บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 503 ตายแล้วเข้าสุสานบรรพบุรุษไม่ได้
ผ่านไปพักใหญ่ ฟางเจิ้งถึงคิดกลับมาดู จากนั้นบอกลาหยางหวา เขาชมการแสดงชุดนี้ไม่ไหวจริงๆ
ทว่าตอนนี้เองฟางเจิ้งเห็นร่างเงาหนึ่งวิ่งเข้าป่าไม้ ดูร้อนใจมาก
ฟางเจิ้งตามเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พิจารณามองดีๆ แล้ว นั่นคือจ้าวอู่
เห็นจ้าวอู่ถือกล่องใบหนึ่งมาข้างหลังป่าไม้ หยิบของในนั้นออกมาวางบนพื้นด้วยความเคารพ นั่นคือป้ายวิญญาณ!
จากนั้นจ้าวอู่คุกเข่าลงหน้าป้ายวิญญาณ เอาหัวโขกพื้นดังปักๆๆ โขกไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง “แม่ ลูกไม่กตัญญู วันนี้ลูกแสดงมั่วซั่วแบบนั้นอีกแล้ว ทั้งยังดูถูกบรรพบุรุษ ลูกรู้ ลู กทำแบบนี้จากนี้ตายไปจะไม่มีสิทธิ์เข้าสุสานบรรพบุรุษ แต่ลูกไม่มีทางเลือก ลูกต้องมีชีวิต…ฮือๆ…”
พูดถึงตรงนี้ จ้าวอู่ก็เป็นบ้า ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เอาหัวโขกพื้นราวกับตำกระเทียม
ฟางเจิ้งเห็นถึงตรงนี้ก็ปวดใจ
หากพูดให้น่าฟังหน่อย จ้าวอู่คือหัวหน้าคณะแสดง พูดให้ใหญ่ขึ้นไปหน่อยคือเถ้าแก่น้อย หากพูดให้เล็กลง ความจริงแล้วเป็นเพียงคนขายศิลปะทุกแห่งหน อาศัยความสามารถตนเองหาเงิน กิน เลี้ยงดูปากท้องครอบครัวไปวันๆ เลี้ยงดูคนที่กินข้าวกับเขาเหล่านั้น เขาก็อยากแสดงให้ดีเหมือนกัน แต่ตอนที่เผชิญหน้ากับความต้องการที่ตายของตลาดแล้ว พวกเขาคัดค้านไม่ได้เลย ย ได้แต่ไปตามกระแส ขึ้นเวทียิ้ม ลงเวทีร้องไห้ เบื้องหลังรอยยิ้มมีความโศกเศร้าและทุกข์ทนมากนัก
ตอนนี้เองภรรยาจ้าวอู่เดินมา คุกเข่าข้างจ้าวอู่เช่นกัน ตบบ่าเขาพลางพูดว่า “ฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่แสดงแบบนี้ คุณจะหามุมที่ไม่มีคนเห็นร้องไห้ อย่าร้องเลย เราม มีชีวิตต่ำต้อยโดยกำเนิดก็เป็นแบบนี้แหละ…”
“ตอนแรกผมพาคุณเข้าวงการ บอกไว้ดิบดีว่าจะแสดงแต่สิ่งที่ถูกต้อง แสดงสิ่งดีๆ ที่สืบทอดกันมา แต่ว่า…ขอโทษ” จ้าวอู่กล่าว
“ไม่ต้องพูดแล้ว ผ่านมาตั้งหลายปี คุณพูดมาตั้งหลายครั้ง พอขึ้นเวทีอย่ามองว่าตัวคุณเป็นจ้าวอู่เลย…มีผู้อาวุโสคนหนึ่งเคยบอกว่าพวกเราแสดงระบำคู่ก็ต้องมีสองหน้า หน้าหนึ่งเป ป็นหน้าด้าน ขึ้นเวทีต้องละทิ้งทุกอย่าง ให้ผู้ชมพอใจก็พอ อีกหน้าเรียกว่าเข้มแข็ง…” พูดถึงตรงนี้ จ้าวอู่ตาแดงแล้ว คำพูดเหล่านี้ดูธรรมดา แต่ฝ่าฝืนเจตนาเดิมจริงๆ ตอนที่แสดงส สิ่งที่ตนรังเกียจก็เหมือนกับตอนที่ตัวตลกเล่นตลกให้คนอื่นดู ต่อให้ได้เงิน ภายในใจก็ยังเป็นทุกข์
จ้าวอู่พูด “เขายังเคยบอกว่าความฝันอยู่ตรงหน้าความเป็นจริงก็คือกระจกหน้ารถบรรทุก ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ผมไม่ยอม ระบำคู่ดีจะตาย ทำไมถึงเดินบนเส้นทางนี้…”
“นี่ไม่ใช่สิ่งที่คุณเปลี่ยนได้นะ ลุกขึ้นเถอะ พวกเอ้อจื่อรับหน้าอยู่ พวกเขาแสดงเสร็จแล้วเราก็ต้องขึ้นไป” ภรรยาจ้าวอู่พูด
จ้าวอู่ถอนหายใจ ลุกขึ้นพูด “เฮ้อ…”
ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไป ประนมสองมือ “อมิตาพุทธ”
เมื่อเสียงสวดดังขึ้น จ้าวอู่ตกใจจนกระโดดขึ้น เห็นว่าเป็นฟางเจิ้ง สองคนพลันหน้าแดง จ้าวอู่เอ่ยด้วยความกระดากอาย “หลวงพี่ ขอโทษครับ ผม…ผมเพิ่ง…”
“อมิตาพุทธ ประสกมีความกตัญญู อาตมาเห็นแล้ว แต่คำพูดของประสก อาตมาไม่เห็นด้วย เลยออกมาอยากคุยกับประสก” ฟางเจิ้งยิ้ม
จ้าวอู่มองหลวงจีนจีวรขาวรูปนี้ รอยยิ้มอบอุ่นดั่งแสงตะวัน ความรู้สึกอึดอัดในใจแต่เดิมทีหายไปโดยไม่รู้ตัว สบายขึ้นมาก จ้าวอู่รู้จักฟางเจิ้ง เขาไปๆ มาๆ ในละแวกหมู่บ้านใกล้เคียง งตลอดปี ไม่มีทางไม่รู้จักคนมีชื่อเสียงคนนี้ ทว่าเขาไม่เคยไปวัดเอกดรรชนีเลยไม่เคยเจอฟางเจิ้ง วันนี้ขึ้นเวที คนแรกที่เขาเห็นคือฟางเจิ้ง ตอนนี้ถือว่าได้เจอหน้าครั้งแรก ได้สั มผัสใกล้ๆ
ภรรยาจ้าวอู่ว่า “หลวงพี่คะ เมื่อกี้ที่พวกเราบ่น ท่าน…”
“สีกาวางใจ อาตมาจะไม่บอกกับใครถึงสิ่งที่ได้ยินในวันนี้” ฟางเจิ้งรู้ว่าถ้าคำพูดจ้าวอู่เมื่อครู่แพร่งพรายออกไป ก็จะถูกคนตั้งใจเอาไปใช้ประโยชน์แน่ ธุรกิจของเขาถือว่าจบสิ้นแล้ ว
พอได้ยินฟางเจิ้งพูดแบบนี้ สองคนก็ถอนหายใจโล่งอก
สามคนนั่งบนพื้น จ้าวอู่ถอนหายใจ “สาบาน ถึงที่ผมพูดเมื่อกี้จะไม่น่าฟัง แต่ว่า…ความจริงก็เป็นแบบนี้ ไม่ใช่แค่ผม ผมรู้ว่านักแสดงระบำคู่หลายคนก็เป็นแบบนี้ พวกเราอยากแสดงสิ่ งที่ดีๆ แต่ว่าไม่มีใครดู ท่านก็เห็นแล้ว ทุกคนชอบแบบนั้น…”
ฟางเจิ้งกล่าว “ประสก อาตมาเห็นแล้ว แต่ว่าระบำคู่เดินมาถึงวันนี้ได้ ประสกเองก็มีความรับผิดชอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้”
“ผม…” จ้าวอู่อยากโต้เถียง กลับพบว่าเมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาสงบนิ่งและเป็นมงคลคู่นั้นแล้ว เขาไม่อาจหน้าด้านพูดออกมาได้
ฟางเจิ้งพูดต่อ “เมื่อก่อนแม้ละครจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นงานกรรมกร แต่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหรือเรา ถ้าเป็นนักแสดงแล้ว โดยเฉพาะนักแสดงที่มีชื่อ มีชื่อเสียงในท้องถิ่นหนึ่ง นั่นเป็นเร รื่องมีเกียรติแก่บรรพบุรุษ แต่ประสกดูตัวเองที ประสกเองก็เป็นนักแสดงที่มีชื่อในแปดหมู่บ้านสิบลี้ ทว่าประสกกลับเข้าสุสานบรรพบุรุษไม่ได้ ตอนนี้อาตมาได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งบ่ อยที่สุดว่า ที่บ้านมีคนร้องระบำคู่ ตายไปจะเข้าสุสานบรรพบุรุษไม่ได้! แม้ทั้งสองจะหาเงินได้ แต่ก็เสียอะไรไปมาก
คนท้องถิ่นมองระบำคู่แบบนี้ แล้วคนนอกจะมองระบำคู่ยังไง? เกรงว่าแม้แต่งานกรรมกรก็ยังไม่ใช่?”
ได้ฟังดังนั้นจ้าวอู่ก็เงียบ ก้มหน้าลง ใช้สองมือขยี้ศีรษะ เอ่ยเศร้าๆ ว่า “มีวิธีอะไรด้วยเหรอครับ? ผมรู้จักอาจารย์ที่ยืนหยัดเล่นละครแบบถูกต้องกลุ่มหนึ่ง ต่อให้เป็นพวกเขาท ที่ตอนนั้นยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่มีงานให้เล่นแล้ว ได้แต่ละทิ้งความฝันเพื่อความอยู่รอด นี่คือความจริง”
ฟางเจิ้งยิ้ม เงยหน้ามองฟ้า นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินลงมาบนกิ่งไม้
ฟางเจิ้งพูดว่า “ประสก เห็นไหมนั่นอะไร?”
“นกนางแอ่น” ภรรยาจ้วอู่ตอบกลับตามจิตใต้สำนึก
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “นกนางแอ่นมีนิสัยเป็นยังไง?”
จ้าวอู่ไม่เข้าใจว่าฟางเจิ้งจะพูดอะไร แต่ตอบไปว่า “ย้ายถิ่นฐานมั้งครับ”
“ย้ายถิ่นฐานจริงๆ เข้าหน้าหนาวก็จะบินไปทางใต้ ถ้าเขาบินไปทางใต้ไม่ไหวจะทำยังไง?” ฟางเจิ้งถาม
“หนาวตาย” จ้าวอู่พูดถึงตรงนี้ก็ตัวสั่น ยิ้มเจื่อนๆ ว่า “ผมก็คือนกนางแอ่นที่ใกล้จะหนาวตายตัวนั้น”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าก่อนชี้นกกระจอก “แล้วทำไมมันถึงไม่แข็งตาย?”
“ขนยาวหน้าหนาว กันความหนาว” ภรรยาจ้าวอู่ตอบ
ฟางเจิ้งพยักหน้า “ใช่ ขนยาวหน้าหนาว ต้านหนาว ไม่ต้องจากบ้านไกลเมือง ถึงนกกระจอกจะน้อย และไม่สวยเหมือนนกนางแอ่น แต่มันก็รู้จักปกป้องบ้านตน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่บินไปไหน ภาวะ ตกอับที่เหมือนกัน ทางเลือกที่ต่างกัน ก็จะมีชีวิตต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอนอาตมายังเล็กไม่ได้ชอบเสียงนกกระจอก มันน่ารำคาญมาก โตมาก็ไม่น่ามอง แต่เมื่อเข้าหน้าหนาว หิมะปิดภูเขา า ไม่มีนกอะไรแล้ว บางครั้งได้ยินเสียงพวกเขาร้องสองทีก็เหมือนกับเสียงสวรรค์ ทั้งโลกราวกับมีชีวิตกลับมาเลย”
“หลวงพี่ ท่านความหมายความยังไง?” ภรรยาจ้าวอู่ถามด้วยความไม่เข้าใจ
นัยน์ตาจ้าวอู่ขยับประกายวาววับเสี้ยวหนึ่ง มองไปที่ฟางเจิ้ง