บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 512 ฉันมีท่าเหยียดหยามประจำตัว
“นี่มันหมาป่า? ทำไมตัวใหญ่แบบนี้?!” จางจื่อร้องตกใจ
“เป็นหมาป่าจริงๆ ดูจากสายพันธุ์แล้วน่าจะเป็นหมาป่าตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เจ้านี่ก็ไม่เหมือนหมาป่าตะวันออกเฉียงเหนืออีก…” ลุงต๋ากล่าว
“ไม่เหมือนได้ด้วยเหรอ เจ้าตัวนี้ หมาป่าอเมริกาเหนือที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่ใหญ่แบบนี้เลย” อิงจื่อพูดด้วยความตกตะลึง
“อือๆ…” เจ้าใบ้พูด
ลุงต๋าพูด “เจ้าใบ้บอกว่าก่อนหน้านี้มันนอนหมอบข้างหอกลอง จู่ๆ ก็มาอยู่หน้าพวกเรา มันเร็วมาก”
“ลุงต๋า ลุงใบ้ทำเสียงไม่กี่คำ ทำไมลุงถึงแปลออกมาเยอะจัง?” อิงจื่อถามด้วยความแปลกใจ
“ความจริงเขาไม่ได้พูดอะไร เขาส่งเสียงเพียงเพื่อเตือนลุงว่าเขาจะสื่อความหมาย รู้จักกันมาหลายสิบปี เขาคิดอะไรมองตาลุงก็เข้าใจแล้ว ไม่ได้แปลกอะไร…เจ้านี่เหมือนไม่อยากให้เ เราขึ้นไป” ลุงต๋าพูดค้าน
“ไม่ใช่มั้ง หอระฆังวัดไม่ให้คนขึ้น? วัดนี่ไม่ได้ต่ำขนาดนี้หรอกมั้ง วัดอื่นยังให้ญาติโยมไปเคาะระฆังขอพรเลย” จางจื่อกล่าว
“ลุงต๋า แล้วตอนนี้เอายังไงดี?” อิงจื่อถาม
ลุงต๋าส่ายหน้า “ไปเถอะ เข้าไปดูในวัดกัน”
แม้อิงจื่อกับจางจื่อจะไม่ยอมอยู่นิดๆ ทว่าลุงต๋ากับเจ้าใบ้ไปแล้ว สองคนเลยได้แต่ตามไป จางจื่อยังถลึงตามองหมาป่าเดียวดายโหดๆ ทีหนึ่ง แต่หมาป่าเดียวดายถลึงตามองกลับ แสยะปาก กเผยคมเขี้ยว ทำจางจื่อตกใจจนวิ่งหนี พึมพำว่า “หมาป่าชั่วร้าย เหมือนจะเข้าใจความหมายของผมเลย”
“หมาป่ามีสติปัญญาสูง อย่าทำให้มันโกรธดีกว่า แล้วตัวใหญ่แบบนี้ เราไม่มีปืนด้วย ถ้าทำมันโกรธขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องจบเห่ที่นี่ล่ะ ถึงยังไงก็เป็นเดรัจฉานไม่เข้าใจมนุษย์ เจ้าของก็ ลงโทษไม่ได้ด้วย” ลุงต๋ากล่าว
จางจื่อพยักหน้ารัวๆ ไม่กล้าล่วงเกินหมาป่าเดียวดายแล้ว
คล้อยหลัง หมาป่าเดียวดายนอนหงายบนพื้นไปทางจางจื่อ งอสี่ขา ตั้งหางขึ้น
จางจื่ออึ้งงัน ทำไมท่าทางแปลกๆ? ดูไปก็คุ้นตาเล็กน้อย ทางซ้ายสองขา ทางขวาสองขา ตรงกลาง…เวร!
จางจื่อเข้าใจความหมายของหมาป่าเดียวดายก็ด่าไปทันที ไปมาทุกแห่งหนอยู่หลายปี ไม่อยากเชื่อว่าจะโดนหมาป่าดูถูก!
“จางจื่อ เป็นอะไร?” อิงจื่อได้ยินจางจื่อด่าเลยถาม
จางจื่อบอกว่า “หมาบ้านี่มันด่าฉัน!”
อิงจื่อได้ยินดังนั้นจึงมองไป เห็นหมาป่าเดียวดายพลิกตัวกลับมานานแล้ว กำลังนอนหมอบอย่างเกียจคร้าน ทำหน้าไร้ความผิดและตามอำเภอใจ
อิงจื่อยิ้มเจื่อน “จางจื่อนายโง่รึเปล่า? หมาป่าจะด่านายได้ยังไง? มันพูดภาษาคนได้เหรอ?”
“มันชูนิ้วกลางให้ฉันด้วย” จางจื่อว่า
“พรวด…สมองนายไปหมดแล้วรึไง ไหนนายบอกมาสิว่ามันทำกรงเล็บเป็นนิ้วกลางยังไง?” อิงจื่อขำขัน
“เอาล่ะ แกเปลี่ยนวิธีจีบสาวหน่อยเถอะ ใช้สมองหน่อย ใช้แต่อะไรที่มันไร้ประโยชน์แบบนี้ทั้งวัน สมน้ำหน้าที่แกเป็นหมาโสดทั้งชาติ” ลุงต๋าต่อว่า
จางจื่อทำหน้าคับอกคับใจโดยพลัน เขาอยากบอกว่า ‘มันด่าผมจริงๆ…’ น่าเสียดายเขาไม่กล้าเอ่ยออกไป อธิบายยาก อธิบายเยอะก็จะเป็นโรคประสาทจริงๆ ความจริงจางจื่อคิดว่าตนตาฝาด
อิงจื่อมองค้อน เห็นได้ว่าไม่พอใจกับคำพูดของลุงต๋า
หลายคนเดินเข้าวัดไป เจ้าใบ้พลันดึงลุงต๋าก่อนชี้ไปยังต้นโพธิ์ตรงหน้า ทำหน้าตาเหลือเชื่อ
ลุงต๋าพิจารณามองก่อนร้องขึ้น “มหัศจรรย์ ต้นโพธิ์โตบนยอดเขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ? ไม่อยากเชื่อว่าจะ…เจ้านี่จะไม่แข็งตาย!”
“ลุงต๋า นี่ต้นโพธิ์จริงๆ เหรอ?” อิงจื่อกับจางจื่อทำหน้างง
ลุงต๋าพูด “ลุงไปมาทั่วทุกสารทิศเคยเห็นอะไรมาหมด แต่ต้นโพธิ์เติบโตภาคเหนือนี่ไม่เคยเห็นจริงๆ ดูจากดินที่พื้นแล้วเป็นดินเก่า มีอายุแล้ว ไม่เคยผ่านการพรวนดิน น่าจะปลูกมาน นาน ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ด้วย น่าอัศจรรย์จริงๆ ต้นโพธิ์ทนหนาวได้ขนาดนี้เลย?”
“ตอนหน้าหนาววัดอาจจะใส่เสื้อกันหนาวให้มันก็ได้” จางจื่อกล่าว
“ไอ้ห่านี่! คลุมได้แต่ต้น แต่ไม่ถึงราก หน้าหนาวทีรากแข็งจนเน่าหมด จะไปรอดได้ยังไง ระฆังล้ำค่า ต้นโพธิ์ที่มีชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงวัดนี่จะเล็ก แต่มีเรื่องน่าตกใ ใจไม่น้อยเลย” ลุงต๋าอุทาน
“อมิตาพุทธ ประสกไม่ใช่คนท้องที่หรือ?” ตอนนี้เองเสียงสวดดังขึ้น
ลุงต๋าถึงเพิ่งเห็นว่าใต้ต้นโพธิ์มีหลวงจีนยืนอยู่ หลวงจีนรูปนี้หน้าตาหล่อเหลา ดวงตาสว่างไสวราวกับดารา เขายืนอยู่ตรงนั้นให้ความรู้สึกสว่างไสวในใจ เหมือนว่าหลวงจีนรูปนี้เปล่ งแสงในตัวเอง!
“หลวงพี่ตาดีจริงๆ เราไม่ใช่คนท้องที่ แต่มาจากทางใต้ ได้ยินเสียงระฆังกับเสียงกลองเลยมา ขอโทษด้วยที่รบกวนครับ” ลุงต๋าเห็นฟางเจิ้งแล้วก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันธพาล แต่มีมารยาทมาก ทว่าความโอหังในกมลสันดานลิขิตไว้ว่าจะไม่ให้เขาเหมือนคนอื่น ยังมีท่าทีลดตัวต่ำลงต่อฟางเจิ้งเสี้ยวหนึ่ง
ฟางเจิ้งไม่คิดแบบนั้น ทุกสรรพสัตว์อยู่ระดับเดียวกัน เขาไม่คิดว่าตนเป็นผู้สูงส่งอะไร จึงเอ่ยยิ้มๆ “ไม่รบกวนหรอก วัดเปิดประตูแล้ว ต้อนรับญาติโยมมากหน้าหลายตาเป็นเรื่องสมควร”
“หลวงพี่ มีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจอยากจะถามได้ไหมครับ?” ลุงต๋าพูด
ฟางเจิ้งตอบรับ “ประสกถามมาได้เลย”
“ผมเคยไปมาหลายวัดแล้ว วัดอื่นมีระฆังกับกลองเหมือนกัน แต่ว่าพวกเขาเคาะระฆังก่อนค่อยตีกลอง จากนั้นทำวัตรเช้า ตอนเย็นก็ตีกลองก่อนค่อยเคาะระฆัง จากนั้นเคาะไม้ ดับไฟพักผ่อน ท ทำไมวัดท่านกลับเคาะระฆังกับกลองพร้อมกัน? ตามที่ผมรู้มา ปกติการเคาะระฆังกับกลองพร้อมกันหมายถึงว่าในวัดมีเรื่องด่วนถึงเคาะแบบนี้ แต่พอผมมาที่นี่ วัดนี้สงบสุขและเป็นมงคล เหมือนจะไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้น” ลุงต๋าถาม
ฟางเจิ้งงุนงง เขาจะพูดอะไรได้? เขาพูดได้ว่าตอนตีกลองครั้งแรกก็คิดว่าจะตีกลองก่อนค่อยเคาะระฆังเหมือนกัน แต่ทำไม่ได้! ถ้าตีกลองนี่ร้อยแปดครั้งก่อน เดาว่าทุกคนสะอิดสะเอียน นจนแย่! คนในวัดยังดีหน่อย แต่ตนตรงตีนเขาจะทำอย่างไร? แม้ระบบจะบอกว่าเสียงกลองไม่มีผลอะไรกับคนตรงตีนเขามากนัก แต่นั่นคือมาตรฐานของระบบ ฟางเจิ้งให้กระรอกไปสืบตรงตีนเขา มา แม้ผลจะเบาบางมาก แต่ตีติดกันร้อยแปดครั้งก็มากพอจะทำให้คนธรรมดาลำบากแล้ว…ช่วงสั้นๆ ยังดี ถ้านานเข้า เดาว่าหอกลองเขาคงถูกรื้อ
ประกอบกับฟางเจิ้งตีกลองก็ไม่ได้สบายเหมือนกัน เผชิญหน้ากับความชั่วที่โถมเข้ามาไม่ใช่ว่าจะควบคุมได้ง่ายขนาดนั้น ถ้าไม่มีเสียงระฆังควบคุม เขารู้แก่ใจดีว่าเมื่อตีกลองครบร้อยแป ปดครั้ง เดาว่าเขาจะต้องทุกข์จนอาเจียนแน่
ดังนั้นการเคาะระฆังกับกลองพร้อมกันถึงเป็นวิธีการเคาะของวัดเอกดรรชนี
ทว่าเขาพูดออกไปไม่ได้…
“ลุงต๋า วัดเล็กในป่าเขาคงไม่รู้เรื่องระฆังรุ่งอรุณกลองยามเย็นหรอก ก็แค่อยากมีส่วนร่วม เคาะมั่วๆ ไปอย่างนั้น” เห็นฟางเจิ้งไม่ตอบ จางจื่อก็อดใจพูดไม่ได้
ลุงต๋าถลึงตามองจางจื่อทีหนึ่ง จางจื่อถึงกับเงียบไป
ฟางเจิ้งยิ้มก่อนประนมสองมือ “อมิตาพุทธ”
เห็นฟางเจิ้งมาแบบนี้ก็คิดว่าฟางเจิ้งไม่เข้าใจจริงๆ ถึงทำแบบนี้ นัยน์ตาเกิดประกายดูถูก เป็นอย่างที่เขาว่าไว้ วัดที่ได้มาตรฐานจะมีการสืบทอดกันมาเล็กน้อย ทำไมถึงไม่เข้าใจสิ่งที่ เป็นพื้นฐานที่สุด? ไม่เข้าใจอะไรเลย นี่เหมือนกับหลวงจีนที่สวดมนต์พื้นฐานที่สุดไม่เป็น เป็นพวกนอกวงการในนอกวงการอีกที
‘ดูแล้วนี่คงไม่ใช่วัดที่ได้มาตรฐาน เบื้องหลังไม่มีมรดกสืบทอดอะไร นี่เป็นเรื่องดี…’ ลุงต๋าวางแผนในใจ เขาถามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถามมั่วๆ ไม่กี่ประโยคก็ล้วงสิ่งที่เขาอยากรู้ออกมา าได้