บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 507 ระฆังกับกลอง
เด็กแดงเพิ่งจะพูดบางอย่าง พลันมีมือใหญ่ข้างหนึ่งตบที่ศีรษะเขา เด็กแดงเงยหน้ามอง ฟางเจิ้งส่ายหน้าเล็กน้อย สื่อความหมายว่าอย่าส่งเสียง ให้มองดูไปเงียบๆ
เด็กแดงอยากพูดบางอย่าง ทว่าต่อมาดวงตาเขาถลึงโตอย่างยิ่ง มองลิงด้วยสีหน้าตื่นตกใจ เพราะว่าตัวลิงเปล่งแสงพุทธ! แม้จะหายไปในพริบตา ทว่าก็ยังน่าตกตะตึง!
“อาจารย์…” เด็กแดงมองฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งส่ายหน้า พาเด็กแดงไปหลังลานวัดแล้วถึงจะเอ่ย “เข้าใจไหม?”
“ไม่ค่อยเข้าใจ เห็นๆ อยู่ว่าเป็นกลองปีศาจ ต่อให้ไม่แตะ ขอแค่เข้าหอกลองก็จะถูกกลิ่นอายปีศาจรุกราน อารมณ์ความรู้สึกด้านลบทุกอย่างจะถูกขยายใหญ่ ที่ขี้กลัวอยู่แล้วจะขี้กลัวกว่าเดิม ที่ละโมบจะละโมบกว่าเดิม…ของแบบนี้ เหตุใดถึงช่วยคนสูบรับกลิ่นอายพุทธ? แปลกมาก!” เด็กแดงกล่าว
“อาจารย์คาดเดาไว้บ้างแล้ว แต่ต้องไปลองดูถึงจะรู้” ฟางเจิ้งพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึก ดูไม่ย่อท้อต่อความถูกต้อง ดูสง่าองอาจผึ่งผาย! ก่อนจะกลับกุฏิไปนอน…
เด็กแดงเห็นแบบนั้น ก็พลันรู้สึกว่ามีอีกาฝูงหนึ่งบินผ่านศีรษะพลางส่งเสียงร้อง นี่มัน…อาจารย์จริงๆ!
ยามเย็นทานอาหารเสร็จ ดูเวลาก็ใกล้แล้ว ฟางเจิ้งจึงลุกขึ้นช้าๆ “จิ้งเจิน นายไปเคาะระฆัง”
ลิงพลันลุกขึ้น ประนมสองมือกล่าว “ครับอาจารย์”
“เป็นหลวงจีนหนึ่งวันก็เคาะระฆังหนึ่งวัน ฮ่าๆ…ศิษย์พี่จิ้งเจิน วันเวลาท่านยังอีกยาวนาน” เด็กแดงหัวเราะเสียงดัง
“เป็นหลวงจีนหนึ่งวันก็เคาะระฆังหนึ่งวันหรือ ศิษย์น้อง ทำไมฟังคำพูดนายแล้วไม่รื่นหูเลย? เป็นคำที่มีความหมายไม่ดีรึเปล่า?” กระรอกถามด้วยความประหลาดใจ
เด็กแดงว่า “ไร้สาระ ก็ต้องเป็นคำที่ความหมายไม่ดีอยู่แล้ว หมายความว่าแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ…ไม่ได้ทำงานจริงๆ ก็เท่านั้น”
ฟางเจิ้งเขกหัวไปที “ไม่รู้ก็อย่าพูดจาไร้สาระ คนอื่นอธิบายมาแบบนี้นายก็เอากับเขาด้วย นายคิดว่าคำพูดนี้มีความหมายทางลบ? เดิมทีคำพูดนี้มีความหมายดี สมัยโบราณไม่มีนาฬิกาข้อมือ ไม่มีระฆังเครื่องจักร มีแต่คำนวณนาฬิกาแดด และก็มีน้อยมากที่จะมี คนธรรมดาไม่มีเวลาไปคิดคำนวณหรอก…เมืองใหญ่ถึงได้มีการเคาะระฆังเป็นการบอกเวลาโดยเฉพาะ แต่เมืองเล็ก หมู่บ้านชาวนาใครจะบอกเวลาให้? พวกเขาได้รู้เวลาที่แม่นยำก็จากเสียงระฆังวัด วัดจะเคาะระฆังเช้าเย็นละครั้ง การเคาะระฆังกับกลองจะเคาะมั่วๆ ไม่ได้ ในนั้นมีความพิถีพิถันมาก แม้แต่ละที่จะมีความต่างกันเล็กน้อย ทว่ามีจุดอยู่ที่เป็นกฎเหล็ก การเคาะครั้งสุดท้ายจะต้องเคาะตอนที่กลางวันและกลางคืนตัดสลับกัน!
ดังนั้นแล้วภิกษุที่เคาะระฆังตีกลองถึงมีเงื่อนไขที่สูงมาก คนที่ไม่มีความรับผิดชอบจะไม่มีสิทธิ์เคาะระฆังตีกลอง เหมือนอย่างที่กล่าวไว้คือเป็นนักบวชหนึ่งวันเคาะระฆังหนึ่งวัน นั่นก็เพื่อเตือนทุกคนว่าคนอย่างเช่นนักบวชจะทำอะไรมีความระมัดระวัง มีความรับผิดชอบ ยืนหยัดไม่ผ่านคลาย”
“เอ่อ…ในอินเทอร์เน็ตไม่เห็นมี” เด็กแดงเอ่ยตามจิตใต้สำนึก
“มี เพียงแต่ว่าที่นายอ่านคือฉบับเพื่อความบันเทิง ในนั้นไม่เป็นเนื้อเดียวกันแถมไม่ชัดเจน กากมีมากกว่าหัวกะทิ เรียนรู้สิ่งดีๆ ได้น่าอัศจรรย์” ฟางเจิ้งพูดจบก็ถลึงตามองเด็กแดงทีหนึ่ง แม้หลายครั้งที่เขาบอกว่าจะไม่ให้มือถือเด็กแดงแล้ว ทว่าเด็กแดงมาจากต่างถิ่น แต่กลับสัมผัสโลกนี้ได้เร็วที่สุด เข้าใจช่องทางของโลกนี้ เขาเลยไม่มีทางปิดกั้นได้จริงๆ อย่างมากสุดก็จำกัดเด็กดื้อนี่เข้าเว็บไซต์ที่มีเรื่องโลกีย์มั่วซั่วหรือเว็บไซต์ความรุนแรงเป็นต้น…วิธีปิดกั้นก็ง่ายมาก มือถือเขาเคยปลุกเสกมาแล้ว!
“ข้าคิดว่าเว็บไซต์ที่ข้าดูน่าสนใจมาก…” เด็กแดงยังคงพูดดื้อดึง
ฟางเจิ้งเขกหัวไปอีกที เด็กแดงเอ่ยเศร้าๆ “พูดไม่ถูกก็ตีอีก…อาจารย์ ท่านหัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ตอนรู้จักท่าน ท่านยังเหมือนพระอาจารย์ แต่เหตุใดยิ่งฝึกพุทธกลับยิ่งถดถอย?”
ฟางเจิ้งยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นนายคิดว่าการบำเพ็ญเพียรพุทธศาสนาคืออะไร? บำเพ็ญเพียรเป็นเหมือนนักบวชชราเหล่านั้น? อาจารย์ไม่รู้ว่าทางที่เดินถูกต้องหรือไม่ แต่อาจารย์คิดว่าการบำเพ็ญเพียรพุทธน่าจะไม่ใช่แค่การไม่แสดงสีหน้าให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรด้วยมาดขรึมหรือทำหน้ามีเมตตา การบำเพ็ญเพียรพุทธคือการฝึกจิตใจ ฝึกตัวเอง สิ่งที่เหลือจากร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์แล้วย่อมคือความสุข”
เด็กแดงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เถียงฟางเจิ้ง แต่ขมวดคิ้วแน่น ในภาพจำเขา พุทธศาสนาเป็นคนหัวโบราณ เป็นกากเดนที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง…แต่ฟางเจิ้งพูดแบบนี้ เหมือนว่าความเข้าใจเขาจะผิดไป พระสังกัจจายน์ยิ้มเดินในโลกมนุษย์ จี้กงกินเนื้อดื่มสุราสง่าผ่าเผยมีอิสระ…ถ้าคิดแบบนี้จริงๆ เหมือนว่าพุทธศาสนาไม่น่าจะใช่ไม้แบบที่แน่นอน
เด็กแดงนึกถึงสิ่งที่ฟางเจิ้งเคยบอก ที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองยืนยาวไม่เสื่อมคลายก็เพราะอาศัยมหาสมุทรเป็นแม่น้ำร้อยสาย ขอเพียงใจเราบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะช่องทางใดนั้นเขาไม่สน…
“พูดแบบนี้ ถ้าข้ากลับไปเป็นสุธนกุมาร ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขังอยู่ในกรงทุกวัน ต้องสวดมนต์ ลำบากนั่งสมาธิแล้วใช่หรือไม่?” ภายในใจเด็กแดงจุดประกายแสงแห่งความหวังเสี้ยวหนึ่ง
ตอนนี้เองลิงพลันถามขึ้น “อาจารย์ ท่านบอกว่าการเคาะระฆังตีกลองมีเงื่อนไข ทว่าทำไมท่านไม่เคยบอกกับศิษย์เลย? ศิษย์ยังคิดว่าแค่เคาะหนึ่งร้อยแปดครั้งก็พอ”
หมาป่าเดียวดายถาม “อาจารย์ ทำไมจะต้องเคาะร้อยแปดครั้ง? ร้อยเก้าครั้งไม่ได้เหรอ?”
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “คำอธิบายมีเยอะ อาจารย์เคยบอกว่าระฆังไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากพุทธศาสนา บางคนคิดว่าการเคาะร้อยแปดครั้งมีต้นกำเนิดมาจากสิบจักรราศีของสวรรค์และสิบสองราศีของจีน เจ็ดสิบสองดาวดินและสามสิบหกดาวฟ้า รวมกันเป็นหนึ่งร้อยแปด
บ้างมีคนบอกว่านี่ใช้สิบสองเดือน ยี่สิบสี่ฤดูกาล เจ็ดสิบสองช่วงเวลา ห้าวันคือหนึ่งช่วงเวลา รวมกันเป็นร้อยแปด สัญลักษณ์ของมันคือวัฏจักรหนึ่งปี ฟ้าดินยาวนาน
กลุ่มที่สามบอกว่ากฎการเคาะร้อยแปดครั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเลขเก้า สมัยโบราณประเทศเราคิดว่าเลขเก้ามีความหมายสูงสุดและเป็นมงคล และสิบสองเท่าของเก้าคือร้อยแปด นี่คือการผลักดันเก้าให้สู่จุดสูงสุด?
ทว่าพุทธศาสนาเราคิดว่าคนมีความทุกข์ร้อยแปดอย่าง เคาะร้อยแปดครั้งจะขจัดความทุกข์ได้ ดังนั้นถึงสวดมนต์หรือท่องมนต์ร้อยแปดครั้ง ลูกประคำร้อยแปดลูก แม้แต่พระโพธิสัตว์ยังมีร้อยแปดองค์ สิ่งเหล่านี้ก็เพื่อขจัดความทุกข์ของผู้คนและบรรลุถึงสิ่งที่ดีอย่างยิ่งและเป็นมงคล
ส่วนเป็นมายังไงกันแน่นั้น ใครก็บอกไม่ได้ แต่ในเมื่อพวกเราเข้าพุทธศาสนา ก็เลือกอย่างหลังเถอะ เคาะระฆังทุกวัน ช่วยปุถุชนขจัดความทุกข์ นี่ก็เป็นบุญกุศลเหมือนกัน
กฎการเคาะระฆังก็มีมากมายเหมือนกัน ต่างถิ่นมีการเคาะต่างกัน ตามที่อาจารย์รู้มา วิธีการเคาะระฆังของวัดเส้าหลินคือ ‘ประกาศก่อนสามสิบหกครั้ง เคาะกลางสามสิบหกครั้ง ตัดท้ายสามสิบหกครั้ง เป็นจำนวนร้อยแปด’
แต่การเคาะของวัดกุยอิ่นทางภาคใต้คือ ‘เคาะก่อนแปดครั้ง เคาะหลังแปดครั้ง ตรงกลางเคาะช้าๆ สิบแปดครั้ง ทั้งยังควบตีช่วงหลังสองเสียง สามระดับรวมเป็นร้อยแปด’ ที่อื่นเคาะยังไงอาจารย์ไม่ค่อยรู้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปยังไง ก็ไม่พ้นจำนวนร้อยแปดครั้ง
เคาะระฆังแบบนี้ ตีกลองก็ร้อยแปดเหมือนกัน ตีกลองจะเน้นหนักที่ ‘เร่งสิบสิบแปด ช้าสิบแปด ไม่รีบไม่ช้าอีกสิบแปด’ สรุปคือกฎเยอะมาก แต่มาที่วัดเรา อาจารย์ไม่อยากสร้างกฎให้พวกนายมากเกินไป เคาะร้อยแปดครั้งก็พอ ถึงยังไงกฎเยอะไปก็ต้องดูที่ความจริงใจ เคาะด้วยความจริงใจ ใช้ใจตระหนักความรู้สึกตอนเคาะระฆัง ใช้จิตใจเมตตาหลอมรวมกับเสียงระฆัง ช่วยปุถุชนขจัดความทุกข์ นี่ต่างหากคือทางที่ถูกต้อง แน่นอนกฎไม่ใช่ไม่ดี กลับกันมันดีมาก! เพราะเคาะระฆังน่าเบื่อ เลยมีน้อยคนมากที่จะยืนหยัดต่อไปไหว คนที่ยืนหยัดมาได้จิตใจจะต้องมีความซื่อสัตย์ ทั้งยังมีความซื่อตรง ทำให้คนรู้สึกว่าวัดนี้ได้มาตรฐาน มีการให้ความสำคัญ มีวัฒนธรรม พูดตรงๆ คือยิ่งใหญ่ ไม่ให้ใครกล้าดูถูก”