บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 510 แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
วินาทีที่ฟางเจิ้งวางไม้กลองลง เขารู้สึกเพียงจิตใจสดชื่นสบาย ราวกับจะลอยขึ้น! จึงหัวเราะเสียงดัง “สบาย!”
ลิงอีกด้านก็เช่นกัน แม้จะเคาะระฆังหย่งเล่อ แต่ก็ต้องต้านกับกลองสงครามขุยหนิว มันต้องพยายามต่อต้านอารมณ์ด้านลบในใจ ต่อสู้มานานขนาดนี้ ภายใต้การช่วยเหลือของระฆังหย่งเล ล่อจึงฟันฝ่าความคิดชั่วร้ายมาได้นับไม่ถ้วน ลิงรู้สึกว่าไม่ใช่ลิงแล้ว แต่เป็นราชาวานร…สบายจนร้องเสียงดัง
เด็กแดง หมาป่าเดียวดาย และกระรอกข้างล่างแม้จะได้ผลประโยชน์เช่นกัน แต่ได้น้อยลงมาก สัมผัสไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เสียงกลองดั่งฟ้าผ่า เสียงระฆังประหนึ่งเสีย ยงคร่ำครวญของมังกร เสียงที่รวมเข้าด้วยกันก็ยังสะเทือนใจคน! ความบริสุทธิ์อยู่ที่โสตสัมผัส และก็เป็นการเสพสุขที่ยากจะกล่าว
“อาจารย์ จบแล้วรึ? ศิษย์ยังฟังไม่เต็มอิ่มเลย” กระรอกพูดด้วยความไม่ยอม
“ใช่ ถึงเสียงจะฟังยาก แถมยังทำให้น่าสะอิดสะเอียน แต่เมื่อรวมกับเสียงระฆังกลับให้ความรู้สึกที่ดีมาก เหมือนกับมองยอดฝีมือสุดยอดของโลกต่อสู้กัน สบายอกสบายใจ ฟินจะตายชัก” หมาป ป่าเดียวดายพูด มันไม่รู้ว่ายอดฝีมือคนนั้นก็คือความดีและชั่วในใจ ความดีชนะความชั่วแพ้ย่อมสบายเป็นธรรมดา…
เด็กแดงพูด “อาจารย์ ความรู้สึกนี้มันสบายจริงๆ ท่านเคาะอีกสักหนึ่งชั่วโมงดีหรือไม่?”
“ระฆังรุ่งอรุณกลองยามเย็น ถึงเวลาเคาะ เลยเวลาห้ามเคาะ นี่คือกฎ แล้วก็จิ้งฝ่า จากนี้นายนอนเฝ้าใต้หอกลอง ห้ามให้ใครขึ้นหอกลอง เข้าใจไหม?” ฟางเจิ้งพูด
“อะไรนะ? จะให้ศิษย์เฝ้าวัวตัวนั้น?!” หมาป่าเดียวดายตกใจสะดุ้ง ขาสั่น! มันเคยขึ้นหอกลองมาก่อน กลองนั่นน่าตกใจมาก…
ฟางเจิ้งด่ายิ้มๆ “ดูนายสิใช้ไม่ได้เลย ขี้ขลาดแบบนี้จะเป็นผู้ปกปัดวัดเอกดรรชนีได้ยังไง? ถ้านายไม่ไหว อาจารย์จะหาลูกหมาป่าตัวอื่นมาลองดู?”
หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ มันเองก็ถูกลูกหมาป่าตัวอื่นเบียดออกจากฝูง มันไม่อยากเดินทางเก่า จึงรีบพูด “อาจารย์ ศิษย์จะสำเร็จภารกิจสำเร็จอย่างแน่วแน่!”
ฟางเจิ้งเห็นแบบนั้นก็ยิ้มจนปัญญา เขาวางใจหมาป่าเดียวดายมาก แม้ปกติมันจะโง่อยู่นิดๆ ทว่าภารกิจที่มอบให้มัน มันจะทำสำเร็จได้ดีมากมาตลอด นี่คือหมาป่าที่ภายนอกโง่ แต่ภายในใจก กลับจริงจังมาก อย่างน้อยฟางเจิ้งก็คิดว่าพึ่งพาได้มากกว่าเด็กแดง!
เคาะระฆังตีกลองเสร็จ ฟางเจิ้งพุ่งเข้าไปอาบน้ำเย็น ก่อนขึ้นเตียงด้วยควมสุขสบาย
ตอนนี้เอง…
“คิดดีรึยัง? จับรางวัลตอนนี้เลยไหม? นายสั่งสมบุญกุศลกองใหญ่แล้วนะ” ระบบพลันเอ่ยถาม
ฟางเจิ้งขบคิดก่อนตอบไปว่า “ของที่จับรางวัลออกมาตอนนี้จะอยู่ระดับประมาณไหน?”
“พูดยาก แต่ว่าสรุปเลยคือเป็นของที่ดีมาก!” ระบบตอบ
ฟางเจิ้งเลียริมฝีปาก อดทนมานานขนาดนี้ก็อดใจไม่ไหวนิดๆ จริงๆ เขาสัมผัสประโยชน์ของระฆังกับกลองมาแล้ว เช่นนั้นของอื่นๆ ล่ะ? ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น สุดท้ายก็พูดไปว่า “ไว้ก่อนแล ล้วกัน!”
“เฮ้อ นายทนไหวจริงๆ เหรอเนี่ย ตกลง แล้วแต่นายเลย” ระบบพูดจบก็หายไป
ฟางเจิ้งถอนหายใจโล่งอก พูดจริงๆ คือเผชิญหน้ากับความยั่วยวนแบบนี้ การจะอดกลั้นไว้ไม่ใช่เรื่องยากธรรมดา แต่ฟางเจิ้งรู้ดีว่าตอนนี้ตนไม่ขาดอะไร ในเมื่อไม่ขาดจะรีบร้อนจับรางวัลทำไ ไม? สั่งสมให้มากอีกหน่อยดีกว่า!
คิดถึงตรงนี้ฟางเจิ้งพลิกตัวนอนหลับลึก การดิ้นรนของโลกจิตใจเหนื่อยล้ากว่าการฝึกฝนร่างกายมากนัก แม้หลุดออกมาแล้วจะสบายสุดๆ ก็เถอะ แต่ความล้าจากจิตวิญญาณก็ยังลบไม่หาย
นอนครั้งนี้ฟางเจิ้งหลับไปถึงวันที่สอง…
วันต่อมาฟ้ายังไม่สาง ฟางเจิ้งกับลิงพากันเข้าที่ คำนวณเวลาอย่างแม่นยำ เคาะระฆังตีกลอง!
มารจิตใจถูกขจัดทิ้งไปแล้ว ครั้งนี้ฟางเจิ้งตีกลองไม่มีภาระทางจิตใจใดๆ อีก ไม่มีความรู้สึกไม่สบายใดๆ อีก ทว่าความชั่วในกลองยังคงมุ่งหมายจะส่งผลถึงฟางเจิ้ง เขาอาศัยวัชรสูตรรวมถ ถึงความดีที่ไม่สั่นคลอนในใจต่อต้าน จบครั้งนี้สภาพจิตใจยกระดับขึ้นไม่น้อย ตัวเขาเหมือนสูงขึ้น รู้สึกดีมาก…
“กลองนี่เป็นของดีจริงๆ! ฮ่าๆ…” ตอนนี้เองในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนแรกระบบถึงบอกว่า ‘เกิดเหตุพลาดโดยบังเอิญอาจจะเป็นวาสนาก็ได้?’
นี่เป็นวาสนาจริงๆ วาสนาครั้งใหญ่! ข้างกายฟางเจิ้งไม่ขาดของที่เต็มไปด้วยพุทธะ ทั้งวัดมีอยู่ทุกที่ ของแบบนี้เยอะแล้ว ถึงฟ้าดินจะใสสะอาด แต่น้ำใสจัดปลาก็อาศัยไม่ได้ ไม่มีความ มชั่ว ฟางเจิ้งก็ไม่รู้จะพัฒนาตนเองอย่างไร แม้ดีแล้วก็ต้องพัฒนาต่อไป สิ่งที่ต้องการไม่ใช่พุทธะ แต่เป็นความชั่วที่ขุดค้นตนเอง!
กลองสงครามขุยหนิวมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดนั้นพอดี
‘ฟ้าดินมีขาดหาย ธรรมะมีข้อบกพร่อง กลองสงครามขุยหนิวคือสิ่งหนึ่งที่ขาดหายของวัดเอกดรรชนี สิ่งที่ขาดหายของฟ้าดิน ความสมบูรณ์มีขาดหายก็มีโอกาสจะพัฒนา ไม่ขาดหายก็จะร่วงโรย ปิดผนึ กทางตันด้วยตัวมันเอง’ ฟางเจิ้งปลงอนิจจังอยู่ภายใน
ฟ้ายังไม่สาง ก่อนที่เสียงระฆังกับกลองยังไม่ดังนั้น ในอำเภอซงอู่ มีรถตู้คันหนึ่งแล่นอยู่ช้าๆ
คนขับรถเป็นคนชราอายุห้าสิบกว่าปี รอยย่นเต็มใบหน้า ทว่าสีหน้ากลับดีมาก แดงเลือดฝาดยิ่ง เห็นได้ว่าร่างกายใช้ได้ เลือดลมดี ดวงตาแวววาวราวกับตาเหยี่ยว คนชราใช้สองมือจับพวงมาล ลัยรถ เผยอออกเล็กน้อยจะเห็นตุ่มหนังมือแข็งๆ จากการทำงานหนัก
คนชราสวมเสื้อผ้าแปลกมาก สวมเสื้อผ้าสมัยราชวงศ์ถัง ห้อยลูกประคำพวงใหญ่ที่คอ ทว่ากลับไม่มีกลิ่นอายสมาธิแม้แต่น้อย แต่ให้ความรู้สึกรวดเร็วและดุดันอย่างหนึ่ง
คนที่นั่งมาข้างๆ เป็นวัยรุ่น สองเท้าวางพาดไว้ข้างหน้า หลังพิงเบาะนั่ง กำลังเล่นแท็บเล็ต ดูไปพลางยิ้มไปพลาง “ลุงต๋า ลุงมั่นใจนะว่าเทือกเขาทงเทียนมีสมบัติ? เรามาตั้งไกล อย่ากลับไปมือเปล่าเชียว แบบนั้นไม่สนุกเลย”
“มั่นใจกับผีแกสิ ดูแผนที่จากดาวเทียมจะเห็นอะไร? แต่ว่ามองจากแนวโน้มเทือกเขาที่นั่นแล้ว น่าจะมีสมบัติ ถึงที่นั่นแล้วค่อยว่ากันอีกที ถ้าไม่ได้อะไรเลยเราก็คิดเสียว่ามาเที่ย ยว” ลุงต๋าเสียงกังวาน เอ่ยทีมีรสชาติดินระเบิดเต็มปาก
ผู้หญิงที่นั่งมาข้างหลังพูดยิ้มๆ “จางจื่อ ลุงต๋าคือดวงตาเฉียบคมในการเดินทางครั้งนี้ของเรา เขาบอกว่ามีก็มีโอกาสสูงที่จะมี”
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้น ถ้าไม่เชื่อลุงต๋าฉันจะมาทำไม อีกอย่าง อยู่กับลุงต๋ามีเนื้อกิน ฉันได้ยินคำพูดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโตเลย” จางจื่อยิ้ม
ลุงต๋าหัวเราะเบาๆ “ถ้าไม่เห็นแก่หน้าพ่อเอ็ง เด็กอย่างเอ็งจะได้ตามข้า? ไม่มีทาง! ไอ้ใบ้ เตรียมปืนพร้อมหรือยัง?”
“เออ!” คนที่นั่งข้างอิงจื่อคือผู้ชายอายุสี่สิบกว่า สวมเสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้นตัวใหญ่ หน้าเหลี่ยม เขาดูไม่ค่อยพูด ดวงตาแคบยาว มักจะหรี่ตา ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะมองไม่เห็นว่าตาด ดำเขาอยู่ไหน เจ้าใบ้ออกแรงขานรับสื่อว่าเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว
ลุงต๋าถึงพูด “เก่งมาก ไปไหนแกก็เตรียมของดีมาได้ตลอด”
พูดจบ เสียงระฆังกับกลองดังขึ้น เสียงกลองดังสนั่น เสียงระฆังแก๊งๆ ไม่แสบหู แต่ทำให้ตื่นตกใจ!
จางจื่อที่เดิมที่ง่วงอยู่นิดๆ รู้สึกว่าความคิดที่กำลังสะลึมสะลือพลันชัดเจนขึ้นไม่น้อย ร้องด้วยความตกใจ “เฮ้ย นี่มันกลองอะไร ระฆังอะไร? ฟังแล้วสบายจริงๆ!”