บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 511 โจรสุสาน
อิงจื่อพูดเช่นกันว่า “จริงๆ เลย ถึงเสียงกลองจะทำให้รู้สึกร้อนใจ แต่พอเสียงระฆังดัง ความร้อนใจทั้งหมดหายไป เหมือนกับ…เหมือนกับ…”
“เหมือนกับขี้ก้อนหนึ่งโดนอุดไว้ ขี้ไม่ออก เสียงกลองนั่นเหมือนกับเปิดออก พรวดเดียวก็หลุดออกมาทั้งหมด เสียงระฆังก็คือกระดาษเช็ดก้น ถ่ายเสร็จแล้วก็เช็ดๆ สบายสุดๆ” จางจื่อ สอดปากพูด
‘เอี๊ยด!’ เสียงเบรกรถแสบหูดังขึ้น รถตู้พลันจอดที่ข้างทาง
“ลุงต๋า บ้ารึเปล่า? เบรกรถกะทันหันถึงตายเลยนะ!” จางจื่อร้องโวย
“ก็เบรกรถให้แกตายน่ะสิ เอาแกไว้มีประโยชน์อะไร? ลงรถ!” ลุงต๋าพูด
“หา…หา? ลงรถ? ยังไม่ถึงที่หมายเลยนี่” จางจื่อถาม
“ยินดีด้วย แกทำฉันอยากจะอ้วก ถึงคำพูดจะไม่ธรรมดา แต่แกพูดแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าธรรมดาหรือไม่ธรรมดา แต่มีปัญหาตรงอยากจะอ้วก! ลงรถ!” ลุงต๋ากระดกคิ้ว
“ไม่ใช่…ผมแค่เปรียบเทียบ” จางจื่อพูดอย่างคับอกคับใจ
“คิกๆ จางจื่อ นายยังไม่รู้จักนิสัยของลุงต๋าอีกเหรอ? พูดคำไหนคำนั้น ให้นายลงรถนายก็ลงเถอะ ฮ่าๆ…” อิงจื่อหัวเราะเสียงดัง
จางจื่อมองลุงต๋าด้วยความน้อยใจราวกับแมวน้อย แต่แลกกลับมาเป็นแววตาแน่วแน่ สุดท้ายจึงต้องลงรถอย่างว่าง่าย
ต่อมารถแล่นไป จางจื่อยืนบนทางม้าลายด้วยความเศร้า “ฉันไปทำให้ใครไม่พอใจรึเปล่านะ…” จากนั้นก็วิ่งตามรถไป
“ลุงต๋า ให้เขาวิ่งแบบนี้เหรอ?” อิงจื่อสงสารจางจื่อเล็กน้อย
ลุงต๋าทำเสียงขึ้นจมูกสองที “วัยรุ่นน่ะ วิ่งดีต่อสุขภาพ”
“ลุงต๋า แล้ววันนี้เราจะเข้าภูเขาเลยไหม?” อิงจื่อถาม
“เข้าภูเขา? ยังก่อน” ลุงต๋าเงยหน้ามองทิศทางที่มาของเสียงระฆังและกลองพลางว่า “เสียงระฆังเรียบๆ แต่มีพลัง มีความรู้สึกผ่านโลกมานานที่เก่าแก่และเรียบง่าย เห็นได้ว่าเป็นของ ที่มีอายุมาก เสียงกลองนั่นน่าเกรงขามบ้าอำนาจ ไม่ใช่ของธรรมดาเหมือนกัน ไปดูสมบัติสองชิ้นนี้ก่อนค่อยเข้าภูเขาก็ไม่สาย”
“ลุงต๋า ลุงคงไม่คิดจะ…เราเป็นโจรสุสาน ไม่ใช่โจรกระจอกขโมยไก่นะ” อิงจื่อพูด
“โจรภูเขาตูดหมาน่ะสิ ขโมยคนตาย ขโมยคนเป็นต่างกันตรงไหน? มันก็โจรเหมือนกัน! ในเมื่อเป็นโจร จะลงมือหรือไม่ต้องดูว่าสมบัติล้ำค่าไหมต่างหาก” ลุงต๋าพูดโดยไม่คิดแบบนั้น
อิงจื่ออึ้งไป แม้คำพูดนี้จะสารเลวทราม แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ…
เคาะเสร็จ ฟางเจิ้งเริ่มบทเรียนฝึกจิตใจของทุกวัน กวาดอุโบสถ กวาดใบไม้ ทานอาหาร จากนั้นเปิดประตูใหญ่วัด ต้อนรับญาติโยมในวันนี้
วัดเอกดรรชนีในตอนนี้ไม่ใช่วัดเอกดรรชนีที่ไม่เป็นที่รู้จักในอดีตอีก เมื่อผลจากไผ่หนาวและระฆังหย่งเล่อดีขึ้นไม่หยุด รวมถึงคนที่ภายหลังมาขอลูกพากันตั้งครรภ์มีลูก ประกอบกั บข่าวลือต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตเรื่องต้นกกข้ามฟากกับฉากภาพยนตร์ล่มเมืองเป็นต้น คนที่มาไหว้พระภูเขาวัดเอกดรรชนีก็มากขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าสาเหตุที่ทำให้ที่นี่คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ยังมีอีกอย่าง นั่นคือนอกจากฟางเจิ้งในวัดแล้ว ยังมีแต่สัตว์น่ารัก!
สัตว์สามตัว หมาป่าเดียวดายสูงใหญ่น่างเกรงขาม แต่กลับไม่ทำร้ายคน ถ่ายรูปคู่กลับไปแล้ว สนุกกว่าไปถ่ายรูปกับเสือที่สวนสัตว์เสียอีก
กระรอกบ้องแบ๊ว เห็นคนยังประนมสองมือแสดงความเคารพ บางครั้งยังให้เมล็ดสนกับญาติโยม เวลานี้ดึงดูดแฟนคลับมานับไม่ถ้วน
ส่วนลิงแม้จะสุขุมทั้งวัน สวมเสื้อผ้าเหมือนคน แต่ในสายตาทุกคน นี่คือลิงที่เลียนแบบคนตัวหนึ่ง ทำทุกอย่างเหมือนคน น่าขบขันอย่างยิ่ง
ส่วนเด็กแดง?
เจ้าเด็กนี่ที่ไว้ทรงผมเด็กผู้ชาย เมื่อก่อนสวมตู้โตว เปลือยก้นวิ่งไปมา ตอนนี้สวมชุดนักบวชน้อย ดูน่ารักกว่าเดิม แต่ว่านิสัยไม่ค่อยดีนัก ไม่ทันไรก็ถลึงตามองคนอื่น แถมยังต ตะโกนบ่อยๆ ว่าจะตุ๋นคนนู้นคนนี้ ราวกับราชาปีศาจน้อย…แน่นอนว่าไม่มีใครมองว่าเขาเป็นราชาปีศาจ แต่มองว่าเขาเป็นเด็กน้อยน่ารัก ไม่เพียงแต่ไม่ทำลายฐานแฟนคลับ แต่กลับมีแฟนคลับมา ากกว่าเดิม
ส่วนฟางเจิ้งผู้เป็นเจ้าอาวาส เด็กหนุ่มใหญ่เหมือนแสงตะวัน สวมจีวรขาวบริสุทธิ์ แค่ยืนเฉยๆ มองก็สบายตาแล้ว หญิงงามบำรุงสายตา บุรุษก็บำรุงสายตาเช่นกัน โดยเฉพาะความรู้สึกสะอาดท ที่ดูเหมือนออกมาจากในใจสู่ภายนอก ประหนึ่งอาบสายลมใบไม้ผลิ คนที่พูดถึงนี่คือหลวงจีน
อีกอย่างวัดเอกดรรชนีมีกฎไม่เยอะ ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ทุกอย่างแฝงไว้ด้วยความเงียบสงบและเป็นมงคล ไม่มีความขัดแย้งกับโลก ไม่มีทัศนียภาพของวัดดั้งเดิมที่มีกลิ่นเหม็นทองแดง ทำให้คน ที่เข้ามาจะรู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ
ฉะนั้นบนเขานี้นอกจากไหว้พระเป็นปกติแล้ว ก็มีพาลูกขึ้นเขามาเที่ยวเล่นสวนสัตว์ และมองหนุ่มหล่อ…
สรุปคือวัดเอกดรรชนีคึกคักขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ฟางเจิ้งจึงยืนใต้ต้นโพธิ์มองญาติโยมเข้ามาทุกวัน ขณะที่ทุกคนทักทายเขาก็จะแสดงความเคารพกลับ พร้อมกันนั้นจะเปิดเนตรสวรรค์มองไปตลอดทาง ถ้ามีใครมีภัยอะไรจะได้ ช่วยง่าย ถือโอกาสเก็บบุญกุศลไปด้วย คนที่มีอันตรายจริงๆ มีน้อย อย่างน้อยนานขนาดนี้แล้วเขายังไม่เจออะไร อย่างมากสุดก็เป็นภัยเล็กๆ น้อยๆ
ทันใดนั้นเองมีคนสี่คนมาอยู่นอกประตู ฟางเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นมองญาติโยมเหล่านี้ เขาไม่ใช่นกน้อยไร้ประสบการณ์ที่เพิ่งออกจากกระท่อมในตอนแรกนานแล้ว เขายังมีสายตาอยู่หลายส่วน สี่คน นนี้เป็นชายสามหญิงหนึ่ง นัยน์ตามีประกายวาววูบไหว มีกลิ่นอายบาปกรรมไม่เบา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนนับถือพุทธอย่างจริงใจ แต่คนประเภทนี้มีน้อยมากที่จะมีความเชื่อ แต่จะไม่เชื่ออะไ ไร
ทว่าฟางเจิ้งไม่ได้ตรงเข้าไปสืบเสาะ แต่มองอยู่ไกลๆ อ่านพุทธคัมภีร์ต่อ
“ลุงต๋า ลุงดูระฆังใหญ่นั่น! ไม่เหมือนของโบราณเลย ใหม่มาก” อิงจื่อพูดเสียงเบา
ลุงต๋าเงยหน้ามองระฆังใหญ่หย่งเล่อพลางพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่ว่าจะใช่ของโบราณหรือไม่ ระฆังใหญ่แบบนี้เกรงว่าคงจะใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ถ้ามีอายุหน่อย มันจะเป็นสมบัติที่ประเมินค่า าไม่ได้”
‘ซี้ด!’ อิงจื่อกับจางจื่อสูดลมหายใจเย็นๆ
ตอนนี้เจ้าใบ้หยิบกล้องส่องทางไกลมองระฆังใหญ่หย่งเล่อ จากนั้นพูดอือๆ อาๆ
อิงจื่อกับจางจื่อเหงื่อตก ไม่เข้าใจว่าเจ้าใบ้พูดอะไร
ลุงต๋าว่า “เขาบอกว่ากรรมวิธีของระฆังนี่ดีมาก ประณีตมาก ต่อให้เป็นของในสมัยนี้ มูลค่าก็สูงจนน่าตกใจ มีค่ากว่าของทั้งหมดที่เราหามาเมื่อก่อน!”
“อะไรนะ?!” อิงจื่อกับจางจื่อตกใจจริงๆ ถ้าของชิ้นนี้ปรากฏในอารามโบราณพันปีหรือวัดใหญ่พวกเขายังพอรับได้ ปรากฏในพิพิธภัณฑ์ระดับประเทศก็ยังได้ ต่อให้อยู่ในสุสานจักรพรรดิก ก็ยังปกติ แต่ที่กันดารยากจนแบบนี้ บนภูเขาเล็กในวัดเล็กแบบนี้กลับมีของมีมูลค่าเช่นนี้ นี่มันน่าเหลือเชื่อ!
‘อึก’ จางจื่อเอ่ยด้วยความละโมบ “ลุงต๋า พวกเรา…”
“อย่าใจร้อน ขึ้นไปดูก่อน” พูดจบลุงต๋าก็เดินไปยังระฆังใหญ่หย่งเล่อ ตอนที่เขาจะขึ้นหอระฆังนั้นก็เกิดอาการตาลาย ประตูหอระฆังที่เดิมทีว่างเปล่าปรากฏสุนัขเงินตัวใหญ่ มันหาว วหวอด มองพวกเขาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ขวางอยู่หน้าประตูไม่มีท่าทีว่าจะไปเลย