นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #62 : งานเต้นรำหน้ากาก [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #62 : งานเต้นรำหน้ากาก [1]
‘เธอไม่ได้สังเกตเห็นอะไรใช่ไหม?’
หยดเหงื่อไหลย้อยลงมาจากข้างขมับเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของโซอี้ ผมว่าเธอจ้องนานจนเกินไป และยิ่งเธอมองนานเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกประหม่ามากขึ้นเท่านั้น
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินไปได้สองสามวินาที จนกระทั่งในที่สุดเธอก็ละสายตาออกไป
‘เชี่ย เมื่อกี้ใจหายวาบเลย’
ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าผมแฝงตัวเข้ากับกลุ่มได้สำเร็จ
ทุกคนต่างสนใจกันแต่ฉากจนไม่มีใครสังเกตเห็นผม และตัวผมก็เนียนเข้าร่วมตอนที่กลุ่มแรกกำลังเข้ามาพอดี ฉะนั้นต่อให้พวกเขาจะสงสัย ก็คงคิดว่าผมเป็นแค่คนในกลุ่มแรกที่เข้ามา
ที่แห่งนี้มีผู้คนอยู่ค่อนข้างเยอะ ผมนับได้ประมาณสามสิบคน ดูจากเสื้อผ้าที่แตกต่างกันแล้ว พวกเขาน่าจะไม่ได้มาจากที่เดียวกัน
ทุกคนสวมหน้ากากหน้าตาประหลาดจนหน้ากากของผมดูธรรมดาที่สุดไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าแต่ละคนก็หลากหลายพอสมควร บางคนพยายามแต่งชุดให้เข้ากับงานเต้นรำ ในขณะที่บางคนสวมชุดออกแนวสบาย ๆ มากกว่า
นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมกล้าตัดสินใจเนียนเข้ากลุ่ม
และก็…
‘ฉันมองออกตั้งแต่อยู่ห่างเป็นไมล์แล้ว’
เมื่อพิจารณาถึงที่มาของภาพวาดและประตูมิติที่ปรากฏขึ้นกะทันหันในพิพิธภัณฑ์ ผมคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าคนจากกิลด์จะมาที่นี่ด้วย
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังจากที่เดินสำรวจไปได้จุดหนึ่ง
แต่จากบรรดาคนทั้งหมดที่คาดเดาไว้ โซอี้ไม่ใช่คนที่ผมคิดว่าจะได้เจอที่นี่
นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ของผมแย่ลงไปใหญ่
โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าเธอค่อนข้างหูตาไวเมื่อถึงเวลาสำคัญ ผมจึงได้แต่หวังว่าเธอจะไม่สังเกตเห็นอะไร
ตอนนี้ผมทำได้แค่รักษาระยะห่างไว้ขณะเดินไปตามโถง มุ่งหน้าสู่ห้องบอลรูม
จังหวะที่ก้าวข้ามประตูเข้าไปราวกับว่าทุกอย่างที่เห็นก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหก แสงสว่างจ้าสาดท่วมทัศนวิสัยของผม
“….!”
[ดูเหมือนว่าเราจะมีแขกใหม่มาเพิ่มนะครับ!]
แสงไฟจากโคมระย้าทิ่มแทงไปทั่วบริเวณ สายตาของผมพร่ามัวชั่วขณะ หลังจากนั้นไม่นาน น้ำเสียงแหบห้าวแต่ฟังดูพึงพอใจดังสะท้อนภายในโถง พร้อมกับแก้วที่ถูกยกเชิดขึ้นสู่เพดานสูงของห้องบอลรูม สะท้อนแสงไฟเจิดจ้าจากโคมระย้า
[ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมไปเลย! การได้เห็นแขกมาร่วมงานเลี้ยงของผมแบบนี้… ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมยินดีไปมากกว่านี้แล้วครับ!]
ผมกะพริบตาเพื่อปรับทัศนวิสัยให้ชัดเจน
แล้วจึงมองไปยังที่มาของเสียงนั้น
ชายร่างท้วมคนหนึ่งยืนอยู่ใจกลางโถงด้วยชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ปักลายด้ายทองและผูกโบว์ไทสีแดง เขาสวมหน้ากากสีดำทรงเรียวบางปิดบังใบหน้าครึ่งบน ส่วนศีรษะโล่งเตียน และไม่มีลักษณะเด่นใด ๆ อีกนอกจากคางสองชั้นของเขา
ตอนแรกก็ดูปกติดี แต่ความคิดนั้นได้เปลี่ยนไปเมื่อเขาหันหลังเพื่อทักทายผู้คนอีกฝั่งของโถง
‘อ่า’
ตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นศีรษะด้านหลัง กลับมีใบหน้าหนึ่งปรากฏอยู่
มันติดอยู่ตรงหลังศีรษะของเขาอย่างน่าสยดสยอง ใบหน้านั้นมองไปรอบ ๆ ดวงตาสีขาวโพลนของมันจ้องเขม็งมาทางพวกเรา
ท้องของผมปั่นป่วน ความรู้สึกอันคุ้นเคยตีตื้นขึ้นมาในลำคอ
‘…ฉันน่าจะแวะห้องน้ำมาก่อนนะเนี่ย’
ผมอยากจะอ้วกชะมัด
[ทุกคนครับ!]
เสียงของชายผู้นั้นแผดคำรามอีกครั้ง แก้วยกตัวสูงขึ้นกว่าเก่า
ผมมองไปโดยรอบและเห็นคนอื่น ๆ ภายในห้องต่างชูแก้วขึ้นเช่นเดียวกัน ทุกคนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่เมื่อเพ่งมองใกล้ ๆ ผมก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอันน่าสะพรึง
หน้ากากของพวกเขา…
ฝังลึกแนบไปกับผิวหน้า ขอบซึมลึกเข้าไปในเนื้อหนัง
ผมรู้สึกขนลุกซู่เมื่อเห็นภาพดังกล่าว
‘ทำอย่างกับว่าทั้งหมดนี้ยังสยองไม่พออย่างงั้นแหละ…’
แต่จะว่าไปแล้ว หลังจากผ่านอะไรต่อมิอะไรมาตั้งเยอะแยะ ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ผมรับมือไหว
…หรืออย่างน้อยก็หวังว่าตัวเองจะไหว
ผมรู้ดีว่าอีกไม่นาน มันจะแย่ลงกว่านี้แน่นอน
[เรามาดื่มอวยพรก่อนเริ่มงานกันเถอะครับ! นี่คือวิธีของผมเพื่อแสดงความขอบคุณที่สละเวลามาร่วมงานนี้ เชียร์!]
เจ้าภาพยกแก้วในมือขึ้นจ่อริมฝีปากและจิบอึกหนึ่ง คนที่เหลือพากันทำตาม
เขาถอนแก้วออกจากปาก แล้วหมุนมันเล่นในมือ
[มีหน้าใหม่มาเยอะเหมือนกันนะครับเนี่ย ไม่เหมือนพวกขาประจำ งั้นให้ผมอธิบายคร่าว ๆ ก่อนดีไหมครับว่าที่นี่เขาทำกันยังไง?]
เจ้าภาพงานเต้นรำหันกลับมาอีกครั้ง สายตาจดจ้องมาทางพวกเรา
เขาดื่มไวน์จนหมดภายในคราวเดียว หยาดน้ำสีแดงไหลรินลงมาตามกรอบใบหน้า
[เอาล่ะ!]
เขาวางแก้วลงข้าง ๆ และใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากตัวเอง จากนั้นก็หันความสนใจไปทางเปียโนซึ่งมีผู้ชมคนหนึ่งครองที่นั่งอยู่ เขาเริ่มอธิบายก
[กเรียบง่ายมากครับ สมาชิกคนหนึ่งจะเล่นเพลงให้ฟัง ส่วนทุกคนต้องหาคู่และเต้นรำ คนไหนเต้นได้แย่ที่สุดจะถูกคัดออกทันทีครับ]
ถูกคัดออก…?
ผมกลั้นหายใจทันทีที่ได้ยินคำเหล่านั้น ภายในใจรู้ดีว่ากรณีแบบนี้ คำว่า ‘ถูกคัดออก’ ไม่ได้หมายความว่าแค่ถูกเชิญออกจากเกม
การถูกคัดออก หมายถึงความตาย
[เราจะหยุดก็ต่อเมื่อมีใครสักคนทำให้ผมประทับใจได้นะครับ]
รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าของเขา
มันเป็นรอยยิ้มที่ชวนขนหัวลุกจนผมสั่นสะท้าน
[แค่นี้แหละครับ ง่ายใช่ไหมล่ะ?]
กได้กำหนดเอาไว้แล้ว
มันง่ายและเข้าใจไม่ยาก
แต่ความเรียบง่ายแบบนั้นแหละ คือสิ่งที่ทำให้ท้องไส้ของผมบิดมวน
ผมต้องทำให้เขาประทับใจ?
ด้วยการเล่นเพลงหรือเต้นรำเนี่ยนะ?
นี่มัน…
‘อ่า เชี่ยแล้วไง’
ผมค่อย ๆ หันไปมองเปียโนและชายที่นั่งอยู่ข้างมัน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้คือการเล่นเปียโน
เรียกได้ว่าเล่นดีกว่าเต้นแบบมากโขเลยล่ะ
แต่ผมจะเล่นได้ดีถึงขนาดทำให้เจ้าภาพประทับใจได้จริง ๆ เหรอ?
ผมเล่นเปียโนได้พอสมควรเพราะเคยเรียนมาบ้างตอนเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นมีพรสวรรค์ระดับเทพ
เอาจริง ๆ ขนาดตัวผมเองยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะเล่นอะไรที่ทำให้เจ้าภาพประทับใจได้
ถ้าอย่างนั้น…?
‘เดี๋ยวนะ’
ผมมองไปรอบกาย สายตาหยุดอยู่ที่โซอี้และคนอื่น ๆ จากกิลด์
นั่นคือตอนที่ผมนึกข้อสำคัญขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
ผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
พวกเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย
ใครเป็นคนบอกว่าผมจะต้องเป็นคนเดียวที่สร้างความประทับใจให้กับเจ้าภาพล่ะ?
เรื่องแบบนี้…
‘ทำไมฉันถึงไม่คิดออกให้เร็วกว่านี้นะ?’
[ผมพร้อมแล้ว พวกคุณล่ะพร้อมไหม? ตอนนี้ผมอารมณ์ดีสุด ๆ เลยน่ะครับ มาดูกันซิว่าคืนนี้จะมีใครทำให้ผมประทับใจได้บ้าง]
แสงไฟสว่างจ้าเริ่มริบหรี่ลงจนสลัว ผู้คนรอบข้างล้วนมุ่งหน้าไปยังพื้นที่เต้นรำหลัก
ผมเดินตามคนอื่น ๆ ไป
แต่ในจังหวะที่กำลังจะขยับตัว เสียงของเจ้าภาพดังกลางอากาศอีกครั้งหนึ่ง
[โอ้ แล้วก็…]
เขาหยุดพูด รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปอย่างเชื่องช้า แววตาเริ่มแฝงความอำมหิต
สรรพเสียงภายในห้องเงียบกริบ ทุกความสนใจพุ่งไปยังเจ้าภาพ
[…ถ้าคุณได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ ให้เมินมันไปซะ]
‘เอ๊ะ?’
แปะ!
เขาตบมือของตัวเอง และเปียโนก็เริ่มบรรเลง
[หาคู่เร็วเข้าสิครับ! การเต้นรำเริ่มแล้วนะ!]
ฉากได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว