บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 530 อารามเต๋าอยู่เย็นเป็นสุข
นักพรตเต๋าเล่อเทียนหน้าแดง “อาตมาไม่ใช่นักพรตเต๋าแท้ ออกบวชกลางทาง มีบางสิ่งที่ไม่เข้าใจอยู่ ก่อนหน้านี้ถามคน ถึงรู้ว่าปกติเวลาศิษย์ลัทธิเต๋าแสดงความเคารพจะเอ่ยว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด’ หรือไม่ก็ ‘พระผู้เป็นเจ้าไท่อี่สูงสุด’ ถ้าเจอผู้เลื่อมใสที่ประสบเรื่องร้ายก็จะเอ่ยว่า ‘ขอพระผู้เป็นเจ้าไท่อี่พาข้ามผ่านเคราะห์ภัย’ หรือ ‘ขอพระผู้เป็นเจ้าไท่อี่ช่วยบรรเทาทุกข์’ เป็นการเรียกหาพระผู้เป็นเจ้าไท่อี่ผู้มีความเมตตาอันยิ่งใหญ่ เหมือนกับพระโพธิสัตว์กวนอิมของพุทธศาสนาพวกท่าน หวังว่าพระผู้เป็นเจ้าไท่อี่จะแสดงฤทธิ์ช่วยเหลือคนที่ประสบเคราะห์ภัย ช่วยให้ข้ามผ่านพ้นเคราะห์ การแสดงความเคารพแบบนี้ใช้กันมาหลายปีแล้ว
จนถึงช่วงต้นยุคแปดศูนย์ ตอนที่นักเล่าหนังสือคนหนึ่งกำลังเล่าถึงหนังสือ หรือตอนที่นักพรตเต๋าในหนังสือมีบทบาท ก็มักจะใช้คำว่า ‘พระพุทธ…หาที่สุดมิได้’ เป็นคำติดปากไป ต่อมาในการประชุมสภาครั้งหนึ่ง นักเล่าหนังสืออยู่กลุ่มเดียวกับไต้ซือพุทธศาสนาพอดี ดังนั้นไต้ซือเลยขอชี้แนะนักเล่าหนังสือว่าลัทธิเต๋าไม่เรียกว่าพุทธ ดังนั้นคำว่าพระพุทธหาที่สุดมิได้ไม่เหมาะจะใช้เป็นคำเรียกติดปากของลัทธิเต๋า นักเล่าหนังสือคนนั้นอยากจะเล่าหนังสือ เลยขอให้ไต้ซือช่วยคิดคำที่คล้ายๆ กับอมิตาพุทธของพุทธศาสนาให้ ไต้ซือจนปัญญา เขาเป็นคนกลางจะคิดคำเรียกให้ลัทธิเต๋าได้อย่างไร? แต่พอคิดๆ ดูแล้ว การเล่าหนังสือเป็นศิลปะของทางโลก ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวลัทธิเต๋า จึงบอกไปว่า ‘เทพลัทธิเต๋าเรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า’ นักเล่าหนังสือมีความรู้ส่วนหนึ่งจึงเข้าใจ เลยเกิดคำว่า ‘พระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้’ (อู๋เลี่ยงเทียนจุน) ขึ้นมา”
พอถึงยุคเก้าศูนย์ นักพรตเต๋าผู้มีบารมีในลัทธิเต๋าบางส่วนตัดขาดจากโลกภายนอก และมีกระแสสังคมใหม่เข้ามา นักพรตเต๋าที่เกิดใหม่แสวงหากระแสสังคม เลยมีคนเริ่มใช้คำว่าพระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้ เริ่มแพร่หลายออกไปทีละน้อย ทุกคนใช้คำว่าพระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้กันอย่างแพร่หลาย ระหว่างนักพรตเต๋า เวลารวมตัวกันจะพูดแบบนี้ ต่อมาก็กลายเป็นคำเรียกที่ทุกคนยอมรับโดยนัย ต่อมาอีกคำเรียกนี้ก็ไปถึงทางใต้…
ก่อนหน้านี้คนจำนวนหนึ่งอย่างเช่นอาตมาไม่รู้ถึงสาเหตุเหล่านี้ เพียงแต่พูดตามกันมามั่วๆ ตอนนี้เข้าใจแล้วย่อมไม่ใช้อีก
ลัทธิเต๋าพวกเรามักจะใช้คำว่า ‘สูงสุด’ ‘ถึงที่สุด’ ‘หาที่สุดมิได้’ แสดงถึงความสูงส่งและสูงศักดิ์
ทัศนาหาที่สุดมิได้เป็นคำพูดอวยพรให้มีความสุข เป็นการอวยพรสูงสุด…พูดง่ายๆ คืออาตมาคิดว่าคนอื่นพูดว่าพระผู้เป็นเจ้าหาที่สุดมิได้ แต่อาตมาพูดว่าทัศนาหาที่สุดมิได้ มีนัยแฝงมากกว่า…ถ้าใช้คำพูดสมัยใหม่ ก็ดูดีกว่านั่นแหละ” นักพรตเต๋าเล่อเทียนหัวเราะเหอะๆ
ฟางเจิ้งหมดคำจะพูดแล้ว เจ้านี่จริงๆ เลย นิสัยเด็ก คำพูดเด็กไม่เกรงกลัวอะไร คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น
สองคนพูดคุยกันพลางเดินมาหน้าอารามเต๋าของนักพรตเต๋าเล่อเทียน
อารามเต๋าที่ว่าเป็นบ้านดินที่ยังไม่ได้เผาคลุมด้วยหญ้า ปากประตูแขวนป้ายว่าอารามเต๋าอยู่เย็นเป็นสุข อักษรแข็งแกร่งมีพลัง จะเห็นได้ถึงอำนาจในลายพู่กันของคนเขียน ภายในใจโล่งกว้าง ถูกต้องชอบธรรมและเข้มงวด
เข้าลานอารามมา บนบ้านดินปั้นยังแขวนป้ายว่า ‘วิหารสามเทพ’ ไว้
ทางซ้ายและขวามีบ้านฝั่งละหลัง ด้านบนมีแผ่นป้ายเช่นกัน ทางซ้ายเขียนว่าใบไม้ร่วงรู้จักใบไม้ผลิ ทางขวาเขียนว่าบึงน้ำมังกรหมอบ ปากประตูปลูกต้นไม้ดอกไม้ แม้ทั้งอารามเต๋าจะมีบ้านมุงหญ้าไม่กี่หลังรวมกับรั้วกั้น แต่โดยรวมแฝงไว้ด้วยเสน่ห์แห่งเต๋า ทำให้คนเดินเข้ามาแล้วรู้สึกสบายใจอย่างมาก
ในจุดนี้ ฟางเจิ้งต้องนับถือนักพรตเต๋าเล่อเทียน ฟางเจิ้งตอบตัวเองได้เลยว่าเขาก่อนที่จะมีระบบช่วยทำแบบนี้ไม่ได้แน่! การจัดวางที่ดูเหมือนตามอำเภอใจแต่แฝงด้วยหลักการฟ้าดินแบบนี้ทำได้ยากมาก จากตรงนี้จะเห็นได้ว่านักพรตเต๋าเล่อเทียนไม่ใช่นักพรตเต๋าปลอม อย่างน้อยในด้านการตระหนักรู้ในธรรมชาติก็ไม่ธรรมดา
แต่ว่าฟางเจิ้งในตอนนี้เกิดการตระหนักรู้ต่อแนวคิดในพุทธคัมภีร์มามากมายแล้วจึงทำได้ เขาตรึกตรองว่ากลับไปแล้วจะจัดพื้นที่บนยอดเขาเอกดรรชนีดีหรือไม่?
ฟางเจิ้งพาเหล่าลูกศิษย์ตามเล่อเทียนเข้าอารามเต๋า
ฝานชิงป้อนน้ำให้ชายชราเล็กน้อยแล้ว ชายชราจึงค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
ฝานชิงเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟังทันที เน้นแสดงความไม่พอใจของตนที่มีต่อสภาพแวดล้อมในตอนนี้กับท่าทีของอีกฝ่ายโดยเฉพาะ
ชายชราส่ายหน้าบอก “ฝานชิง แล้วเอ็งคิดว่าเขาควรปฏิบัติกับเอ็งยังไง?”
“อย่างน้อย…” พูดถึงตรงนี้ฝานชิงผงะ ไม่รู้ควรจะพูดอย่างไร
“เขาไม่ใช่ญาติพี่น้องและก็ไม่ใช่เพื่อนเก่า แต่ก็ยังช่วยข้า แถมยังให้ที่พักกายชั่วคราวกับเราอีก นี่เป็นบุญคุณครั้งใหญ่ อยู่บ้านพ่อแม่ตามใจเอ็ง เอ็นดูเอ็ง ดูแลเอ็ง อยู่โรงเรียนอาจารย์ก็ดูแลเอ็ง เอ็นดูเอ็ง อยู่โรงงานข้าดูแลเอ็งได้ ตามใจเอ็งได้ แต่มาข้างนอก ทำไมคนนอกจะต้องดูแลเอ็งตามใจเอ็งด้วย? ไม่ได้รู้จักกัน ไม่มีใครเขาเต็มใจตามใจคนอื่นหรอก…เว้นแต่…” ชายชราพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงัก
“เว้นแต่อะไรครับ?” ฝานชิงถาม
“เว้นแต่จะมีเป้าประสงค์ คนที่จู่ๆ ก็เอาอกเอาใจอย่างไม่มีสาเหตุต่างหากที่เอ็งต้องระวัง แต่พวกเขานี่แหละปัญญาชนของจริง” ชายชราตอบ
“อาจารย์ เหมือนจะยังไม่ได้แก้พิษงูท่านเลยนะ” ฝานชิงพูด
ชายชราหัวเราะเอ่ย “ควรจะตายตั้งนานแล้ว มีชีวิตต่ออีกครู่หนึ่งก็ถือว่ากำไร จะคิดอะไรเยอะแยะ? ฝานชิง เอ็งนั่งลง ข้าจะทดสอบความรู้พื้นฐานของเอ็ง”
ฝานชิงได้ยินเข้าก็พลันทำหน้าเจื่อน นั่งลงรอการทดสอบ
ภายในอาราม ฟางเจิ้งกับนักพรตเต๋าเล่อเทียนนั่งลงแยกที่แขกและเจ้าบ้าน บนโต๊ะของนักพรตเต๋าเล่อเทียนวางเครื่องชาสีดำชุดหนึ่งไว้ ภายนอกเครื่องชาสีดำทึบดูราบเรียบ แต่ภายในกลับมีดอกบัวสีขาวเบ่งบาน ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร ดูประณีตมาก นักพรตเต๋าเล่อเทียนหัวเราะ “นี่เป็นมรดกที่ปู่อาตมาให้มา เล่าลือว่ามีประวัติศาสตร์หลายร้อยปี นี่เป็นของดี เป็นกาดินปั้นต้นตำรับ ดอกบัวข้างในเป็นหยก วันนี้แขกพิเศษมาเยือน ถึงอาตมาจะทำใจเอาออกมาไม่ได้ก็ต้องเอาออกมา ขอเจ้าอาวาสอย่ารังเกียจ”
เด็กแดงเขย่งเท้ามานั่งข้างๆ แล้วทำหน้าตารังเกียจ! พึมพำในใจว่า ‘ไม่ใช่ทอง ไม่ใช่เงิน ไม่กระดากอายที่เอาออกมารึ?’
เจ้าลิงยืนข้างหลังฟางเจิ้ง นัยน์ตามีความอยากรู้อยากเห็น แต่พยายามทำให้ตนนิ่งไว้เหมือนนักบวชชราเข้าฌาน
หมาป่าเดียวดายกวาดสายตามองแก้วเล็กใบนั้นก่อนส่ายหน้า พึมพำในใจว่า ‘ขี้เหนียวจริงๆ แก้วเล็กแค่นี้จะไปดื่มอะไรได้? ดื่มน้ำยังขี้เหนียวขนาดนี้…’
ในบรรดาทุกคน กระรอกดีใจที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นแก้วที่ตราตรึงใจแบบนี้ มีความสุข!
ฟางเจิ้งไม่เข้าใจเรื่องชา และไม่เข้าใจเครื่องชา แต่รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าเครื่องชาชุดนี้ไม่ธรรมดามาก
ฟางเจิ้งยิ้มเอ่ย “พูดจริงๆ นะ ที่วัดอาตมายังเอาเครื่องชาหรูหราแบบนี้ออกมาไม่ได้เลย มีเครื่องชาแบบนี้ได้ สามชาติก็มีความสุข”
นักพรตเต๋าเล่อเทียนมองบนไปทีหนึ่ง “ไม่เท่าไรหรอก มองจากนัยน์ตาท่านก็เห็นว่าไม่ได้สามชาติมีความสุขอะไรเลย ดูเฉยเมยมาก ส่วนนี้ไม่ดีเลย เห็นอะไรก็ไม่ตกใจ ถ้ามองทะลุธุลีแดงจริงๆ ไม่ตื่นเต้นกับอะไรเลย แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไร?”
ฟางเจิ้งหัวเราะแห้งๆ ด้วยความจนปัญญาสองที ไม่เถียงกับนักพรตเต๋าเล่อเทียนแล้ว เพราะเขาตกใจเครื่องชานี่อยู่บ้างจริงๆ เพียงแต่แววตาเขาใสกระจ่างแบบนี้ตลอด จะโทษเขาได้หรือ?
นักพรตเต๋าเล่อเทียนพูด “หลวงพี่รอเดี๋ยว อาตมาจะไปเก็บใบชามา”
“ในภูเขาลึกมีใบชา?” ฟางเจิ้งอึ้งงัน มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นนักพรตเต๋าเล่อเทียนเข้าไปตรงมุมลานอาราม เก็บบางสิ่งมาอย่างระมัดระวัง มองเห็นไม่ชัดว่าคืออะไร
…………………….