกตัวออกจากกัน เผยให้เห็นช่องว่างขนาดมหึมาต่อหน้าต่อตา
“เ-เหวอ”
เมื่อมองเข้าไปข้างใน ผมก็เห็นเค้าโครงของศพหลายร่าง ฝ่ามือยกขึ้นปิดปากตัวเอง
‘สถานการณ์แบบนี้…’
มันเหมือนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ไม่มีผิดเพี้ยน
….อีกทั้งผมก็เข้าใจแล้วด้วยว่า นี่คงจะเป็นเป้าหมายหลักของเควสต์
‘ฉันพอจะเดาได้อยู่หรอกว่า ถ้าอยากจะเคลียร์เควสต์ก็ต้องเข้าไปในนั้น’
ผมขบริมฝีปาก พลางจ้องมองรอยแยกโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่กล้ามเนื้อมัดเดียว
หากนี่เป็นรอยแยกแบบเดียวกับคราวก่อน มันก็มีความเป็นไปได้ว่าภายในนั้นจะมีชายบิดเบี้ยวอีกตัว… ผมไม่อยากไปเลยจริง ๆ
ประสบการณ์แค่ครั้งเดียวก็เลวร้ายเกินพอแล้ว
‘ฉันรู้วิธีจัดการมันก็จริง แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าชายบิดเบี้ยวแต่ละตัวจะไม่แตกต่างกัน? ไม่สิ นี่มัน… ฉันว่าความเสี่ยงมันไม่คุ้มกับรางวัลนะ’
ผมเกือบจะเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองถอนตัวออกจากสถานการณ์แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อคิดเกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างที่เคยคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ผมก็หยิบแล็ปท็อปออกมาจากกระเป๋าและเปิดแอปขึ้นมา รอมันโหลดช่องแชตเสร็จแล้วจึงเริ่มพิมพ์
[นี่เป็นส่วนหนึ่งของเควสต์ใช่ไหม?]
รอบนี้ผมไม่ต้องรอนานก็ได้รับคำตอบ
[ใช่]
‘ใช่ โอเค…’
มันเป็นการยืนยันแล้วว่าความคิดก่อนหน้านี้ของผมถูกต้อง นี่คือส่วนหนึ่งของเควสต์ ซึ่งหมายความว่ามันอยู่ในขอบเขตความสามารถของผม
แต่เควสต์คราวก่อนก็คิดแบบนั้นแหละ
แล้วสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ผมเกือบจะรู้สึกเหมือนโดนหลอกเลย
[มีชายบิดเบี้ยวอยู่ข้างในไหม?]
[…..]
ไม่มีคำตอบกลับ
ผมเกาข้างแก้มแกรก ๆ
จังหวะนี้มันโคตรจะทุกข์ใจ ผมไม่อยากไป แบบไม่อยากไปเลยจริง ๆ
ทว่าผมต้องไปอยู่ดี
ผมตัดสินใจเอาไว้นานแล้ว เพียงแต่ความไม่มั่นใจในตัวเองพยายามฉุดรั้งไม่ให้ผมไป แต่ผมจำเป็นต้องไป
‘ฉันต้องไป’
นี่ก็เพื่อตัวผมเอง
เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อเรียนรู้ที่จะขี้ขลาดให้น้อยลง เพื่อรักษาโรคของตัวเอง เพื่อที่จะนิ่งเฉยให้น้อยลง
ทั้งหมดนี้ช่วยให้ผมมีการพัฒนา
นี่คือสาเหตุที่ผมคิดว่าต้องไป แต่เพียงเพราะผมกะว่าจะไปนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะพรวดพราดเข้าไปทันที
ผมวางแผนไว้ว่าจะเตรียมการสักสองสามอย่างก่อนเข้าไปข้างใน
“ตอนนี้ก็มีตังค์แล้ว งั้นเอามาซื้อไอเทมที่พอมีประโยชน์ในที่ประหลาดนั่นดีกว่า อาจจะเป็นพวกไอเทมเอาไว้หนีอะไรทำนองนั้น”
จำนวน SP ที่ผมมีอยู่นั้นค่อนข้างเหลือเฟือ
ผมจึงไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหนหากเอาเงินบางส่วนมาลงทุนกับไอเทมที่ช่วยชีวิตตัวเอง
ความคิดที่จะซื้อไอเทมใหม่ทำให้ผมตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีอย่างอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า
“เขาอยู่ไหน… อยู่ไหนนะ… อยู่ไหน…”
นิ้วมือเลื่อนดูรายชื่อผู้ติดต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เบอร์หนึ่ง
“อันนี้นี่แหละ”
ผมแน่ใจเมื่อเห็นชื่อ [ไอ้เวรน่ารำคาญ] ในรายชื่อผู้ติดต่อ มันไม่ใช่ไคล์หรือไมล์ส
แต่เป็นหัวหน้าแผนก
ผมกดเบอร์นั้นโดยไม่ลังเลและเริ่มพิมพ์ข้อความ
[อันนี้เป็นตำแหน่งของผมครับ มารับตัวผมแบบด่วนที่สุดทีนะครับ]
T/L: ช่วงนี้ที่แปลอืด ๆ แบบเต่าคลานนี่คือไม่ใช่อะไรนะคะ อากาศประเทศไทยมันร้อนเกินต้านไปหน่อยน่ะค่ะ… เหมือนได้นั่งแปลอยู่ในนรกยังไงยังงั้นเลย