บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 523 ถูกล้อมแล้ว
“วัว! วัว!”
“ฉันฆ่าแกไปแล้วนี่!”
“อย่าเข้ามา!”
“ช่วยด้วย!”
“วะฮ่าๆ…ฉันรวยแล้ว เงินเต็มไปหมด! เงินเต็มไปหมด!”
“ไสหัวไป! ฉันฆ่าแกได้ครั้งหนึ่งก็ฆ่าครั้งที่สองได้! ฉันฆ่า ฉันฆ่าแกไปแล้ว!” นี่คือเสียงของหมานจื่อ
จากนั้นเถ้าแก่ซยงเห็นหกคนที่ขึ้นหอกลองล้มลุกคลุกคลานวิ่งลงมา สองคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย และอีกคนพอเจอใครก็จะกัดราวกับเสียสติ อีกคนก้มหน้าลงตะโกนเ เสียงดัง “ฉันคือวัว! ฉันเป็นวัวขาเดียว จะขวิดพวกแกให้ตาย! มอๆๆ…” หมานจื่อข้างหลังกวัดแกว่งมีด เห็นคนก็ทำท่าจะฟัน ฟันไปพลางหัวเราะเยาะไปพลาง “หนีเหรอ อย่าคิดหนีแม้แต่คน นเดียว! ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด!”
เถ้าแก่ซยงเห็นแบบนั้นก็ตกใจสะดุ้ง หกคนที่ขึ้นไปเป็นบ้ากันหมด! แม้แต่หมานจื่อยังบ้า เขารู้สึกขนหัวลุก ในที่สุดก็คิดว่าเรื่องนี้ผิดปกติเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยว่า “บ้าไปแล้ว บ้ากันหมด! หมานจื่อ รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”
ผลคือหมานจื่อพลันหมุนตัวกลับ ยกมีดปรี่มาหาเขา “แกด่าฉันว่าหมานจื่อ[1]? ฉันจะฟันแกให้ตาย!”
เถ้าแก่ซยงตกใจจนวิ่งหนี พลางตะโกนว่า “เร็ว! ใครก็ได้มาเร็ว คุมไอ้พวกนี้ไว้!”
ทุกคนถึงค่อยตั้งสติกลับมาได้ ใช้เชือกและตาข่ายทั้งหมด ไม่นานก็คุมคนพวกนี้ไว้ แม้จะเป็นแบบนี้ก็ยังมีคนโดนฟันและกัดบาดเจ็บ เวลานี้ กองทัพหัวขโมยที่เดิมทีองอาจห้าวหาญกลายเป ป็นกลุ่มคนบาดเจ็บ ร้องโอดโอยเกลื่อนกลาด
ถึงจะถูกควบคุมไว้แล้ว แต่คนพวกนี้ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลย ยังคงตะโกนว่าจะฆ่า ส่งเสียงร้องของวัวไม่ขาด…
ในกลุ่มนั้นหมานจื่อดุร้ายสุด อ้าปากกว้างกัดเชือกอย่างแรง ตะโกนเสียงดังว่า “ฉันจะกัดแกให้ตาย กัดแกให้ตาย! จะกัดพวกแกให้ตาย กัดพวกแกให้ตายทั้งหมด มอๆ…”
“เหล่าหลี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? แค่หอกลอง ทำไมขึ้นไปถึงเป็นบ้าได้?” เวลานี้เถ้าแก่ซยงกลัวจริงๆ แล้ว และยังไม่กล้าให้คนขึ้นหอกลองอีก แต่เรียกผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุอย ย่างเหล่าหลี่มาถามด้วยอาการตัวสั่น
เหล่าหลี่ยิ้มเจื่อน “เถ้าแก่ซยง คุณถามผมแล้วผมจะถามใคร ตั้งแต่มาที่วัดนี้ ที่ที่เราเห็นและสัมผัสมีที่ไหนปกติบ้าง? เฮ้อ…เกรงว่าพระพุทธองค์จะแสดงฤทธิ์ จัดการคนบาปหนักอย่าง พวกเรา”
ได้ยินเหล่าหลี่พูดแบบนี้ เถ้าแก่ซยงก็ใจสั่นแวบหนึ่ง
“เถ้าแก่ พี่น้องหลายคนบาดเจ็บ ดูท่าแล้วมีหลายคนใช้งานไม่ได้แล้ว เถ้าแก่ว่าจะทำยังไงดี?” ตอนนี้เอง มีคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน
“ทำยังไง?” เถ้าแก่ซยงโกรธแล้ว เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าตอนนี้จะทำอย่างไร! พาคนมาเยอะขนาดนี้ ถ้าผลคือไม่ได้ผลกำไรเลยก็แล้วไป แต่นี่จะต้องกลับไปมือเปล่าหรือ!
คิดได้ดังนั้น เถ้าแก่ซยงก็ว้าวุ่นใจ…
“เถ้าแก่ซยง ถ้าไม่อย่างนั้นเราเข้าวัดไปจุดธูปสักสองสามดอก ขอร้องให้พระพุทธองค์ปล่อยไปเถอะ มีโอกาสสูงมากที่พวกเราจะเจอกับเรื่องเหนือธรรมชาติแล้ว” คนคนนั้นพูดพลางสะอื้นไห้
“เจอเรื่องเหนือธรรมชาติ? เจอกับผีแกสิ! ฉันอยากรู้นักว่าวัดเก่าๆ นี่จะเจ๋งขนาดนั้นจริงเหรอ พาคนตามฉันมา! วันนี้ถ้าไม่อธิบายให้ฉันรู้เรื่อง ฉันจะรื้อวัดเก่านี่!” เถ้าแก่ซย ยงมีเพลิงโทสะเต็มอกแต่ไม่มีที่ระบาย เขาไม่กล้าขึ้นหอกลอง แต่เข้าวัดไม่ใช่ปัญหาอะไรนี่? ในวัดคงไม่มีที่แปลกๆ หรอก?
เรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้ เถ้าแก่ซยงไม่หวังจะได้กลองกับระฆังมาแล้ว แต่ความเสียหายตรงนี้จะต้องหาคนชดใช้ ไม่อย่างนั้นเขาคนเดียวรับผิดชอบไม่ไหว เขาจึงเบนความคิดไปที่ตัววัดแทน
คนอื่นไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ตามเถ้าแก่ซยงเข้าวัดเอกดรรชนี
บนหลังคา กระรอกร้อนใจแล้ว กระโดดขึ้นๆ ลงๆ พลางร้องว่า “เฮ้ย พวกเขามาวัดแล้ว? ทำยังไงดี ทำยังไงดี”
“รีบร้อนอะไร ข้าจะไปดูเอง!” เด็กแดงยิ้มเยาะ ก่อนกระโดดลงไป
หมาป่าเดียวดายกระโดดตาม เอ่ยขึ้นว่า “ฉันต่างหากผู้ปกปัก”
ลิงกระโดดตามไปเช่นกัน “มีทุกข์ร่วมต้าน ให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องเสี่ยงอันตราย อาจารย์เป็นพวกเจ้าเล่ห์จริงๆ”
สิ้นเสียง เด็กแดงกับหมาป่าเดียวดายหันหน้ากลับมาพร้อมกัน จากนั้นพยักหน้าเห็นด้วย
กระรอกเห็นแบบนั้นก็คว้าหินมาก้อนหนึ่ง พูดด้วยความโมโหว่า “ฉันก็จะไปด้วย!”
“พังประตู!” เถ้าแก่ซยงสั่งการ
เพิ่งสิ้นเสียง ประตูใหญ่ถูกเปิดออก
แทบเป็นขณะเดียวกัน มีเสียงตะโกนด้วยความโกรธดังแว่วมา “ดูซิว่าใครช่างกล้า!”
เด็กแดงที่เปิดประตูใหญ่และเตรียมจะเสแสร้งพลันอึ้งงัน มีคนแย่งบทพูดไปจากเขา…
เถ้าแก่ซยงตะลึงงันเช่นกัน หันไปมองก็เห็นไฟฉายหลายสิบกระบอกส่องมาทางพวกเขาจากข้างหลัง หรี่ตามองไปก็มืดจนไม่รู้ว่ามากี่คน อีกอย่างคนพวกนี้เหมือนจะเอาของมาด้วย เห็นได้ชัด ดที่สุดคือคนคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างหน้า ในมือถือจอบ มีท่าทีกระตือรือร้นอยากลงมือ
“ใคร? ใครน่ะ?” เถ้าแก่ซยงเห็นอีกฝ่ายเยอะกว่าคนของตนก็ตกใจ
“ไกด์ซยง เป็นอะไรไป ไม่ได้เจอกันไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่รู้จักกันแล้ว?” พอปิดไฟฉายก็เผยร่างเงาของหวังโอ้วกุ้ย หวังโอ้วกุ้ยยืนอยู่กับชาวบ้านกลุ่มใหญ่ ในมือถือหม้อชามถ้วยกระบว วย กระทะใหญ่ เก้าอี้ไม้กระดาน จอบ คราด เสียมและมีดหั่นผัก มีอาวุธสิบแปดอย่างของหมู่บ้านชาวนาครบมือ!
“อ้าว ผู้ใหญ่บ้านหวังนี่เอง คุณขึ้นเขามาทำไมล่ะครับ?” เถ้าแก่ซยงเห็นท่าทีอีกฝ่ายแล้วก็กลัวนิดๆ แต่ก็เกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นได้ เอ่ยยิ้มๆ ในฉับพลัน
“ถ้าผมไม่ขึ้นมาจะรู้ได้ยังไงว่าปล่อยหมาป่าขึ้นภูเขา เถ้าแก่ซยงจะทำไมนะ? จะทุบวัดเอกดรรชนี? แล้วก็คนพวกนี้อีก ทั้งเชื่อมไฟฟ้า ทั้งค้อน ทั้งเลื่อยไฟฟ้า จะรื้อย้ายกันเหรอเน นี่ย?” หวังโอ้วกุ้ยถามอย่างมีเลศนัย
“ผู้ใหญ่บ้านหวัง คุณพูดอะไรอย่างนั้น ผมเป็นคนดี มาจากบริษัทท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน จะไปทำเรื่องรื้อนู่นรื้อนี่ได้ยังไง…” เถ้าแก่ซยงกลอกตาไปมา คิดหาวิธีแก้ปัญหา
“อ้อ? ถ้าอย่างนั้นผมอยากรู้ว่าถ้าคุณไม่ได้จะรื้อย้าย แล้วคิดจะทำอะไร” หวังโอ้วกุ้ยถาม
เถ้าแก่ซยงกลอกตาทีหนึ่ง “จะทวงหนี้!”
“ทวงหนี้? ใครไปติดหนี้คุณ?” ถานจวี่กั๋ววางกล้องยาสูบแบบยาวในมือลง น้ำเสียงเย็นเยือกหลายส่วน
“จะมีใครอีก? ก็เจ้าอาวาสวัดนี้ ฟางเจิ้งน่ะ! พวกเขาติดเงินผม ผมเลยมาทวงหนี้ แต่หนีไม่ยอมพบหน้า ผมก็ต้องเคาะประตูเรียกสิ พวกคุณว่าสมัยนี้หาเงินง่ายรึไง มีอย่างที่ไหนให้เขา าแล้วกลับหนีหน้า จะมารังแกกันแบบนี้ไม่ได้นะ? ผมเองก็มีคนเยอะเหมือนกัน ต้องกินข้าว ต้องเลี้ยงครอบครัว…ผมหมดหนทางแล้วถึงได้ตัดสินใจบุ่มบ่ามแบบนี้ อยากจะบีบเขาสักครั้ง ไม่ไหว จริงๆ ก็เลยได้แต่ยึดของไปเล็กน้อย เอาไปขายลดหนี้” เถ้าแก่ซยงตอบ
“ฟางเจิ้งติดเงินคุณ?” เฉินจินยิ้มเยาะ “ฟางเจิ้งติดคุณเท่าไร คุณถึงจะรื้อวัดเขาแบบนี้?”
“ไม่มาก ห้าล้าน!” เถ้าแก่ซยงขบคิด จากนั้นเอ่ยในทันใด ถึงอย่างไรพูดไปมั่วๆ มากหน่อยจะได้หลอกง่าย ในมุมมองเถ้าแก่ซยง ปกติวัดกับชาวบ้านจะไม่ค่อยคุยกันเท่าไร โดยเฉพาะเงินทองภ ภายในหมุนเวียนอย่างไรนั้นยิ่งไม่บอกกับคนอื่น วัดหนึ่งหาเงินหลายล้านไม่ได้ยากเกินไป ดังนั้นเขาจึงคิดว่าคำพูดนี้ของตนไม่มีพิรุธอะไร
…………………….……….
[1] หมานจื่อ เป็นคำที่ชาวจีนทางเหนือใช้เรียกชาวจีนทางใต้ ถือเป็นการดูถูก