บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 522 บ้าแล้ว บ้าแล้ว บ้ากันหมด
“หลี่เหล่า! หลี่เหล่า! คุณรีบมาดู นี่มันของอะไรกันแน่? เป็นไม้จริงๆ เหรอ?” เถ้าแก่ซยงร้องเรียก
เหล่าหลี่ถอนหายใจ เดินเข้าไปบอก “ไม่ต้องถาม ผมดูแล้ว เป็นไม้จริงๆ”
เถ้าแก่ซยงชี้ที่ระฆัง “แล้ว…ระฆังนี่?”
เหล่าหลี่กล่าวว่า “พูดจากใจจริง น้ำหนักมากกว่าร้อยตันเลย”
“บัดซบ…จะเป็นไปได้ยังไง? ไม่มีทางเป็นไปได้!” เถ้าแก่ซยงแทบบ้าแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ไม่สอดคล้องกับเหตุผลเอาเสียเลย
เหล่าหลี่พูดว่า “เถ้าแก่ซยง วัดนี้มีสัตว์เหนือธรรมชาติคอยปกป้อง ระฆังเต็มไปด้วยอักขระ…เมื่อกี้ผมดูแล้ว ระฆังนี่เหมือนจะหลอมในเตาเดียวเสร็จ ส่วนที่ว่าใช้วิธีอะไร มองไม่ออกเลย ฝีมือการหลอมประณีตมาก ต่อให้เป็นเทคนิคสมัยนี้ก็สร้างระฆังที่สมบูรณ์แบบแบบนี้ไม่ได้ ตัวระฆังทั้งหมดไม่มีจุดด่างพร้อยเลย ไม่เหมือนของที่โลกนี้ควรมีอยู่ ของแบบนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา อย่าแตะต้องมันจะดีที่สุด แตะต้องแล้วจะโดนกรรมตามสนองเอาได้ง่ายๆ”
“กรรมตามสนอง?” เถ้าแก่ซยงอึ้งงัน ก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฉันไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก ฉันเชื่อแต่เงิน! ฉันเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีอะไรใช้เงินแก้ปัญหาไม่ได้ หมานจื่อ ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มี ฉันไม่สนใจว่าแกจะใช้วิธีอะไร แต่เอามันลงมาให้ได้!”
หมานจื่อขานรับทีหนึ่ง จากนั้นหยิบเลื่อยอันใหญ่มา หาคนมาเหยียบบันไดให้ ก่อนจะเริ่มเลื่อยไม้คาน
ผลคือเมื่อเลื่อยไป กลับได้ยินเพียงเสียงแสบหู สะเก็ดไฟแตกกระเซ็น!
“ออกแรง!” หมานจื่อสั่ง
สองคนออกแรงพร้อมกัน ต่อมาจึงได้ยินเสียงแกรก ฟันเลื่อยหักแล้ว!
หมานจื่อทำหน้างง แต่ก็ยังไม่ยอม เอ่ยเสียงดังว่า “เอาเลื่อยไฟฟ้ามา!”
เลื่อยไฟฟ้าเข้ามือเรียบร้อย น้ำหนักมาเต็มที เมื่อหมานจื่อออกแรงกระชาก เสียงมอเตอร์ดังอื้ออึง ก่อนจะเลื่อยไปที่คาน ผลคือสะเก็ดไฟสาดกระเซ็น หลายนาทีต่อมา…
หมานจื่อมองใบเลื่อยไฟฟ้าที่ถูกลับจนเรียบในมือ แล้วมองคานที่ไม่มีอะไรเสียหายเลยด้วยสีหน้ามึนงง! เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มองไปที่เถ้าแก่ซยง “เถ้าแก่ นี่มัน…ผิดธรรมชาติเกินไปแล้ว…”
เถ้าแก่ซยงเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกเล็กน้อย ไม้แข็งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? ระฆังทองสัมฤทธิ์ทนทานแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร? นี่มัน…นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อ!
ทว่าเถ้าแก่ซยงก็ยังไม่ยอม กัดฟันบอกว่า “ใช้ดินระเบิด!”
“ไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าเสียงระเบิดดัง คนตรงตีนเขาจะตกใจ ถ้าเกิดแจ้งตำรวจขึ้นมา ทางลงเขามีทางเดียวด้วย พวกเราจบเห่แน่” เหล่าหลี่รีบเตือน
เถ้าแก่ซยงตบศีรษะ ด่าทอว่า “แม่งเอ๊ย น่าโมโหชะมัดยาด…แต่เสียเวลามาแล้ว จะกลับไปมือเปล่าก็ไม่ได้หรอกใช่ไหม?”
เหล่าหลี่พูด “ถ้าไม่อย่างนั้นให้ผมศึกษาก่อน อาจจะพบอะไรก็ได้”
เถ้าแก่ซยงมองเหล่าหลี่อยู่นาน สุดท้ายก็พยักหน้าบอก “ตกลง คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ต้องฟังคุณ ผมจะรอข่าวดีจากคุณแล้วกัน…เหล่าหลี่ ผมรอได้ แต่เมียคุณคงรอไม่ไหว สู้ๆ ล่ะ…”
เอ่ยจบ เถ้าแก่ซยงลงจากหอระฆัง หยิบบุหรี่มาจุด ชำเลืองตามองทีหนึ่ง หอกลองปรากฏเข้ามาในสายตาเขา ปากพึมพำว่า “ระฆังดีแบบนี้ กลองก็คงไม่ต่างกัน ถึงยังไงก็ว่าง หมานจื่อ ไปดูด้วยกัน”
หลังจากหมาป่าเดียวดายก่อเรื่อง เถ้าแก่ซยงเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าระหว่างทางจะมีตัวอะไรกระโดดออกมาหาตนปุบปับอีก เห็นสภาพไอ้พวกคนที่กระดูกหักและร้องโอดครวญแล้ว เขาก็กลัวขึ้นมานิดๆ
เถ้าแก่ซยงมาที่ใต้หอกลอง เงยหน้ามองข้างบน “เหมือนจะใหญ่มากเลย”
ขณะเดียวกัน บนหลังคาวัดเอกดรรชนี หลังคาวัดเป็นสามมุม ข้างหลังมีกระรอก ลิง และหมาป่ารวมถึงหลวงจีนน้อยคนหนึ่งนอนหมอบอยู่ เจ้าสี่ตัวนี้แอบชะเง้อหน้าออกไปดูทางด้านนั้น
“เฮ้ย ไอ้โง่นั่นไปหอกลองแหละ” กระรอกร้องดีใจที่เห็นคนอื่นเป็นทุกข์
“อาจารย์เคยบอกว่าไม่กระทำไม่ตาย เหอะๆ กลองนั่นข้ามองยังขนลุกเลย พวกมันกล้าขึ้นไปด้วย?” เด็กแดงเบะปาก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขารู้ดีว่าพลานุภาพของกลองสงครามขุยหนิวจะแตกต่างกันไปตามคน ถ้าเป็นคนจิตใจใสสะอาด มีคุณความดี จะรับผลกระทบน้อยมาก ถึงอย่างไรความชั่วร้ายของกลองสงครามนี้ก็จะขยายอารมณ์ด้านลบของคนให้ใหญ่ขึ้นอย่างไร้ขอบเขต!
ขนาดภายในใจกระรอก หมาป่าเดียวดาย และลิงแข็งแกร่งมาก บริสุทธิ์ดีงามมากแล้ว ยังตกใจจนวิ่งหนีกระเจิง แล้วคนชั่วพวกนั้นจะเป็นอย่างไร? เหอะๆ…
“พวกนายว่าพวกเขาขึ้นไปแล้วจะเคาะกลองไหม?” ลิงถามโดยพลัน
“ถ้าไม่ตกใจตายแล้วเคาะสักที คงได้ตายคาที่แน่ ขนาดสภาพจิตใจอย่างอาจารย์ยังต้องพึ่งเสียงระฆังหย่งเล่อช่วยถึงจะตีกลองได้ คนพวกนี้จะตีกลอง? หึๆ สงสัยคงไม่อยากมีอายุยืน” เด็กแดงพูด
หมาป่าเดียวดายทำเสียงขึ้นจมูกสองที “กล้าลอบโจมตีท่านหมาป่า สมน้ำหน้าพวกมันที่จะตกใจตาย มาขโมยของถึงวัดเอกดรรชนี จริงๆ เลย…ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ฉันหอนที กองทัพหมาป่ามารวมกัน ถลกหนังแทะกระดูกดึงเส้นเอ็นพวกมันได้ในพริบตาเลย”
“เอาเถอะ นั่นเป็นประวัติอันโชติช่วงในอดีตของศิษย์พี่ อย่ารื้อประวัติเก่าๆ เลยน่า พวกเขาจะขึ้นไปแล้ว…” เด็กแดงหัวเราะเหอะๆ
ทว่าเถ้าแก่ซยงยังคงระแวง เขาไม่ขึ้นไปเอง แต่เรียกผู้ชายผอมสูงคนหนึ่งขึ้นไป ผู้ชายคนนั้นเชื่อฟังมาก หยิบมีดเล่มหนึ่งเดินขึ้นไปอย่างระมัดระวัง
เถ้าแก่ซยงชะเง้อคอขึ้นไปมองข้างบน เห็นชายผอมสูงเดินขึ้นหอระฆัง เหมือนจะไม่เป็นไร
แต่ต่อมา…
“อ๊าก! อย่าเข้ามา! ฆ่า! ฆ่า! ฉันจะฆ่าแก ฉันฆ่าแกแล้ว!” เสียงร้องคลุ้มคลั่งดังขึ้น ตามด้วยชายผอมสูงกระโดดลงมาจากหอระฆังสูงห้าเมตร ตกลงมาดังโครม เสียงกระดูกหักดังชัดเจน ร่างเขานอนแน่นิ่งกับพื้น ตาสองข้างตะลึงค้าง ปากพึมพำไม่หยุด “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา…อย่าฆ่าฉัน…ฉันจะฆ่าแก…”
หมานจื่อวิ่งเข้ามาตรวจสอบทันที เอ่ยด้วยสีหน้ามึนงง “เถ้าแก่ เขาเป็นบ้าไปแล้ว…”
“บ้าไปแล้ว? เวร บนหอกลองนั่นมีอะไร? ทำไมขึ้นไปแล้วเป็นบ้า?” เถ้าแก่ซยงตกใจจนถอยหนีไม่หยุด ไม่กล้าเข้าใกล้หอระฆัง
“ทำยังไงดีเถ้าแก่?” หมานจื่อมองหอกลองด้วยความกังวล ขึ้นเขามาครั้งนี้ทุกอย่างไม่ราบรื่นเลย แต่ละเรื่องแฝงไว้ด้วยความประหลาดและพิลึก เขาจึงกลัวนิดๆ
“ทำยังไง? ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก ฉันยังไม่ได้ระฆังเลย คิดว่าแค่กลองจะทำให้ฉันตกใจได้เหรอ แกพาคนขึ้นไปเยอะหน่อย ไม่ว่าข้างบนจะมีหมาป่าหรือหมาก็ฆ่ามัน! เสร็จแล้วให้คนละแสน!” เถ้าแก่ซยงเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะเช่นกัน ตอนมามาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าตอนนี้ไม่ได้คลำแม้แต่ก้น แถมยังมีคนบาดเจ็บระหว่างงาน กลับไปแค่เงินชดใช้ก็มากโขแล้ว ตีให้ตายอย่างไรเขาก็จะไม่กลับไปมือเปล่า
หมานจื่อได้ยินดังนั้นจึงมองหอกลองด้วยความขนลุกเช่นกัน แต่ก็ยังกัดฟันเรียกคนห้าหกคนให้ขึ้นไปด้วยกัน
เถ้าแก่ซยงวางใจกับหมานจื่อเต็มร้อย หมานจื่อเป็นคนกล้าหาญที่มีชื่อเสียง ในมือกุมชีวิตคนหลายชีวิต เป็นต้นแบบของคนที่ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน เถ้าแก่ซยงรอฟังข่าวข้างล่าง พลางพึมพำว่า “ถ้าไม่ได้อะไรเลย ฉันจะเผาวัดเวรนี่ทิ้งแม่ง!”
สิ้นเสียงก็ได้ยินเสียงร้องตกใจดังมาจากบนหอกลอง!
………………………………………………….