นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #97 : ปฏิบัติการสำรวจ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #97 : ปฏิบัติการสำรวจ [1]
ปึง!
เมื่อเสียงประตูปิดดังขึ้น ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันแสนประหลาด
ผมรออยู่หนึ่งนาทีเต็ม ก่อนจะปิดเพลงและเอนหลังพิงเก้าอี้
“เกือบไปแล้ว…”
ผมรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ตั้งแต่ตอนที่เจอโรวานนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ผมต้องพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้เขาลืมเรื่องภาพวาดและดรีมวอล์กเกอร์ เพราะผมปล่อยให้เขาเปิดเผยเรื่องของพวกมันไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าเกิดเขาดันไปแจ้งทางกิลด์ขึ้นมา ผมก็ต้องหาทางอธิบายให้พวกเขาฟังว่าได้พวกมันมาอย่างไร ซึ่งนั่นอาจจะลามไปถึงเรื่องระบบและอะไรไร้สาระอีกต่าง ๆ นานา
ผมไม่อาจรับความสุ่มเสี่ยงได้ และด้วยเหตุนี้เอง…
ผมเลยจัดการ ‘ปั่นหัว’ จนเขาเชื่อว่ามันเป็นเพียงฝันร้ายและความเครียดที่สะสมมานาน
ในตอนแรก ผมกังวลว่ามันจะไม่ได้ผลด้วยซ้ำ แต่พอมองดูเสื้อตัวเองและเห็นรอยเปียกชุ่ม ผมก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีทีเดียว
“ฉันคงต้องทิ้งเสื้อตัวนี้แล้วแหละ”
ใครจะไปคิดล่ะว่าอยู่ดี ๆ โรวานก็น้ำตาไหลเป็นเขื่อนแตกแบบนั้น?
บอกตามตรงเลย ผมเองก็ตั้งตัวไม่ติดเหมือนกัน
“เอาเถอะ ที่สำคัญคือมันได้ผลแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนนี้”
ผมตัดสินใจว่าจะนัดหมายเขาเพิ่มเติมอีกสักสองสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาถูก ‘ล้างสมอง’ โดยสมบูรณ์แล้ว
ถึงตอนนั้น ผมถึงจะรู้สึกวางใจได้จริง ๆ
ก๊อก ก๊อก—!
ผมกำลังหลงอยู่ในวังวนความคิด จึงไม่ได้ตระหนักว่ามีใครบางคนมาเคาะประตู
กว่าจะรู้ตัวอีกที บานประตูก็เปิดออก พร้อมกับใบหน้าของไคล์โผล่เข้ามา
“ว่าไง? นายพร้อมรึยัง…?”
“หะ?”
ผมกะพริบตาช้า ๆ มองตัวเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ชายเสื้อเหน็บเก็บไว้ในกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอย่างเรียบร้อย ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขากำสายสะพายกระเป๋าเป้ขณะมองกลับมาที่ตัวผม
“พร้อม?”
ผมพลิกข้อมือดูเวลา
[09:47 น.]
พระเจ้าช่วย!
นี่มันใกล้ถึงเวลาแล้วเหรอเนี่ย?
ได้ยังไงกัน…
“อะไรนะ? นายยังไม่พร้อมอีกเหรอ? อยากได้เวลาเพิ่มไหม?”
“เอ่ออ… เดี๋ยวก่อนนะ ฉันขอสักแป๊บหนึ่ง”
ผมนวดหน้าผากตัวเอง แล้วหันความสนใจไปทางแล็ปท็อป
จะไป หรือไม่ไปดีล่ะ?
ทุกส่วนของร่างกายปฏิเสธความคิดที่จะไป อยากอยู่ที่นี่และคิดหาวิธีสร้างเกมใหม่มากกว่า ทว่าลึก ๆ ภายในหัวใจ ผมรู้ดีว่าตัวเองต้องไป
นอกจากมันจะช่วยให้ผมเข้าใจโลกใบนี้และระบบการทำงานของกิลด์มากขึ้นแล้ว มันยังช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับโปรเจกต์เกมใหม่ของผมอีกด้วย
‘อีกอย่าง ฉันไม่คิดว่าตัวเองต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยขนาดนั้น เพราะฉันอยู่หน่วยสนับสนุน’
หากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ทั้งหมดที่ผมต้องทำก็แค่คอยอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคสนามจัดการงานหลักไป
จากนั้น ผมก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
‘อย่าเอาแต่นิ่งเฉย’
ใช่แล้ว ผมอยู่เฉย ๆ ไม่ได้
เควสต์หลังจากนี้มีแต่จะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วาทยกรไปจนถึงเควสต์ลัทธิ ประกอบกับมีตัวแปรอื่น ๆ อีกมากมาย
ผมจะเอาแต่นิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป
หากไม่เริ่มรุกคืบเพื่อขัดเกลาตัวเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ ผมก็คงไม่มีทางรักษาชีวิตเอาไว้ได้แน่
ดังนั้น…
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”
หลังจากปิดเครื่องแล็ปท็อปและเก็บมันใส่กระเป๋าแล้ว ผมก็ลุกขึ้น เดินไปหาไคล์
“เดี๋ยวนะ ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อน”
“ไปทำเพื่อ?”
“อ้วกไง”
*
รถบัสหลายคันจอดรออยู่บริเวณทางเข้าของกิลด์ เป็นแถวเรียงรายกันระเบียบเรียบร้อย
“รถฉันอยู่คันหลัง ๆ ส่วนของนายน่าจะเป็นคันข้างหน้า แต่ยังไงเราก็ไปถึงที่เดียวกันอยู่ดี เพราะงั้นมันไม่ได้ต่างอะไรหรอก”
ไคล์กับผมแยกกันทันทีที่พวกเราออกมาจากกิลด์
ผมเดินไปหาหนึ่งในรถบัสช่วงคันแรก ๆ ฝีเท้าหยุดตรงหน้าคันที่เขียนกำกับว่า [02] ก่อนจะก้าวเข้าข้างใน พอมองไปรอบข้างก็ดูเหมือนว่าผมจะเป็นหนึ่งในคนแรก ๆ ที่มาถึง เพราะมันแทบไม่มีใครอยู่ในรถเลย
แต่…
“…..”
“นายมองอะไร?”
ผมเบือนหน้าหนีเธอ
“จะหลบตาทำไม?”
“…..?”
อะไรวะ…
ถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน
“เอาเถอะ ช่างแม่งละ ฉันเองก็ขี้เกียจจะเถียงด้วย”
ผมถอนหายใจ หันกลับไปมองเธอและคว้ากระเป๋าของตัวเอง คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นการกระทำของผม แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไร ผมก็หยิบขนมมันฝรั่งทอดถุงหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนมันให้เธอ
“อ่ะ”
“หือ?”
โซอี้กะพริบตาอย่างเชื่องช้า แลดูจะประมวลผลสถานการณ์ไม่ทันขณะรับถุงขนมเอาไว้
“เมื่อวานเผลอหยิบของคุณไป ผมเลยซื้ออันใหม่มาให้เป็นการขอโทษน่ะ”
“อะไร…”
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นเธอเป็นใบ้กินขนาดนี้ แล้วก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน… ภาพนั้นถึงทำให้ริมฝีปากของผมโค้งขึ้นได้ มันเกือบจะเหมือนกับว่าสมองของเธอรวนจนค้างไปยังไงอย่างงั้น
ผมมองภาพตรงหน้าให้เต็มตาก่อนจะเคลื่อนกายไปทางด้านหลัง
ทว่าหลังจากเดินไปได้สองก้าว โซอี้ก็ดูเหมือนจะกู้สติคืนมาได้ เธอหันมาหาผม “ไม่สิ เดี๋ยวก่อน… ฉันชอบรสบาร์บีคิว ไม่ใช่รสธรรมดา”
“คุณไม่ชอบเหรอ?”
“ใช่…”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่ใส่
“ได้อะไรก็กิน ๆ ไปเถอะ”
ผมไม่ได้รับการตอบกลับหลังจากนั้น โซอี้วางถุงขนมลงอย่างไม่เต็มใจ จ้องมองมันด้วยสีหน้าผสมปนเปไปมา พึมพำเนื้อความทำนองว่า ‘ฉันโคตรจะไม่ชอบมันเลย… รสบ้าอะไร ไม่มีรสชาติด้วยซ้ำ ต้องเป็นคนโรคจิตแบบไหนกันถึงชอบรสธรรมดาเนี่ย?’
“ผมได้ยินอยู่นะ”
“ได้ยินก็ดีแล้ว ไอ้โรคจิต ทำไมถึงซื้อรสจืดชืดแบบนี้ล่ะ? รสบ้านี่มันโคตรจะเบสิกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยนะ”
“ถ้าไม่ชอบก็เอามาคืนสิ”
“ไม่ มันเป็นของฉันแล้ว”
“แต่คุณบอกว่าไม่ชอบนี่”
“ก็ไม่ชอบไง”
“งั้น…?”
“อะไร?”
“คุณเพิ่งจะ…”
“อะไรนะ? ว่าไงนะ?”
ผมอ้าปากแต่ไม่นานก็หุบลง แม้กระทั่งตอนที่เธอพล่ามต่อไปว่า ‘ฉันไม่คืนให้ โอเคไหม? มันเป็นของฉันแล้ว เข้าใจนะ?’ ผมก็ไม่สนใจ เสาะหาที่นั่งแถวหลังของรถบัสและปิดเปลือกตา
สภาพของผมค่อนข้างเหนื่อยล้าจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้กับโรวาน
กาลเวลาผ่านไปทั้งอย่างนั้น และเมื่อผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง รถบัสก็เต็มไปด้วยใบหน้าอันไม่คุ้นเคย เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่พอสมควร ทุกคนดูทั้งประหม่าและตื่นเต้นกับการออกปฏิบัติการสำรวจที่กำลังจะมาถึงนี้
“ช่วยหันมาสนใจทางนี้กันหน่อยได้ไหม?”
ชายร่างกำยำพร้อมด้วยทรงผมสีดำประบ่าเข้ามาในรถบัสกะทันหัน เรียกความสนใจจากทุกคน
ท่าทางของเขาดูสงบ สายตาไม่ได้จดจ่อกับอะไรเป็นพิเศษ และมีสีหน้าผ่อนคลาย ถึงอย่างนั้น กลิ่นอายบางอย่างรอบกายของเขากลับชวนให้รู้สึกกดดัน เขาใช้สายตาคมกริบสำรวจทั่วรถบัสก่อนจะเริ่มเอ่ย
“ผมจะไปแบบรวดเร็วเพราะไหน ๆ พวกคุณส่วนใหญ่คงไม่สนใจเท่าไหร่ เรากำลังจะมุ่งหน้าไปยังเขตห้า ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณยี่สิบนาที ทุกคนน่าจะได้อีเมลรายละเอียดของสถานที่ที่เราจะไปกันแล้ว เนื่องจากเราต้องรับมือกับความผิดปกติระดับเมลาส เลยมีโอกาสที่เราจะได้เจอกับคนจากกิลด์อื่นด้วย อย่าไปยุ่งกับพวกนั้นเด็ดขาด”
ผมตั้งใจฟังในขณะที่เขาพูด
ถึงจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับโลกนี้เท่าไหร่ แต่ผมก็พอจับใจความส่วนใหญ่ได้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
เกาะแห่งนี้ แม้จะถูกเรียกว่า ‘เล็ก’ เมื่อเทียบกับเกาะอื่น ๆ แต่มันก็ยังถือว่าค่อนข้างใหญ่อยู่ดี
จำนวนประชากรมีประมาณห้าล้านคน อาศัยอยู่ครอบคลุมพื้นที่อันกว้างขวางเป็นเมือง ๆ หนึ่ง โดยแบ่งออกเป็นเก้าเขต แต่ละเขตจะอยู่แผ่ออกจากศูนย์กลางเมือง [เขต 1] ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิลด์ทั้งหมด
พื้นที่ล้อมรอบเขต 1 แบ่งเรียงเป็นทิศทางตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยเขต 2 วนไปจนถึงเขต 9
แต่ละกิลด์จะได้ควบคุมหนึ่งเขตภายในเมือง โดยที่อำนาจการปกครองเขตจะเป็นของกิลด์เกรดคิงและควีน ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดเหตุบางอย่างขึ้นภายในเขตของกิลด์ใด กิลด์นั้นก็จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว
ยกเว้นว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเกตหรือความผิดปกติระดับเมลาสขึ้นไป
หากความผิดปกติเป็นระดับเมลาส ทุกกิลด์ภายในเกาะจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสืบสวน
ระดับธรอล เป็นระดับที่กิลด์จากเกาะอื่นสามารถเข้าแทรกแซงได้ และระดับเคอร์ไมต์ นั่นคือพวกที่สามารถทำลายล้างโลก
ณ ตอนนี้ ‘ชายบิดเบี้ยว’ อยู่ในระดับเมลาส จึงหมายความว่าทุกกิลด์บนเกาะมีสิทธิ์ที่จะสืบสวน
“ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ผมจะพูดอยู่ดี: อย่าไปหลงกลถ้าพวกเขาพยายามยั่วยุคุณ แค่จดจ่อกับสิ่งที่คุณต้องทำและเมิน ๆ ไปซะ พวกคุณก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เพราะงั้นก็ทำตัวให้มันสมกับอายุหน่อยล่ะ”
ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ…
การที่เขากำชับเรื่องนี้กับพวกเรา มันทำให้ผมรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล
“เรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นซ้ำซากเกินไปจนผมต้องเตือนแล้วเนี่ย”
นั่นไงเล่า
‘แสดงว่านี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยสินะ เยี่ยมเลย…’
ชายคนนั้นกล่าวต่ออีกสองสามอย่างก่อนจะนั่งลง
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็พักกันให้เต็มที่ซะนะ เชื่อผมเถอะ เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้ามันจะนรกแตกแน่นอน”
สิ้นคำพูดของเขา รถบัสก็เข้าเกียร์ มันเริ่มเคลื่อนตัวออกไป
ผมเอนศีรษะพิงหน้าต่าง เฝ้ามองทิวทัศน์ที่กำลังผลัดเปลี่ยน
และด้วยเหตุนั้นเอง ปฏิบัติการสำรวจจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ