บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 532 ใช้ไม่ได้เลย
นักพรตเต๋าเล่อเทียนเห็นแบบนั้นพลันหัวเราะ ยิ้มมีความสุขมาก ให้ความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จในการทำให้คนอื่นอับอาย
ฟางเจิ้งพบว่านักพรตเต๋าเล่อเทียนชอบหัวเราะมากจริงๆ เหมือนเรื่องเล็กน้อยก็ทำให้เขาหัวเราะเสียงดังสบายๆ ได้แล้ว ไม่ใช่หัวเราะแบบเสแสร้ง แต่หัวเราะสบายๆ จริงๆ นี่อธิบายได้ว่าในใจเขาไม่มีธุลีใดๆ ไร้สิ่งปนเปื้อน ทะลุปรุโปร่ง มีความสุขก็หัวเราะ ไม่มีความสุขก็ร้องไห้ โกรธก็ด่าทอ ทุกอย่างอยู่ระหว่างหนึ่งความคิด ทำทุกอย่างตามแต่ใจ…
เทียบฟางเจิ้งกับนักพรตเต๋าเล่อเทียนแล้ว พบว่าเขายังห่างไกลจากนักพรตเต๋าเล่อเทียนในจุดนี้ ในใจเขายังมีข้อผูกมัดไร้รูปพันธนาการอยู่ ทำให้เขาไม่อาจปล่อยมือได้อย่างสมบูรณ์ ไปใช้ชีวิตที่สง่าผ่าเผย มีอิสระและเผชิญหน้ากับเจตนาเดิม ทว่านักพรตเต๋าเล่อเทียนกลับชี้เส้นทางให้เขา เส้นทางที่จะให้เขาเดินหน้าไป อย่างน้อยจากนี้เขาก็รู้แล้วว่าจะเดินไปทางไหน
ฟางเจิ้งพูดว่า “อมิตาพุทธ คำพูดของท่านสุดยอดมาก ขนาดอาตมายังยึดติดกับสิ่งภายนอกเลย”
“เจ้าอาวาสเกรงใจไปแล้ว ชาเสร็จแล้วมาชิมเถอะ บอกไม่ได้ว่ารสชาติดีแค่ไหน แต่ดื่มเยอะๆ…” นักพรตเต๋าเล่อเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ลิง หมาป่าเดียวดาย กระรอกและเด็กแดงมองมา นักพรตเต๋าเล่อเทียนถึงพูดต่อ “ก็จะชินเอง”
เจ้าพวกนี้มองค้อนไปทีหนึ่ง คิดว่าจะมีอะไรพิเศษ สรุป…นี่มันหลอกกันนี่!
ฟางเจิ้งกลับไม่ใส่ใจ แต่หยิบแก้วชาขึ้นมาชิม รสชาติขมเล็กน้อย แต่หลังจากขมไปแล้วจะหวานเล็กน้อย ทว่าก็ยังกลบรสขมนั้นไม่อยู่
“เจ้าอาวาส ถ้ารู้สึกว่าขมเกินไปก็ใส่น้ำผึ้งได้นะ” นักพรตเต๋าเล่อเทียนหยิบกระป๋องมาอันหนึ่ง “นี่คือน้ำผึ้งป่าที่เก็บมาเมื่อช่วงก่อน รสชาติใช้ได้เลย”
ฟางเจิ้งใส่ลงไปเล็กน้อยอย่างไม่ลังเล ลองชิม…ใส่อีก ลองชิมอีกก็ยังใส่อีก สุดท้ายหวานอย่างยิ่งถึงดื่มได้สบาย
เด็กแดงยื่นมือจะหยิบน้ำผึ้ง แต่นักพรตเต๋าเล่อเทียนเก็บกลับมาอย่างเด็ดขาด
เด็กแดงร้องโวยด้วยความไม่ยอม “เหตุใดไม่ให้ข้ากินน้ำผึ้ง?”
“อาจารย์เธอใช้ช้อนเล็กตัก อาตมาดูจากท่าทางเธอแล้ว คิดจะเอาไปทั้งกระป๋องรึ?” นักพรตเต๋าเล่อเทียนทำเสียงหึๆ
เด็กแดงหน้าแดง เขาคิดแบบนี้จริงๆ…
กระรอก ลิง และหมาป่าเดียวดายได้น้ำผึ้งไปเล็กน้อย แต่ละตัวกินอย่างมีความสุข โดยเฉพาะหมาป่าเดียวดาย มันแลบลิ้นลองชิมแล้วถึงกับไม่ยอมกลืนน้ำผึ้ง ให้วางอยู่ที่ลิ้นอย่างนั้น ก่อนส่ายไปส่ายมาตรงหน้าเด็กแดง…
เด็กแดงหรี่ตามองหมาป่าเดียวดายแล้วเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดาน “หืม? มีหนู!”
หมาป่าเดียวดายเงยหน้าขึ้นมอง เด็กแดงใช้ฝ่ามือตบน้ำผึ้งบนลิ้นหมาป่าลอยไป จากนั้นสับขาวิ่งหนี
หมาป่าเดียวดายมองน้ำผึ้งของตนที่หายไปด้วยความเศร้า เห่าทีหนึ่งก่อนจะพุ่งตามเด็กแดงออกไป สองคนวิ่งไล่ล่ากัน ไม่นานก็หายเข้าไปในป่า
ฟางเจิ้งมองเจ้าสองคนนี้ที่ไม่ยอมกันด้วยใบหน้าแดง ยิ้มเก้อเขินเอ่ยว่า “ศิษย์สองคนนี้นี่…”
“อืม ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ” ยังไม่ทันที่ฟางเจิ้งจะพูดจบ นักพรตเต๋าเล่อเทียนเสริมมีดลงไปอย่างเด็ดขาด
ฟางเจิ้งสะอึก
ฟางเจิ้งสนใจนักพรตเต๋ากับลัทธิเต๋ามาตลอด ทว่าลัทธิเต๋ากับนักพรตเต๋ามีความต่างในด้านเนื้อแท้ ตอนเด็กเขายังแยกไม่ออกว่าอะไรคือนักพรตเต๋า อะไรคือลัทธิเต๋า วันนี้คุยกับนักพรตเต๋าเล่อเทียนอย่างมีความสุข ตรงไปตรงมา มีอะไรก็ทำหมด
นักพรตเต๋าเล่อเทียนเองก็ไม่ปิดบัง อาจเพราะไม่ได้คุยกับคนมานานเกินไป เจ้านี่เลยพูดไม่หยุด ดื่มชาไปพลาง พูดแจ้วไม่หยุดไปพลาง
ฟางเจิ้งเองก็ได้รับความรู้มาไม่น้อย ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
“นักพรตเต๋า อาตมานึกถึงเรื่องหนึ่ง ทำไมนักพรตเต๋าถึงชอบพูดพระพุทธติดปาก?” ฟางเจิ้งถาม
นักพรตเต๋าเล่อเทียนอึ้งไป “มีเรื่องแบบนี้ด้วย?”
“ใช่ ถึงอาตมาจะไม่เคยเห็น แต่เห็นนักพรตเต๋าในมือถือพูดกับคนบ่อยๆ ว่า ‘พระพุทธอายุขัยยืนยาวไม่จบสิ้น’ เหมือนจะไม่ต่างกับทัศนาหาที่สุดมิได้เลย” ฟางเจิ้งถาม
นักพรตเต๋าเล่อเทียนได้ยินดังนั้นก็เบะปาก ทำหน้าตาดูถูก “นั่นเพราะหูท่านไม่ดี หรือไม่ก็นักพรตเต๋าปลอมที่ไร้ความรู้พูดจามั่วซั่ว พวกเราจะไปพูดว่าพระพุทธอายุขัยยืนยาวไม่จบสิ้นได้ยังไง? เราไม่ได้นับถือพระพุทธ แต่เราจะพูดว่าอายุขัยยืนยาวมีความสุขไม่มีจบสิ้นต่างหาก ทว่าภาคใต้บางที่ การออกเสียงคำว่าความสุข (ฝู) กับพระพุทธ (ฝอ) คล้ายๆ กัน เลยออกมาเป็นพระพุทธอายุขัยยืนยาวไม่จบสิ้น ความจริงเป็นอายุขัยยืนยาวมีความสุขไม่มีจบสิ้นต่างหาก เป็นการมอบอายุขัยและความสุขอันหาที่สุดมิได้กับท่าน เป็นคำอวยพรน่ะ”
ฟางเจิ้งเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ขณะเดียวกันยังเก้อเขินเล็กน้อย ไม่ถามก็ไม่รู้จริงๆ พอถามถึงได้พบว่าตนเบาปัญญาเกินไป!
สองคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ คุยครั้งนี้นานถึงสองชั่วโมงกว่า ตอนนี้เองได้ยินฝานชิงร้องตกใจว่า “อาจารย์ อาจารย์เป็นอะไร? นักพรต หลวงพี่! รีบมาเร็ว อาจารย์ผมแปลกๆ ไป!”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ ชีวิตคนสำคัญจึงต้องรีบ
ทว่านักพรตเต๋าเล่อเทียนทำหน้าเฉยเมย เอ่ยด้วยความรำคาญว่า “ตะโกนอะไร ก็แค่อ้วกเอง? ไม่อ้วกจะขับพิษยังไง? อ้วกเสร็จก็หายดีแล้ว”
แม้จะพูดสบายๆ แต่นักพรตเต๋าเล่อเทียนก็ยังหยิบขวดดินเผาขวดเล็กเดินออกไปกับฟางเจิ้ง
เห็นแค่ชายชราโค้งตัวอ้วกตลอด อ้วกออกมากองหนึ่ง อยู่ไกลๆ ยังได้กลิ่น ฟางเจิ้งสงสัยหนักมากว่าที่นักพรตเต๋าเล่อเทียนไม่ให้สองคนนี้เข้ามาเพราะไม่อยากให้อารามมีกลิ่นอ้วกนี่เอง
เมื่อนักพรตเต๋าเล่อเทียนมาถึง ฝานชิงรีบวิ่งเข้ามา ขณะจะพูด นักพรตเต๋าเล่อเทียนส่งสายตาให้เขาหดหัวกลับไปเสีย จากนั้นเดินมาที่หน้าชายชราอย่างเนิบๆ และหยิบเม็ดยาสีแดงส่งให้ไปหนึ่งเม็ด “กินซะ”
ชายชราเงยหน้าขึ้นมองเล่อเทียน ไม่ได้ถามอะไรมาก แต่หยิบไปกินเลย
นักพรตเต๋าเล่อเทียนเลิกคิ้วขึ้น แววตามีความสุขเล็กน้อย แววตาที่มองชายชราดูชื่นชมอยู่บ้าง พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า “กินยาอาตมาแล้วประสกก็รอดตายแล้ว แต่ต้องพักผ่อนเยอะๆ ที่นี่ไม่เหมาะกับประสก รีบออกไปจะดีกว่า”
ชายชราเอ่ย “ขออนุญาตถามชื่อเต๋านักพรตครับ บุญคุณที่ช่วยชีวิตครั้งนี้ผมจะไม่ลืมไปตลอดชีวิต”
นักพรตเต๋าเล่อเทียนว่า “ถ้าประสกอยากขอบคุณอาตมาจริงๆ จากนี้อย่ามารบกวนอาตมาอีกก็พอ”
พูดจบ นักพรตเต๋าเล่อเทียนก็เรียกฟางเจิ้ง สองคนกลับเข้าอารามอีกครั้ง เดินไปพลาง นักพรตเต๋าเล่อเทียนแนะนำพืชดอกในลานให้กับฟางเจิ้งไปพลาง ครึ่งหนึ่งเป็นโสม อีกครึ่งเป็นสมุนไพรต่างๆ และยังมีไม้ดอกไว้ชมโดยเฉพาะอีกเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านักพรตเต๋าเล่อเทียนเชี่ยวชาญเรื่องไม้ดอกมาก ไม่ว่าดอกอะไรพืชอะไรจะลากฟางเจิ้งไปคุยอยู่นาน
ฟางเจิ้งฟังอย่างออกรส เขาพูดจนน้ำลายกระเด็นเป็นสะเก็ดดาว สองคนอยู่ด้วยกัน นึกแค้นว่าทำไมถึงเพิ่งมารู้จักกันเอาตอนนี้
พูดจบดูครบแล้วจึงกลับเข้าอาราม นักพรตเต๋าเล่อเทียนอดปลงอนิจจังไม่ได้ “หลวงพี่ฟางเจิ้ง คุยกับท่านสนุกมาก! พอคุยกับปัญญาชนไร้ศีลธรรมนั่นแล้วเหนื่อย พูดอะไรไปก็เถียงตลอด จะแย้งตลอด คุยก็คุยดีอยู่หรอก แต่คุยไปคุยมาแล้วทะเลาะกัน ทุกครั้งที่เจอหน้าจะทะเลาะกับเขาทั้งวัน แถมเจ้านี่มีนิสัยไม่ชนะไม่ยอมไปอีก ชอบมาขอกินขอดื่มกับอาตมาอย่างไร้ยางอายประจำ แถมยังด่าอาตมาอีก…ท่านว่าทำไมโลกนี้ถึงมีคนหน้าด้านไร้ยางอายแบบนี้ ที่น่างงคือมาขู่ว่าจะกินอาหารกักตุนของอาตมาให้หมดอีก บอกให้อาตมายอมแพ้ซะ! เฮ้อ…ถ้าท่านอยู่บนเขาลูกนี้ก็ดี แบบนั้นอาตมาจะไม่ไปมาหาสู่กับเขาอีก”
………………………..…..