บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 543 พามีดข้ามฟาก
“ศิษย์พี่ ได้ยินว่ารังท่านอาจารย์เป็นคนสร้างให้เองกับมือตอนที่เขาตกอับที่สุดจริงไหม?” ลิงพลันถาม
หมาป่าเดียวดายตัวสั่น เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ใช่ เลยผุๆ พังๆ แบบนี้ไง! ดีที่ฝนไม่ซึมลงมา…” เอ่ยจบหมาป่าเดียวดายก็ไป
ลิงประนมสองมือสวดไปทางเงาแผ่นหลังหมาป่าเดียวดายพลางสวดเงียบๆ “อมิตาพุทธ!”
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ลิงไม่พอใจกับการจัดลำดับของวัดมาก มันรู้ตัวดีว่าถ้าวัดตามการตระหนักในพุทธศาสนาแล้ว มันดีกว่าเจ้าทึ่มหมาป่าเดียวดายกับเจ้าขี้เหนียวบ้องแบ๊วอย่างกระรอกมาก เพียงเพราะมาช้าเลยต้องเป็นศิษย์ลำดับสาม ภายในใจมีปมอยู่เล็กน้อย ทว่าวันนี้มันพลันเข้าใจบางสิ่ง เป็นศิษย์พี่ที่มาก่อนก็ต้องมีกฎเกณฑ์เหมือนกัน
และตอนนี้เองฟางเจิ้งกำลังมองเด็กแดงด้วยสีหน้าแปลกใจ “ศิษย์ เข้ามา ให้อาจารย์แตะหัวหน่อยว่าเป็นไข้รึเปล่า”
เด็กแดงมองบนไปที “ยังไม่เข้าใจอีกรึ? ข้าจะเอาเปลนั่น! ไม่ต้องทำอีกแล้ว ก็แค่นั้น” พูดจบเด็กแดงก็วิ่งไปราวกับสายลม
ฟางเจิ้งถูจมูก เอ่ยพึมพำว่า “ศิษย์โง่ สมองไปแล้วละมั้ง?”
ฟางเจิ้งไม่สนใจที่เด็กแดงรังเกียจเปลเด็ก เพราะเป็นเขาก็คงรังเกียจเหมือนกัน…ด้วยความที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เขาเลยพยายามทำเปลเด็กให้ดีหน่อย ดังนั้นพอเด็กแดงคัดค้านเขาเลยคิดจะช่วยทำอันใหม่ให้เป็นเปลใหญ่ แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ต้องแล้ว…
ฟางเจิ้งไม่รู้ว่าเด็กแดงกับลิงมองความไม่สบายใจของเขาเป็นความลำเอียงที่ทุ่มเทอย่างถึงที่สุดไปแล้ว อีกฝ่ายซาบซึ้งใจและชื่นชอบต่างๆ นานา…
ฟางเจิ้งมองวัดไกลๆ พลางพูดปลงอนิจจัง “ยังต้องเก็บเงิบอีก ถึงตอนนั้นจะได้ขยายวัดบ้าง อย่างน้อย ศิษย์พวกนี้จะได้มีที่อยู่ที่ได้มาตรฐาน นอนในห้องเก็บฟืนมันไม่ใช่เรื่องเลย”
ทว่าพอนึกถึงเงิน ฟางเจิ้งถึงกับปวดหัว อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ดวงตะวันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนที่มาจุดธูปน้อยลงเรื่อยๆ แสงธูปก็ได้รับผลกระทบตาม ตอนนี้หลายวันถึงมีเงินเข้าบัญชี…
ฟางเจิ้งส่ายหน้าพลางมองไผ่ที่กองอยู่บนพื้น ในเมื่อไม่ต้องทำเปลแล้วก็จะสิ้นเปลืองไม่ได้…ทำโต๊ะเก้าอี้เตียงตั่งดีกว่า
คิดได้ดังนั้น ฟางเจิ้งนั่งลงกับพื้น หยิบไผ่มาทีละต้น ศึกษารายละเอียดของพวกมัน การแกะสลักที่แท้จริงไม่ใช่อยากแกะสลักอะไรก็หยิบวัตถุดิบมาแกะสลักตามใจชอบ แต่ต้องแกะตามลายเส้น ทิศทางที่ขยายและรูปทรงของวัตถุดิบ จากนั้นใช้จินตนาการของตน ใช้มือให้น้อยที่สุด จะทำให้ของธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่งแผ่กระจายเสน่ห์ที่มันควรจะมี!
นี่เปรียบได้กับการแต่งหน้าหญิงงาม ช่างแต่งหน้าที่แย่ๆ หน่อยจะแต่งหน้าเข้ม ปกปิดความเป็นธรรมชาติ ก่อนและหลังแต่งหน้าราวกับคนละคน ช่างแต่งหน้าชั้นเซียนจะพรมน้ำเล็กน้อย แต่งเสร็จจะขยายจุดเด่นในความสวยเป็นธรรมชาติออกมา ลดจุดด้อยลง มองปราดเดียวคุณก็ยังเป็นคุณ แต่คุณสวย! บางทีอาจเทียบไม่ได้กับนางฟ้าบนสวรรค์ แต่ก็ถึงขีดจำกัดที่คุณจะไปถึงได้
ฟางเจิ้งก็ทำงานแบบนี้ เขาไม่พอใจให้ผลงานชิ้นหนึ่งเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่จะต้องทำให้ได้อันดับหนึ่งในผลงานชนิดเดียวกัน!
ฟางเจิ้งหยิบไผ่ขึ้นมา มองปราดเดียว น้ำหนักของไผ่กับความแน่นของทุกตอนก็ปรากฏในความคิด ไม่ได้ปรากฏเป็นสถิติ แต่เขารู้! ไม่มีความลี้ลับอะไร แค่ชำนาญมือเท่านั้น! เป็นความรู้สึกแบบนี้เอง…เขารู้สึกว่าระบบบ้าขึ้นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นระดับปรมาจารย์ในพริบตาได้ ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองเขาคงไม่กล้าเชื่อ
หยิบมีดขึ้นมาฟันแบ่งไผ่ในมือ ตัดจุดที่สกปรกออกพอดี ทางด้านแนวขวางมีรูเล็กรูหนึ่ง พอฟันลงมาจึงไม่มีรูแล้ว วัตถุดิบในมือจึงสมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆ
ฟางเจิ้งลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ทำเก้าอี้เล็กหลายตัวเสร็จ และยังมีตั่งยาวสองตัวกับโต๊ะยาวอีกตัว ขณะเดียวกันโต๊ะเก้าอี้พวกนี้ไม่ได้ใช้ตะปู แต่อาศัยการขัดของไม้ระหว่างซอก ประกบกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ถึงไม่ถือว่าเป็นผลงานชั้นยอด แต่ก็ไม่เลว” โต๊ะเก้าอี้ในสายตาฟางเจิ้งยังมีจุดบกพร่องเล็กน้อย แต่ว่านี่คือขีดจำกัดของเขาแล้ว ทำได้แค่นี้
เมื่อเอาโต๊ะเก้าอี้และตั่งกลับวัด หมาป่าเดียวดาย ลิง เด็กแดงและกระรอกพลันเข้ามาใกล้ คลำนู่นคลำนี่ แต่ละคนดูดีใจมาก
“อาจารย์ นี่ไม่ง่ายเลย ในที่สุดพวกเราก็มีโต๊ะเก้าอี้เตียงตั่งสักที จากนี้ไม่ต้องนั่งบนหิน กินข้าวเอาหมาป่ามาเป็นขาโต๊ะอีก” เด็กแดงพูดปลง
หมาป่าเดียวดายนึกถึงความลำบากที่ตนประสบในตอนนั้นก็เงียบงัน จิตใจหม่นหมองลง นั่นคืออดีตที่ไม่อาจหันกลับไปได้จริงๆ
ฟางเจิ้งยิ้มเอ่ย “นายพูดเกินไป ฝีมืออาจารย์พอใช้ได้ จากนี้วัดเราจะไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องเรือนอีกแล้ว”
กระรอกกระโดดโลดเต้นขึ้นมาบนโต๊ะไผ่ ลูบนู่นลูบนี่อย่างมีความสุข ก่อนพูดขึ้นว่า “อาจารย์ ศิษย์ก็อยากได้เตียงแบบนี้เหมือนกัน! แล้วก็โต๊ะ เปลเด็กด้วย! และยังมี…ยังมีอีกเยอะ…”
ฟางเจิ้งยิ้ม “ได้ อีกเดี๋ยวจะทำให้ แต่ว่าจะต้องแกะสลักอย่างประณีต จะใช้มีดถางป่าไม่ได้”
“อาจารย์ ศิษย์เจออันนี้! ใช้ได้ไหม?” ตอนนี้เองลิงหยิบปลายมีดที่หักมาด้ามหนึ่งก่อนถาม
ฟางเจิ้งมองทีหนึ่งก็อึ้งไป ความทรงจำช่วงหนึ่งลอยขึ้นมาในใจ ภายใต้แสงจันทร์ ใต้ต้นโพธิ์ ผู้ชายคนหนึ่งถือมีดแหลมเข้ามาในวัดเพื่อขอซ่อนตัว ผู้ชายคนนั้นทำผิดครั้งใหญ่ด้วยการปล้นฆ่าเพื่อช่วยลูกสาว และสุดท้ายก็เข้าไปอยู่ในห้วงวัฏจักร…หานเซี่ยวกั๋ว! ตอนนั้นฟางเจิ้งหักมีดเขาแล้วโยนไป เพียงแต่ไม่นึกเลยว่าลิงจะหาเจอ
หานเซี่ยวกั๋วเคยบอกว่ามีดเล่มนี้เป็นมีดที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่หัวหน้าให้มาตอนเขาออกจากกลุ่มทหารรับจ้าง มีความคมและแข็งแรงอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นมีดที่ใช้ฆ่าคน!
คิดถึงตรงนี้ฟางเจิ้งรับมีดในมือลิงมา พูดปลงอนิจจังว่า “อาตมาพาเจ้าของนายข้ามฟากแล้ว ต่อไปจะพานายข้ามฟาก อดีตนายเคยเป็นมีดฆ่าคน จากนี้จะเป็นมีดแกะสลัก”
คำพูดมีการตระหนักรู้และความรู้สึกเศร้าเล็กน้อย
ทว่าเสียงหนึ่งขัดบรรยากาศเศร้านี้!
แกรก!
พวกฟางเจิ้งมองไปตามเสียง เห็นหมาป่าเดียวดายนั่งทำหน้าคับอกคับใจ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาเจ้าเล่ห์คอยแอบมองฟางเจิ้ง ใต้ก้นมันเป็นเก้าอี้ขาเป๋ที่มันนั่งหัก กำลังนอนอยู่แผ่บนพื้นอย่างน่าสงสาร ร่ำไห้ให้กับความอ้วนอันโหดร้าย!
เดิมทีหมาป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพันธุ์ค่อนข้างใหญ่อยู่แล้ว หมาป่าตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีน้ำหนักได้ถึงประมาณห้าสิบกิโลกรัม อีกทั้งหมาป่าเดียวดายเป็นจ่าฝูงหมาป่า เดิมทีตัวใหญ่ มีน้ำหนักถึงหกสิบเจ็ดสิบกิโลกรัม! หลังมาวัดเอกดรรชนี กินดีอยู่ดีทุกวัน ข้าวผลึกและน้ำบริสุทธิ์บำรุงไปทั่วร่าง ทั้งยังกินเม็ดยาหมื่นวาจาจากเขาคุนหลุนอีก แม้เม็ดยาหมื่นวาจาจะไม่ได้เป็นยาเสริมความแกร่งให้ร่างกาย แต่วัตถุดิบที่ใช้เป็นยาจากเขาคุนหลุน มีพลังวิญญาณและกลิ่นอายพุทธไม่มากก็น้อย นี่มีประโยชน์กับมันอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เคยตกใจกับกลองขุยหนิวและได้ยินเสียงระฆังทัดทาน กลิ่นอายพุทธเข้าสู่ร่าง จึงได้ประโยชน์ไปอีก
……………………………………….