บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 508 เคาะระฆังตีกลอง
ฟางเจิ้งรู้ว่าเจ้าพวกอยากรู้อยากเห็นพวกนี้มีคำถามเยอะ จึงอธิบายไปในทีเดียว พวกมันจะได้ไม่ต้องซักถามไม่หยุด
ตอบเสร็จ ฟางเจิ้งเห็นว่าสายแล้วเลยรีบพูด “เอาละ วันนี้เลิกเรียนแล้ว รีบไปเคาะระฆังเถอะ เวลาไม่มากแล้ว…”
ลิงรับคำสั่งก่อนวิ่งไปหอระฆังทันที
เพียงแต่ว่าการเคาะระฆังวันนี้ต่างกับวันวาน เพราะว่าบนเขามีกลองเพิ่มมาอีกใบ! วันนี้กลองและระฆังต้องตีพร้อมเพรียง! จะตีมั่วไม่ได้แล้ว
อีกด้าน ฟางเจิ้งขึ้นหอกลอง สบตากับลิงไกลๆ คนกับลิงประนมสองมือแสดงความเคารพกัน จากนั้นลิงจับค้อนระฆัง ฟางเจิ้งถือไม้ตะบองกลอง ต่อมาสองคนขยับพร้อมกัน!
การเคาะระฆังเน้นหนักที่ความช้า แต่ตีกลองเน้นที่ความเร็ว!
ฟางเจิ้งควงตะบองกลองแล้วพลันตีลงไป!
ตุม!
วินาทีที่ตะบองกลองตีลงไป ฟางเจิ้งเหมือนเห็นสายฟ้านับไม่ถ้วนระเบิดตรงหน้า ทั่วทั้งสมองเกิดเสียงครึกโครมก่อนจะขาวโพลน! ขณะเดียวกันมีควันดำอบอวลเข้ามา ภาพตรงหน้าฟางเจิ้งเหมือนแต ตกกระจายออก มองเห็นภาพทีละภาพ! ในนั้นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือเขายังอยู่ในผ้าอ้อม ถูกโยนไว้ใต้ภูเขา เงาแผ่นหลังสองคนลอยล่องจากไป
เห็นแผ่นหลังนี้ หัวใจฟางเจิ้งเจ็บปวดตาม ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้งปะทุขึ้นประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก! เจ็บ! เจ็บถึงหัวใจ! ทำไมถึงทำกับเขาแบบนี้?
แม้ฟางเจิ้งจะไม่เคยขาดความรักเพราะมีความรักและความห่วงจากหลวงตาหนึ่งนิ้วกับการปกป้องจากชาวบ้าน แต่เด็กบ้านไหนไม่ปรารถนาจะมีบุพการี? ความรักแบบนี้ใครจะแทนที่ได้?
ส่วนลึกในใจฟางเจิ้งปรารถนาจะได้ความรักจากบุพการีมาตลอด แต่เขาไม่เคยได้…
หลายปีมานี้เขาถามเสมอว่าทำไมบุพการีถึงไม่ต้องการเขา เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกท่านทิ้งเขา? หรือพวกท่านเจออันตราย? น่าเสียดาย ถามมากกว่านี้ไปก็ไม่มีคำตอบ
ทว่าวันนี้เขาพลันเห็นภาพหนึ่ง แม้จะเลือนราง แต่เขามั่นใจว่าภาพนี้เป็นความจริง! มีชายหญิงคู่หนึ่งทิ้งเขาจริงๆ เพราะกลองขุยหนิว ความทรงจำวัยทารกถึงถูกขุดออกมาให้เขาเห็น!
ไม่ได้เกิดเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เขาคือเด็กที่ถูกทิ้ง! ถูกบุพการีแท้ๆ ทอดทิ้ง!
ขณะนี้เอง ความคิดสิบกว่าปี ความปรารถนาสิบกว่าปี ความฝันที่วาดให้ตนเองสิบกว่าปีพลันแตกกระจายออก! เพลิงโทสะพุ่งพรวดออกมา!
“อ๊าก!” ฟางเจิ้งตะโกนด้วยความโกรธ ทั้งยังตีกลองไปอีกครั้ง!
ยังคงเป็นภาพนั้นที่เขาถูกทอดทิ้ง เพียงแต่ชัดเจนขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งยังได้ยินว่ามีคนพูดกันในความเลือนรางว่า ‘ไม่เอาแล้ว…’
“ไม่!” ฟางเจิ้งตะโกนออกมา น้ำตาคลอเบ้า เขาอยากตะโกน อยากร้อง อยากให้สองคนนั้นหันกลับมา พาเขาไปด้วย! เขาไม่อยากถูกทิ้ง เขาไม่อยากถูกทิ้ง! เขาอยากกลับบ้าน! เขาอยากมีพ่อแม่ !
ความคับอกคับใจไร้ที่สิ้นสุดและความเจ็บปวดไม่มีจบสิ้นหลั่งทะลักออกมา ฟางเจิ้งร้องไห้เป็นคนเจ้าน้ำตา!
ตีครั้งที่สาม ประหนึ่งพายุฝนกระหน่ำ!
เสียงกลองขุยหนิวนี้ต่างกับเสียงกลองอื่น กลองอื่นจะมีความชอบธรรมแฝงในความยิ่งใหญ่ แต่เสียงกลองนี้กลับเหมือนฟ้าผ่าดังสนั่น เสียงคำรามสัตว์ร้าย เสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาต! เ เสียงแสบแก้วหู ไม่น่าฟัง คล้ายกับจะฉีกร่างคน!
เมื่อเข้าถึงหูฟางเจิ้งกลับเหมือนมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายปีศาจคู่หนึ่งควักลงกลางใจเขา ขุดความเจ็บปวดทั้งหมดที่ซ่อนในส่วนลึกจิตใจออกมา ทรมานฟางเจิ้ง!
ภาพที่สองปรากฏขึ้น นั่นคือภาพที่หลวงตาหนึ่งนิ้วปล่อยมือจากไป!
‘ฟาง…’ ทว่าฟางเจิ้งกลับได้ยินคำพูดหลวงตาหนึ่งนิ้วไม่ชัด ทัศนวิสัยเขาเลือนราง ได้ยินไม่ชัดเจน แต่ความเจ็บปวดที่สูญเสียญาติผู้ใหญ่ไปนั้นกลับทำให้เขาเจ็บปวดถึงขั้วหัวใจ!
ไม่มีบุพการี มีเพียงภิกษุชราที่เป็นดั่งบุพการีอยู่เคียงข้าง แต่เขาก็จากไปเช่นกัน ช่วงเวลานี้ฟ้าดินกว้างใหญ่ แต่กลับหาบ้านของตนไม่พบ ฟ้าดินกว้างใหญ่ กลับไม่มีญาติพี่น้อง โดดเ เดี่ยวลำพังในต่างแดน โดดเดี่ยวไม่มีใครในใต้หล้า ความเหงาหลั่งไหลสู่จิตใจ เจ็บปวด!
ตีครั้งที่สี่และครั้งที่ห้า เสียงกลองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ!
แต่ว่าเมื่อเสียงกลองดุร้ายนี้ออกจากหอกลอง เสียงกลับสงบลงมาก แต่ก็ยังมีความใจร้อนและบ้าคลั่ง! ลิง กระรอก หมาป่าเดียวดายและเด็กแดงที่ฟังต่างใจร้อนขึ้นมา เกิดความรู้สึกว่าม มีแมวข่วนในใจ แต่กลับคันไปทุกที่ ร้อนใจมาก อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อระบาย
แต่เด็กแดงเป็นราชาปีศาจ พลันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงเอ่ยทันที “ศิษย์พี่จิ้งเจิน มัวเหม่ออะไร? เหตุใดไม่เคาะระฆัง?”
เจ้าลิงถึงได้สติกลับมา กัดฟันผลักค้อนระฆัง ออกแรงเคาะลงไป!
แก๊ง!
เสียงระฆังรื่นหู โบราณและเรียบง่ายแถมยังยิ่งใหญ่ดังขึ้น!
วินาทีนั้น เด็กแดงเหมือนเห็นว่าภายในวัดมีเสียงมนต์ดังขึ้น! ต้นโพธิ์ที่ถูกมองว่าเป็นต้นไม้วิวธรรมชาติมาตลอดขยับไหวเอง ระหว่างที่ดินทรายปลิวว่อน ใบไม้พลิ้วไหว มีแสงพุทธและ ะแรงปรารถนาลอยออกมาจากในนั้น!
“สุดยอด แรงปรารถนาในวัดถูกมันสูบไปแล้ว! มิน่าถึงรู้สึกไม่ได้เลยว่ามีแรงปรารถนารวมอยู่ในวัด ข้ายังคิดว่าถูกพระพุทธรูปสูบไปเสียอีก ก่อเรื่องมาตั้งนาน เป็นมันที่เก็บไว้นั นเอง!” เด็กแดงเอ่ยด้วยความตกตะลึง
แรงปรารถนาและกลิ่นอายพุทธลอยออกมาตามเสียงระฆัง จากนั้นแผ่กระจายออกท่ามกลางเสียงมนต์คาถา ทั้งวัดพลันสงบและเป็นมงคล ความทุกข์ในใจทุกคนหายเกลี้ยง!
บนหอกลอง ฟางเจิ้งกำลังตีกลอง ในดวงตายังคงเป็นภาพหลวงตาหนึ่งนิ้วกำลังจากไป ภายในใจเจ็บปวดจนอยากจะควักหัวใจออกมาขยี้ ราวกับว่ามีแต่แบบนั้นถึงเยียวยาความเจ็บปวดตนได้
ทันใดนั้นเองเสียงระฆังดังขึ้น เสียงระฆังยิ่งใหญ่มาพร้อมกับแรงปรารถนาทุกชีวิตที่ไร้ที่สิ้นสุดกับกลิ่นอายพุทธหลั่งไหลเข้ามา!
พริบตานั้นหูฟางเจิ้งกลับมาได้ยินอีกครั้ง ดวงตาเฉียบคมขึ้น ภาพตรงหน้าไม่เลือนรางอีก ในที่สุดเขาก็เห็นทุกอย่างตรงหน้าชัดเจน
‘ฟางเจิ้ง จากนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องนึกถึงชื่อตัวเอง’ นี่คือคำพูดสุดท้ายของหลวงตาหนึ่งนิ้ว
ฟางเจิ้งได้ยินประโยคนี้ คำตอบของหลวงตาหนึ่งนิ้วที่ตอนนั้นเขาถามหลวงตาหนึ่งนิ้วว่าทำไมถึงตั้งชื่อไม่น่าฟังแบบนี้ให้เขาลอยขึ้นมาในความคิด
‘อ้อ? เอ็งคิดว่าฟางเจิ้งไม่น่าฟัง? แล้วชื่อแบบไหนถึงน่าฟังล่ะ?’ หลวงตาหนึ่งนิ้วถาม
ฟางเจิ้งนั่งบนก้อนหิน เงยหน้ามองฟ้า ‘ฟางเอ้าเทียนเป็นไง? ความรู้สึกดูมีพลัง…’
‘ฮ่าๆ…เอ้าเทียน? ทะนงตนต่อสวรรค์? แต่ทำไมเอ็งถึงต้องทะนงตนต่อสวรรค์ด้วยล่ะ’ หลวงจีนหนึ่งนิ้วถาม
‘ผมได้ยินคนพูดว่า ฟ้าดินไร้เมตตาใช้ทุกสรรพสิ่งเป็นสุนัขตัดหญ้า พวกเขามองพวกเราเป็นหมูและสุนัข ผมก็ต้องอยากทะนงตนต่อเขา ผมไม่อยากเห็นหมูและสุนัขของเขา…’ ฟางเจิ้งทำปาก กจู๋ด้วยความไม่ยอม
หลวงตาหนึ่งนิ้วยิ้มพลางส่ายหน้า ‘เอ็งนี่นะ ให้เอ็งไปเรียนหนังสือ ให้ไปเรียนรู้ แต่ทำไมเอ็งถึงเรียนมาได้แค่ครึ่งเดียว? เมื่อก่อนเอ็งบอกว่าสุราและเนื้อผ่านลำไส้พระพุทธองค์ส สถิตอยู่ในใจเป็นคำพูดผิดที่ถูกคนตัดตอนมาจากส่วนหนึ่ง ตอนนี้มาพูดแบบนี้อีก เฮ้อ…ฟางเจิ้งเอ๋ย จากนี้ถ้าคนอื่นพูดอะไรจะต้องเรียนรู้การพิสูจน์ อย่าหลับหูหลับตาเชื่อ ไม่อย่างนั้นชี วิตเอ็งจะผิดพลาด ไม่มีประโยชน์อะไรเลย’
‘อาจารย์ หมายความว่ายังไง? หรือว่าฟ้าดินไร้เมตตาใช้ทุกสรรพสิ่งเป็นสุนัขตัดหญ้าจะไม่จริง?’ ฟางเจิ้งงุนงง