นางร้ายใครว่ารักไม่เป็น - บทที่ 4 ใจดีจริง ๆ
บทที่ 4 ใจดีจริง ๆ
เมธาวินกลับมาในตอนรุ่งเช้าอย่างที่ปากว่า หลังจากที่มินทิรา ตื่นได้ไม่นานทั้งคู่ก็กลับบ้านด้วยกัน เรียวขาสวยตวัดลงจากรถด้วย ท่าทีที่เปรียบเหมือนดังนางพญา เธอพึ่งมาเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรก มัน เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ดี หลังจากที่เธออยู่เพนต์เฮาส์มานาน มา ตอนนี้ได้กลับมาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ ๆ เหมือนตอนเด็กแล้ว
ๆ
ปรายสายตามองบอดี้การ์ดและแม่บ้านที่มายืนรอต้อนรับเธอ อย่างเกร็ง ๆ สํารวจจากสายตาคร่าว ๆ ในตอนนี้ก็คิดว่าคงมีไม่ต่ํากว่า หกสิบคน แม้จะดูเวอร์วังแต่เธอก็ไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะพ่อเธอ เองก็มีลูกน้องที่บ้านเยอะแบบนี้เหมือนกัน ก็เพราะว่าพวกเขาเป็น มาเฟียนี่ ถ้ามีลูกน้องน้อยก็แย่น่ะสิ
ไม่นานนักมินทิราก็ถูกพามาหยุดยืนที่หน้าห้องห้องหนึ่ง ซึ่ง
เมธาวินบอกว่ามันเป็นห้องนอนของเธอ แต่ทันทีที่ได้เดินเข้าไป สํารวจก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นผู้ชายที่อบอวลไปทั้งห้อง มิหนําซ้ําในตู้เสื้อ ผ้ายังมีทั้งเสื้อผ้าของเธอและเมธาวินที่แบ่งกันอย่างละครึ่ง
“คืออะไร?” เธอหันไปขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ
“เป็นสามีภรรยาก็ต้องนอนห้องเดียวกันสิ จะแยกห้องนอนก็
คงแปลก ๆ ใช่ไหมล่ะ”
นัยน์ตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์ มือล้วงกระเป๋ามองใบหน้าสวยที่ ผุดความหงุดหงิดขึ้นมาเล็ก ๆ ที่ให้เธอนอนในห้องนี้เป็นเพราะว่าจะ ได้จับตามองง่าย ๆ อย่างน้อยในตอนนอนก็จะได้ไม่คาดสายตา
ที่ทําแบบนี้ก็มีแค่เพียงเหตุผลเดียวคือ เมธาวินก็แค่อยากจะ ลองปราบแมวน้อยตัวนี้ให้เรื่องก็เท่านั้นเอง
“หึ จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ก็ได้ แค่นอนบนเตียงเดียวกันทําไมจะ ทําไม่ได้ละ” แม้จะแอบหงุดหงิดเล็ก ๆ เพราะโดนล้ําเส้น แต่ครั้งนี้ มินทิราอยากลองยอมดูบ้าง ดูสิว่าเมธาวินจะทําอะไรเธอ
คนตัวเล็กฉีกยิ้มกว้าง หมุนตัวหันหลังเดินสํารวจภายในห้อง นอนไปจนถึงห้องแต่งตัว เมธาวินนับว่าเป็นผู้ชายที่รสนิยมดีระดับ หนึ่งเลย เขาแต่งตัวแมตช์ได้ถูกใจเธอ ไหนจะการตกแต่งห้องที่ดูหรู หราและเป็นระเบียบนั้นอีก เธอคิดถูกแล้วล่ะที่เลือกแต่งงานกับเขา
ๆ
มือบางลูบไปตามเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้ หันมาเปิดลิ้นชักเครื่อง ประดับก่อนจะเลื่อนไปเปิดลิ้นชักข้าง ๆ อย่างไม่คิดอะไร ทว่ามันก็ทํา ให้หัวใจดวงน้อยเต้นถี่ขึ้นเล็ก ๆ เมื่อสิ่งที่อยู่ในนั้นมันคือกล่องถุงยาง อนามัยที่ยังอยู่ในซีล ยังไม่ได้ถูกแกะเลย แต่นั่นไม่ได้น่าแปลกเท่า กับการที่มันมีมากเกินไป คนเราจะใช้ถุงยางเปลืองขนาด ขนาดนนเลย
เหรอ
ะ
“หมกมุ่นเนาะ” เธอหันไปพูดกับร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน พร้อมกับหยิบมันขึ้นมากล่องหนึ่งเพื่ออ่านสํารวจ
ร่างกํายําเดินมาใกล้ ๆ หลุบลงมองร่างเล็กที่กําลังก้มหน้าอ่าน ข้อความบนฉลาก มินทิราไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นจริง ๆ เขามั่นใจ เพราะถ้าเป็นคนอื่น เห็นถุงยางที่มากขนาดนั้นคงตกใจหรือไม่ก็หน้า แดง ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่มีอะไรแบบนั้นเลย
“มีไว้ป้องกันนี่ ก็ธรรมดาของผู้ชาย”
“ธรรมดาหรือว่าสําส่อนกันแน่” เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ
“ก็อาจจะใกล้เคียง” เมธาวินไม่โกรธแต่แสยะยิ้มตอบกลับ ถ้า ความหมายของคําว่าสําส่อนนั้นคือการเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย ๆ ตัวเขา
อาจเข้าเกณฑ์อย่างที่เธอว่า
มินทิราเงียบไปสักพักก่อนจะหันไปหยิบถังขยะข้าง ๆ โต๊ะ เครื่องแป้งมาแล้วควานหยิบกล่องถุงยางอนามัยที่มีทั้งหมดทิ้งลงใน ถังขยะ เมื่อเสร็จแล้วจึงหันไปไหวไหล่ใส่เมธาวินก่อนจะแสยะยิ้มเดิน
เฉียดไหล่แกร่งหวังออกจากห้องแต่งตัว
ควับ!
ไม่ทันไรแขนเรียวก็โดนคว้าเอาไว้ ร่างบางถูกเมธาวินผลัก หลังแนบชิดกับตู้เสื้อผ้า เพียงเสี้ยวจากการมองหน้าก็เปลี่ยนเป็นการ บดจูบแลกลิ้นที่แทบไม่มีจังหวะให้หายใจ มือหนาลูบไล้ไปตามส่วน
เว้าโค้ง ก่อนจะผละจูบออกแล้วสบตากันด้วยความรู้สึกที่เหนื่อยหอบ
ไม่หาย
ชายหนุ่มใช้เรียวแขนทั้งสองเท้าล็อกร่างเล็กเอาไว้ไม่ให้หนี
“นี่ยั่วกันอีกแล้วใช่ไหม เหมือนเป็นการบอกทางอ้อมเลยว่าถ้า เราจะมีเซ็กซ์กันก็ไม่ต้องใส่ถุง พึ่งแต่งงานได้ไม่นานก็คิดจะมีลูกแล้ว เหรอ ใจดีจังเลยนะ”
มินทิราคลายมือที่กําชายกระโปรงออก กระตุกยิ้มจาง ๆ วาง ฝ่ามือลงบนแผงอกแกร่ง ลูบเลื่อนขึ้นเรื่อย ๆ จากแผงอกไปจนถึง ซอกคอและจบลงที่หน้า ก่อนจะตบลงที่หน้าแก้มเบา ๆ
“ยังไม่ตื่นอีกเหรอคะ เช้าแล้วนะ” พูดเพียงแค่นั้นก็ก้มลงลอด
หว่างแขนเดินหนีเมธาวินออกมาด้านนอก
“อย่าลืมนะว่าเย็นนี้ต้องไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่” เขา
ตะโกนไล่หลังภรรยาป้ายแดง
“ไม่ลืมหรอกน่า ตอนนี้ขอสํารวจบ้านหน่อย”
>
ตกเย็นทั้งคู่มาที่คฤหาสน์อีกหลังซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพ่อและ
แม่ของเมธาวิน ระหว่างทานข้าวบรรยากาศบนโต๊ะยังคงเงียบได้ยิน เพียงซ้อนกระทบจานเบา ๆ ของคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันที่กําลังนั่ง ทานโดยไม่ได้สังเกตเลยว่าตอนนี้ทุกคนกําลังจ้องมาที่พวกเขา
เมธาวินที่รู้สึกตัวก่อนจึงเลิกคิ้วมองพ่อแม่และน้อง ๆ อย่าง แปลกใจ นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารทําไมไม่กินข้าว มามองหน้าเขาและ มินทิราทําไม
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เปล่า… ก็แค่จะถามว่าพึ่งแต่งงานกันมาเมื่อวาน ไม่คิดจะ ไปฮันนีมูนเหรอ ทําไมมานั่งทานข้าวกับพ่อแม่แบบนี้ ช่วงเวลาแบบนี้ ควรอยู่กันสองคนนะ”
มินทรายกทิชชูขึ้นซับปาก ยกน้ําเปล่าขึ้นดื่ม หันไปยกยิ้มให้ พ่อสามีอย่างเป็นมิตร แต่คําตอบกลับทําให้ราเมศที่เป็นพ่อตานั้นอึ้งไป ชั่วขณะ
“ยังไงซะเราก็แต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์อยู่แล้วค่ะ ตอนนี้ ยังไม่ได้รักกัน มันคิดว่าการไปฮันนีมูนตอนนี้คงยังไม่สําคัญหรอก ค่ะ มาทานข้าวกับครอบครัวนั่นแหละดีแล้ว”
เมธาวินห้ามปากของมินทิราไม่ทัน ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ อย่าง
เหนื่อยใจ ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นคนที่คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น เลยจริง ๆ ไม่คิดจะเสแสร้งหน่อยเหรอ
“คนนี้ตัวแรงนะเนี่ย” ลิลน์วิชาน้องสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพูด
ตอบกลับมาโดยที่ไม่ออกเสียง