นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #145 : ความจริงอันน่าสะพรึง [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #145 : ความจริงอันน่าสะพรึง [2]
‘เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงไปข้างหน้าไม่ได้…?’
ฝ่ามือกดด้านหน้าแล้วสัมผัสได้ถึงพื้นผิวเรียบเนียนแต่กลับมองไม่เห็น ความคิดหยุดชะงักชั่วคราว
ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และก็ไม่มีไอเดียด้วยว่าพื้นผิวล่องหนแปลก ๆ ตรงหน้านี้คืออะไร สิ่งเดียวที่ผมรู้คือทุกอย่างมันกำลังดำเนินไปในรูปแบบเดียวกับในเทปไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองหญิงชราเบื้องหน้า ความเข้าใจชวนให้กายหนาวเหน็บก็คืบคลานเข้ามา
‘ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่ธรรมดา นี่… นี่ต้องเป็นฝีมือของเธอแน่ ๆ อาจจะเป็นสกิลที่กั้นไม่ให้ใครออกไปได้…’
“ดิ้นรนไปก็… ไม่มีประโยชน์หรอก”
เสียงของหญิงชรากระซิบกระซาบกลางอากาศอีกครั้งหนึ่ง ตะเกียงโลหะในมือของเธอแกว่งไกวด้านหน้า ทำให้เงาโดยรอบยืดหดไปมาเป็นรูปแบบซ้ำเดิม
“…เธอโดนขังอยู่ที่นี่แล้ว ยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น”
สิ้นคำพูดของเธอ วงกลมใต้เท้าผมก็สว่างวาบขึ้นส่องสว่างไปทั่วบริเวณ พร้อมกับอุณหภูมิที่อบอ้าวขึ้นอย่างฉับพลันจนตัวผมเริ่มเหงื่อท่วม
แถมผมยังเริ่มรู้สึกคันยุบยิบเดี๋ยวนั้นอีกด้วย
‘เชี่ย เชี่ย เชี่ย…!’
ผมเคยเห็นในวิดีโอนั่นแล้ว จึงรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ท้องไส้ของผมเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขณะจ้องมองหญิงชราผู้ยืนอยู่ปลายสุดอีกฟากฝั่ง
กระเพราะบิดเกลียวเมื่อสายตาสบเข้ากับหญิงชรา ใบหน้าของเธอบูดเบี้ยวพลางเริ่มฮึมฮัมเป็นจังหวะประหลาดที่ขาดช่วง คำพูดของเธอฟังไม่เป็นภาษา ทว่าแต่ละพยางค์กลับกรีดลึกราวกับเล็บขูดกระดูกสันหลัง
“ซัล อัม ทาร์ อัลม์ โอเร็ค ซัน…”
อุณหภูมิสูงขึ้น หยาดเหงื่อก่อตัวมากขึ้น และอาการคันก็รุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
‘ฉันต้องรีบออกไปจากที่นี่!’
ปัง! ปัง!
ผมพยายามทุบลงบนพื้นผิวตรงหน้า แต่ราวกับว่ามันทำมาจากวัสดุที่ทนทานเป็นพิเศษอะไรทำนองนั้น เพราะมันไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย
“หยุดขัดขืนเถอะ เด็กน้อย”
เธอหยุดสวดแล้วจ้องมองผม
“…การปฏิเสธฉันเท่ากับปฏิเสธม่านหมอก ไม่มีใครปฏิเสธม่านหมอกได้หรอก มันเห็นทุกอย่าง มันรู้สึกถึงทุกสิ่ง และมันได้ยินทุกเรื่อง ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรอยู่ ยังไงมันก็รู้อยู่ดี”
อะไรนะ…?
‘เธอพูดเรื่องอะไรเนี่ย?’
ฟังจากคำพูดของเธอแล้ว ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร
เนื้อความดูเหมือนจะเกี่ยวกับม่านหมอก… แต่ม่านหมอกอะไรล่ะ? เธอหมายถึงหมอกประหลาดที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าและล้อมรอบเกาะต่าง ๆ หรือว่าเธอหมายถึงหมอกอื่น?
‘เป็นไปได้สูงว่าเธอหมายถึงหมอกรอบเกาะ แต่จากคำพูดของเธอ มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอจะคิดว่าหมอกนั่นเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ’
หรือว่ามันเป็น…?
พอมาลองคิดดูแล้ว ในโลกนี้ก็มีความผิดปกติตั้งสารพัดประเภท
มันคงไม่น่าแปลกใจสำหรับผมเท่าไหร่ถ้าม่านหมอกกำเนิดขึ้นมาจากความผิดปกติ หรือไม่ก็เป็นความผิดปกติเสียเอง แต่จากการค้นคว้าทั้งหมดในอดีต ผมไม่เคยเจอข้อมูลอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
หรือว่ามันจะเป็นข้อมูลลับเฉพาะ?
‘…หรือไม่ก็ยายแกแค่บ้าเฉย ๆ’
มองจากสภาพของเธอแล้ว ความคิดนี้ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดนะ
“การปฏิเสธพวกเราคือการปฏิเสธม่านหมอก และไม่มีใครปฏิเสธหมอกได้ มันเห็น มันรู้สึก มันได้ยิน ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรอยู่ มันรู้ทั้งหมด”
‘พวกเรา?’
ผมนึกย้อนกลับไปถึงวิดีโอบันทึกและพวกคนชุดขาว เธอหมายถึงคนพวกนั้นงั้นเหรอ?
ถ้าใช่ นี่ก็คงเป็นลัทธิประหลาดที่บูชาม่านหมอกสินะ?
‘…แล้วลัทธินี้มีความเกี่ยวโยงกับลัทธิที่วางแผนจะสังเวยมิเรลล์รึเปล่า?’
ผมปักใจเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ผมรู้เรื่องลัทธิที่กำลังเผชิญอยู่นี่น้อยเกินไปจนไม่สามารถฟันธงได้
‘แล้วถ้าใช่จริงล่ะ…? จะทำยังไงต่อ…’
ผมครุ่นคิดถึงเรื่องที่ตัวเองต้องมาพัวพันกับพวกมันเพราะมิเรลล์ แล้วความหวาดหวั่นอันเย็นยะเยือกก็จับขั้วหัวใจ เสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อโชกไม่ได้ช่วยอะไรเลย อุณหภูมิรอบข้างรังแต่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมรู้อยู่แก่ใจว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายแบบดิ่งลงเหว
ถ้าผมไม่ออกไปในเร็ว ๆ นี้ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่มีวันได้ออกไปอีกเลย
โชคดีที่ผมเตรียมการเผื่อไว้แล้ว
ขณะจ้องมองหญิงชรา หนึ่งร่างสูงโปร่งก็ปรากฏขึ้นข้างหลังเธอ ทอดเงาตระหง่านค้ำหัวโดยที่เธอไม่รู้ตัว
หรืออย่างน้อยเธอก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวในตอนแรก จนกระทั่งริมฝีปากของผู้หญิงคนนั้นโค้งงอเป็นรอยยิ้มน่าขนหัวลุก
บางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหว
รูปร่างหนึ่งปลีกตัวมาจากผนังเสมือนเนื้อหนังถลกออกจากกระดูก เริ่มจากหมวกทรงสูงสีดำ ตามมาด้วยทรวดทรงของชุดสูทเรียบกริบที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ละตารางนิ้วของร่างนั้นแผ่รังสีคุกคามอันเงียบเชียบ… เป็นรังสีที่ให้ความรู้สึกชั่วร้ายอย่างถึงที่สุด
ทว่าการปรากฏตัวอันกะทันหันของมันไม่ได้ทำให้ผมกลัว
กลับกันเลยต่างหาก มันทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาก การที่รู้ว่ามีชายบิดเบี้ยวอยู่ตรงนี้ยังน่ากลัวน้อยกว่าการที่ไม่รู้ว่ามันอยู่หรือไม่อยู่ ซึ่งในเมื่อมันปรากฏตัวออกมา ตอนนี้ผมจึงรู้แล้วและพอจะโล่งใจเล็กน้อย
อีกทั้งผมยังแอบดีใจในความระมัดระวังของตัวเอง หากก่อนหน้านี้เผลอพูดแม้แต่คำเดียว ผมคงโดนฆ่าไปแล้วเป็นแน่
‘ไม่สิ เดี๋ยวก่อนนะ’
ผมกะพริบตาช้า ๆ พลางตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
หญิงชรา… แสดงออกค่อนข้างชัดว่าไม่ได้ต้องการฆ่าผม เป้าหมายของเธอคืออย่างอื่น อะไรสักอย่างที่ชัดเจนยิ่งกว่า
สายตาจ้องมองวงกลมสีแดงที่เต้นตุบ ๆ อยู่ใต้เท้าตัวเองและนึกย้อนไปถึงวิดีโอ คำตอบพลันกระจ่างแจ้ง
หญิงชราต้องการเปลี่ยนผมให้กลายเป็นชายบิดเบี้ยว…
ผมไม่มีเวลาให้คิดมากแล้ว ทันทีที่ชายบิดเบี้ยวปรากฏตัว ผมก็เริ่มเคลื่อนไหวทันทีโดยการหยิบมีดออกมาจากกระเป๋า ในขณะเดียวกันสสารเหลวหนืดก็ครอบคลุมมือ เปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นค้อนให้ผมใช้ตะบันใส่กำแพงล่องหน
ปัง! ปัง—
ชายบิดเบี้ยวนั้นไวต่อเสียงเป็นพิเศษ
ขอแค่ล่อมันมาหาผมได้ มันก็จะปล่อยให้ดรีมวอล์กเกอร์อยู่ตามลำพัง
และแน่นอนว่าความคิดของผมได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว ชายบิดเบี้ยวเบนความสนใจมาทางผม มันก้าวเท้าไปข้างหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่คดโค้งยิ่งขึ้น
ทว่าเมื่อเห็นเช่นนั้น หญิงชรากลับไม่มีแสดงปฏิกิริยาใด ๆ
เธอคลี่ยิ้มอยู่เฉย ๆ ในขณะที่ดรีมวอล์กเกอร์โจมตีเธอจากด้านหลัง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่น่าเชื่อ
ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว และในจังหวะที่การโจมตีของดรีมวอล์กเกอร์กำลังจะถึงตัวหญิงชรา ใบหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวพร้อมกับหันหลังกลับ ส่องตะเกียงใส่หน้าดรีมวอล์กเกอร์โดยตรงจนมันหยุดนิ่งสนิททันควัน
“…..!”
“ดรีมวอล์กเกอร์งั้นเหรอ? แปลกจัง…”
เธอดูจะขำขันมากกว่าอารมณ์อื่น พลางยื่นเรียวมือราวกับคนป่วยออกไปข้างหน้า คว้าหมับเข้าที่ลำคอของดรีมวอล์กเกอร์
“ถึงฉันจะงง ๆ อยู่ว่าทำไมดรีมวอล์กเกอร์ถึงได้ตามเธอก็เถอะ แต่มันขวางหูขวางตาฉันมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ฉันว่ามันถึงเวลาที่ต้องกำจัดมันทิ้งซ—”
‘ไม่นะ เวรเอ๊ย! ฉันปล่อยให้มันตายแบบนี้ไม่ได้!’
ค่าความภักดีของมันลดลงไปค่อนข้างเยอะจากสิ่งที่ผมทำกับมันก่อนหน้านี้ ผมจึงไม่อาจยอมให้มันลดลงไปมากกว่านี้ได้อีกต่อไป
นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเรียกมิเรลล์ออกมาโดยไม่ลังเล
“ฮิฮิฮิ~”
เสียงหัวเราะคิกคักดังสะท้อนไปทั่วห้องทันทีที่ผมเรียกมิเรลล์ออกมา ทุกอย่างพลันหยุดชะงักแม้กระทั่งหญิงชราเองก็เช่นกัน ศีรษะของเธอหันไปในทิศทางต้นเสียงนั้น ซึ่งมีศีรษะน้อย ๆ เมียงมองจากด้านหลังบานหน้าต่าง
ในวินาทีที่มิเรลล์ปรากฏตัวนั้น ราวกับว่ากาลเวลาถูกแช่แข็งโดยสมบูรณ์
ทุกสิ่งเหมือนจะกลายเป็นนิ่งงันไปเสียหมด ทั้งชายบิดเบี้ยวและหญิงชราต่างหยุดนิ่ง จ้องมองไปทางเด็กสาวตัวน้อย
ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นการดึงความสนใจที่เพียงพอให้ตัวเองออกไปได้ แต่ในช่วงที่ผมกำลังจะคิดหาทางออก เสียงของหญิงชรากึกก้องในอากาศอีกครั้งหนึ่ง
“ม… มิเรลล์”
และเมื่อผมมองไปยังเธอ—
เธอไม่ได้ยิ้มอีกต่อไปแล้ว
ตัวเธอกำลังสั่นสะท้าน
ตัวผมเองก็เช่นเดียวกัน