บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 509 ทำไมถึงฟางเจิ้ง
หลวงตาหนึ่งนิ้วพยักหน้าว่า ‘คำพูดนี้ไม่ผิด แต่เอ็งเข้าใจผิด คำพูดนี้มาจากบทที่ห้าของคัมภีร์คุณธรรม เขาบอกว่าฟ้าดินมีเมตตา ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งด้วยความเมตตา เล่าจื๊อบอกว่าฟ้าดินไม่สนว่าเมตตาหรือไม่เมตตา ฟ้าดินให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ไม่ได้อยากได้ของตอบแทน ฟ้าดินมองว่าทุกสรรพสิ่งเหมือนกับสุนัขวัชพืชที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้ดีต่อคนเป็นพิเศษ แต่แย่เป็นพิเศษกับทุกสรรพสิ่งอื่นๆ ใจความสำคัญของความหมายนี้คือทุกสรรพสิ่งอยู่ในสายตาฟ้าดิน ปฏิบัติในระดับเดียวกัน ไม่มีการแบ่งสูงต่ำ ไม่มีสูงศักดิ์หรือต่ำช้า ไม่มีการวางแผน ไม่มีการแบ่งความดีชั่ว ฟ้าดินเองก็ไม่คิดว่าความดีที่มนุษย์คิดว่าใช่เป็นความดี ไม่คิดว่าความชั่วคือความชั่ว มุมมองความดีชั่วที่มาพร้อมกับสันดานมนุษย์ไม่ใช่ค่านิยมสากลของฟ้าดิน
ดังนั้นฟ้าดินจึงไม่ได้เอาเปรียบเอ็ง แต่กลับสร้างเอ็งขึ้นมา ถึงขั้นสนับสนุนเอ็งโดยที่ไม่เรียกร้องอะไรตอบแทน ทำไมเอ็งจะต้องมองเย้ยหยันเขา ถ้าเอ็งมองเย้ยหยันเขา นั่นไม่ใช่การตอบแทนคุณด้วยการบูชาโทษหรือ? บุพการีให้เอ็งเกิดมา เอ็งจะมองเย้ยหยันบุพการีหรือ?’
ฟางเจิ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร…
‘ฟางเจิ้ง อาจารย์ตั้งชื่อนี้ให้เอ็งคือความซื่อตรง ไม่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่โดนเอาเปรียบ ธรรมดาแต่ซื่อตรง อาจารย์ไม่ได้คิดอะไรกับเอ็งมากนัก ขอแค่รอเอ็งโตขึ้นแล้ว เวลาทำอะไรก็ให้เป็นคนซื่อตรง ไม่ว่าทำเรื่องใดต้องถามใจตัวเอง เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้ จะทำหรือไม่ ต้องทำหรือไม่ จิตใจซื่อตรง ร่างกายซื่อตรง คนซื่อตรง ทิศทางเที่ยงตรง! ชื่อของเอ็งอาจจะไม่โดดเด่น แต่หลอมรวมความหวังทั้งหมดของอาจารย์เอาไว้’ หลวงตาหนึ่งนิ้วลูบหัวฟางเจิ้งด้วยความเมตตา
ฟางเจิ้งฟังเหมือนเข้าใจ…
ทว่าตอนนี้เอง ฟางเจิ้งนึกถึงภาพนี้อีกครั้ง แต่ความกลัดกลุ้มในใจถูกระเบิดเป็นโพรงใหญ่ราวกับถูกราดด้วยน้ำมนต์!
ฟางเจิ้งมองความโกรธ แค้น ทุกข์แ ละอารมณ์เหล่านั้นตรงหน้าที่บิดรูปเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ก่อนปรากฏภาพที่บุพการีทอดทิ้งเขาอีกครั้ง ทว่าใบหน้าฟางเจิ้งกลับไม่ดุร้ายเหมือนก่อนหน้า แต่มองทุกอย่างสบายๆ ในความคิด เขาประนมสองมือให้กับความรู้สึกด้านลบที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดบนฟ้า พูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม้วัยเยาว์อาตมาจะไม่มีบุพการี และปรารถนาจะมีบุพการีก็ตาม แต่สิ่งที่อาตมาปรารถนาก็เพียงแค่ความรักที่ขาดหาย ทว่ามองจากมุมอื่น เพราะอาตมาขาดความรักของบุพการี จึงได้รับความรักจากคนมากกว่านั้น ในจุดนี้ ทั้งหมู่บ้านเกรงว่าจะไม่มีเด็กคนไหนเทียบอาตมาได้! ตอนอาตมาเยาว์วัยทำไมถึงเป็นราชาเด็กดื้อ? ไม่ใช่เพราะอาตมาต่อยตีเก่ง แต่เป็นเพราะไม่ว่าเด็กบ้านไหนต่อยตีกับอาตมาแล้ว ไม่ว่าแพ้หรือชนะ พ่อแม่เขาจะต้องตีเขาแน่! จากนั้นพาอาตมาไปพูดโอ๋ แถมยังยัดของอร่อยๆ ให้อีก ตอนนั้นเด็กพวกนั้นพูดว่าอาตมาต่างหากคือลูกแท้ๆ ของพ่อแม่พวกเขา พวกเขาต่างเป็นเด็กที่เก็บมาจากในถังขยะ…
อยู่บนเขา ความรักที่หลวงตาหนึ่งนิ้วมีต่ออาตมาชนะทุกอย่าง…
คนอื่นมีเพียงบุพการี แต่อาตมามีบุพการีมากขนาดนั้น อาตมายังมีอะไรจะต้องเคียดแค้น?
ถ้าบอกว่ามีจริงๆ ก็มีเพียงความเสียดาย เสียดายชีวิตของอาตมา ขาดญาติพี่น้องร่วมสายเลือดไปคู่หนึ่ง แต่นี่แหละชีวิตคน ชีวิตคนสวยงามเพราะความไม่สมดังใจ ธรรมะเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุดและเลิศล้ำเพราะมีการขาดหาย เพราะมีการขาดหายโลกถึงมีแรงขับเคลื่อนแห่งการสร้าง ความสวยงามถึงพากันปรากฏ ในเมื่อลิขิตไว้แล้วว่าต้องขาดหาย อาตมาก็แค่มีบางสิ่งขาดหายไปเท่านั้น!
ขอบคุณนายที่พาอาตมาไปเห็นความเสียใจในใจอาตมา เมื่อก่อนอาตมาไม่เผชิญหน้า ไม่ใช่ไม่กล้า แต่ว่า…” พูดถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ ถอนหายใจเอ่ยว่า “อาตมาลืมไปว่ายังมีเรื่องนี้อยู่…”
ไม่ผิด ฟางเจิ้งลืมจริงๆ เมื่อก่อนพูดได้ว่าเขาอยากมีบุพการี แต่เมื่อเขาโตขึ้นและเข้าใจมากขึ้น มีระบบแล้ว ศึกษาพระธรรมทุกคืนวัน ข้างกายมีสี่ศิษย์เป็นเพื่อน ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็สบายและสมบูรณ์อย่างยิ่ง จะมีเวลาไปคิดถึงสิ่งเหล่านี้หรือ?
“วันนี้นายให้อาตมาเห็นอีกครั้ง สัมผัสถึงความขมขื่นของชีวิตคน ความรู้สึกนี้…ไม่เลวจริงๆ แต่ก็แบบนี้แหละ ความขมขื่นจงสลายไปเถอะ” ฟางเจิ้งพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึก สวดวัชรสูตรเสียงดัง! แสงพุทธสายหนึ่งฉีกปราการเงามืด ทะลวงมากลางกระหม่อม!
ฟางเจิ้งที่เดิมทีหลับตาตีกลองพลันลืมตาขึ้น ตรงหน้ามีเพียงกลองใหญ่ดำทมิฬและโบราณเรียบง่าย ไม่มีความเหี้ยมโหดอีก! ขณะเดียวกันเขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอบอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย รวมที่ท้ายทอยเขา ทั้งตัวพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ความคิดรวดเร็วดั่งสายฟ้า ทั่วร่างเหมือนถูกบางสิ่งชะล้างหนึ่งรอบ สบายยิ่ง!
ฟางเจิ้งรู้ว่านี่คือกลิ่นอายพุทธหลอมรวมเข้าสู่ร่าง ชะล้างทั่วกายเขา! เขาเปลี่ยนไปสวดคัมภีร์ลมหายใจครรภ์โดยไม่รู้ตัว พลังงานเหล่านั้นเปลี่ยนไปตามคัมภีร์ลมหายใจครรภ์จริงๆ เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นเขาเองก็บอกไม่ถูก
ฟางเจิ้งยังคงตีกลอง ลิงอีกด้านก็ยังเคาะระฆัง
เสียงระฆังกับกลองควบคู่กัน หนึ่งเป็นความน่าเกรงขามยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลัง แต่กลับมีกลิ่นอายสมาธิแฝงอยู่ภายใน อีกหนึ่งมีความชั่วร้ายเหี้ยมโหด แฝงด้วยความยั่วยวนไร้ที่สิ้นสุด ราวกับว่าจะควักทุกสิ่งที่ไม่ดีในใจคนออกมา! สองเสียงปะทะกัน ชดเชยกันกลางอากาศในวัด วัดเหมือนกับฟองน้ำที่ถูกบีบอัด เคาะทีหนึ่งจะบีบแรงปรารถนาทุกสรรพสัตว์และกลิ่นอายพุทธออกมาเสี้ยวหนึ่ง หลอมรวมกับเสียง จากนั้นแผ่กระจายไปตามเสียง
น่าเสียดายแรงปรารถนากับกลิ่นอายพุทธในวัดเอกดรรชนียังน้อยเกินไป แผ่ไปได้ไม่ไกลเท่าไร อย่างมากสุดก็ปกคลุมยอดเขาเอกดรรชนีเท่านั้น ไกลกว่านี้ไม่มีกำลัง…
แม้จะเป็นแบบนั้น สัตว์และพืชบนยอดเขาได้รับประโยชน์ครั้งใหญ่ พืชใหญ่ขึ้น กระหายอยากจะได้ นกกระจอกมีชีวิตชีวามากขึ้น ปราดเปรียวขึ้น ทั้งยอดเขาเหมือนถูกเสียงนี้กระตุ้น ต่อให้เป็นหินภูเขาก็ยังให้ความรู้สึกสวยงามแห่งชีวิตกับคน แน่นอน หินก็ยังเป็นหิน ยังเป็นของตาย เพียงแต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปเท่านั้น
แม้คนตรงตีนเขาจะไม่ได้รับกลิ่นอายพุทธและการชะล้างของแรงปรารถนา ทว่าภายในใจกลับกลัดกลุ้มเล็กน้อยเพราะเสียงกลอง…แต่เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ความกลัดกลุ้มนั้นพลันถูกชะล้างไป แถมยังทำให้พวกเขาสบาย คล้ายกับว่าได้ดื่มน้ำเย็นอึกใหญ่ในทะเลทรายฤดูร้อน เย็นสบายไปทั่วหัวใจ ฟินสุดๆ!
พวกเขากลับไม่รู้ว่าผลจากกลองสงครามขุยหนิวคือการขุดอารมณ์ด้านลบ ระฆังหย่งเย่อคือการกำจัดอารมณ์ด้านลบ หนึ่งขุด หนึ่งกำจัด จะมองไม่เห็นผลในเวลาสั้นๆ ถ้านานเข้า คนที่ฟังเสียงระฆังยามเช้ากลองยามเย็นเป็นประจำ ความทุกข์จะน้อยลงเรื่อยๆ เจอเรื่องใดจะตรึกตรองปัญหาจากมุมมองที่มีความสุขและกระตือรือร้น คิดแทนทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกันขึ้นเรื่อยๆ สังคมกลมเกลียวกันขึ้น
หลายปีจากนี้ ทั้งอำเภอซงอู่จะมีเกียรติจนกลายเป็นอำเภอแบบอย่างในด้านคุณธรรมทั่วประเทศ…ที่นี่มีคนดีที่มีชื่อเสียงเยอะมาก!
แต่นั่นคือเรื่องหลังจากนี้ ตอนนี้ฟางเจิ้งตีกลองร้อยแปดครั้งในทีเดียวตามจังหวะ!
……………………………………………..…….