บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 544 อย่า
ขนาดในตอนนี้ใหญ่กว่าลูกวัวรอบหนึ่ง น้ำหนักพุ่งไปถึงหนึ่งร้อยกิโลกรัมอันน่าสะพรึง! แน่นอนว่าหมาป่าเดียวดายไม่อ้วน แต่กำยำ เป็นหมาป่าตัวใหญ่ทรงอำนาจที่มีลายกล้ามชัดเจน!
ช่วยไม่ได้ ในม้านั่งที่ฟางเจิ้งนั่งมีม้านั่งสูง และก็มีที่นั่งเล็ก…
เจ้านี่เห็นกระรอกกระโดดบนโต๊ะ มันที่ไม่เคยนั่งม้านั่งมาก่อนก็คันก้น เลยหย่อนก้นบนที่นั่งเล็กด้วยความดีใจ อยากจะลิ้มลองของใหม่…จากนั้น…
“อ้วน ศิษย์พี่ควรลดน้ำหนักได้แล้ว!” กระรอกเงยหน้ามองหมาป่าเดียวดายด้วยความโมโห
หมาป่าเดียวดายเอียงศีรษะ ไม่สนใจเจ้าตัวน้อยเลย
ฟางเจิ้งจ้องหมาป่าเดียวดายเขม็ง “อาจารย์อยากพูดอะไรนายรู้ใช่ไหม?”
“ถ้าศิษย์สบายดี ฟ้าจะแจ่มใส…” หมาป่าเดียวดายตอบเสียงอ่อย
ฟางเจิ้งพยักหน้า “จากนั้นล่ะ?”
“อาจารย์ ศิษย์ทำไม่ได้…” หมาป่าเดียวดายพูดเสียงสะอื้น
ฟางเจิ้งยิ้มแห้งๆ “สมองนายโตมายังไง ตัวเองหนักขนาดนี้ นั่งม้านั่งที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าไม่ได้รึ?”
หมาป่าเดียวดายมองม้านั่งสูงหนึ่งเมตรไวๆ ก่อนมองก้นของตนแล้วมองฟางเจิ้งด้วยความจนปัญญา
ฟางเจิ้งถอนหายใจ “เอาละ รู้แล้ว เดี๋ยวจะทำเก้าอี้ใหญ่ๆ ให้ นายกระโดดขึ้นไปนอนก็จบ”
หมาป่าเดียวดายมีความสุขอย่างยิ่ง ได้โชคในเคราะห์ภัยแล้ว!
ป้าบ!
แต่ต่อมาฟางเจิ้งตบเข้าที่หัวมัน “นี่คือการลงโทษที่ทำลายของสาธารณะ!”
แต่หมาป่าเดียวดายก็ยังมีความสุข
“จิ้งซิน เก้าอี้พังเป็นแบบนี้แล้ว ผ่าเป็นฟืนเถอะ” แม้ฟางเจิ้งจะซ่อมได้ ใช้ใจนิดหน่อยก็ทำที่ดีกว่านี้ได้ แต่วัตถุดิบมากขนาดนั้นเขาไม่คิดจะประหยัดอยู่แล้ว ไผ่หนาวเติบโตเร็ว เขาใช้คนเดียวอย่างไรก็ใช้พอ
เอ่ยจบ ฟางเจิ้งออกจากหลังลานวัดมาอ่านคัมภีร์ที่ใต้ต้นโพธิ์
เด็กแดงหิ้วม้านั่งเล็กออกมาก่อนเอ่ยอีกครั้งว่า “อาจารย์ จะผ่าไปแบบนี้รึ? ไม่ซ่อมจริงๆหรือ?” ฟางเจิ้งมีชื่อเสียงเรื่องขี้เหนียว เขาเองก็ไม่อยากถูกคิดบัญชีหลังใบไม้ร่วงเช่นกัน
“ผ่าเถอะ อาจารย์จะหลอกทำไม?” ฟางเจิ้งกล่าว
เด็กแดงถึงวางใจ วางม้านั่งเล็กลง หิ้วมีดสับอันใหญ่เตรียมจะผ่าฟืน…
สิบนาทีก่อนหน้านี้ หลายคนมาถึงยอดเขา คนนำหน้าคือก่วนเสียงเฟิง ก่วนเสียงเฟิงกับฝานชิงร่วมแรงกันแบกเจียงโจว! ชิวเสี่ยวเยี่ยตามมาข้างหลัง
“อาจารย์ ไผ่หนาวชั้นยอดที่ผมว่าอยู่ข้างหน้านี่ ท่านเห็นไผ่ธรรมดาแล้ว นั่นเป็นวัตถุดิบไผ่ชั้นยอดแล้ว แต่เทียบกับบนยอดเขา ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเลย” ก่วนเสียงเฟิงพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เจียงโจวมองทอดไกล ไผ่หนาวแวววาวเขียวมรกตภายใต้แสงตะวันราวกับหยก สวยมากจริงๆ จึงอดชมมิได้ว่า “เทพผู้สรรค์สร้างธรรมชาติ!”
ชิวเสี่ยวเยี่ยพูดด้วยความตื่นเต้นกว่าว่า “นี่คงไม่ใช่มรกตจริงๆ หรอกนะ?”
ฝานชิงหน้าตาตื่นตะลึง “นะ…นี่มัน…น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
“นักบวชที่สอนหมาป่า ลิงและกระรอกจนเชื่องแบบนี้ได้จะเป็นคนธรรมดาได้ยังไง?” เจียงโจวปลงอนิจจัง พูดความจริง ก่อนหน้านี้เขามองนักพรตเต๋าเล่อเทียนด้วยความเคารพกว่า เขาใฝ่หาถึงการหลุดพ้นและพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ในใจ และยังมีโสมทั้งอารามนั้น นั่นเหมือนเครื่องบินรบของเจ้าถิ่น ส่วนฟางเจิ้ง เขามองว่าเป็นนักบวชที่จิตใจดีธรรมดาเท่านั้น
ตอนนี้มองไปอีกครั้ง เกรงว่าเขาจะมองพลาดไป…
“ไปเถอะ เข้าไปดูกัน ไม่ว่าอย่างไรบุญคุณที่ช่วยชีวิตจะพูดขอบคุณอย่างเดียวไม่ได้ เสี่ยวเยี่ย เอ็งทำตามที่อาจารย์บอกรึยัง?” เจียงโจวถาม
“หนูให้พี่ไปทำแล้วค่ะ แต่คงจะเอามาไ ม่ได้ในช่วงนี้” ชิวเสี่ยวเยี่ยตอบ
“อืม ทำไป หาวัตถุดิบดีๆ ได้แล้ว อาจารย์จะลงมือที่เหลือเอง” เจียงโจวพูด
“อะไรนะ? อาจารย์ ท่านจะลงมือด้วยตัวเอง?” ชิวเสี่ยวเยี่ยกับฝานชิงร้องตกใจ
“แล้วทำไมล่ะ? ถ้าไม่ใช่หลวงพี่ฟางเจิ้งกับนักพรตเต๋าเล่อเทียนช่วยไว้ ตอนนี้ข้าคงตายไปแล้ว ใช้เวลาปีสองปีตอบแทนคงไม่เกินไปหรอก?” เจียงโจวตอบอย่างมีเหตุผล
แม้สองคนจะคิดว่าพูดมีเหตุผล แต่พอนึกถึงฐานะเจียงโจว ใช้เวลาสองปีก็ยังรู้สึกไม่คุ้มค่า ทว่าก่วนเสียงเฟิงที่ไม่แสดงท่าทีใดๆ กลับยิ้มแห้งๆ…
“ก่วนเสียงเฟิง นายยิ้มแบบนี้หมายความว่าไง? อาจารย์ลงมือแกะสลักพระพุทธรูปพระพุทธองค์ด้วยตัวเองให้วัด นายเมินเฉย? หรือจะบอกว่านายคิดว่าวัดไม่คู่ควร?” ชิวเสี่ยวเยี่ยเห็นก่วนเสียงเฟิงทำแบบนี้เลยถามด้วยความไม่เข้าใจเล็กน้อย
เจียงโจวมองก่วนเสียงเฟิง ก่วนเสียงเฟิงยิ้มแห้ง “ไม่ใช่…ผม…เฮ้อ จะพูดยังไงดี อาจารย์ ท่านดูเดี๋ยวรู้เอง ผมพูดไปท่านต้องไม่เชื่อแน่ ดีไม่ดีจะถูกด่าเอา”
ฝานชิงแค่นเสียงขึ้นจมูก “นายจะบอกว่าฝีมือการแกะสลักของหลวงพี่ฟางเจิ้งเหนือกว่าอาจารย์อย่างนั้นเหรอ? ก่วนเสียงเฟิง หลวงพี่ฟางเจิ้งอายุเท่าไรเอง? อย่างมากก็ยี่สิบปี อายุแค่นี้ต่อให้เริ่มฝึกแกะสลักจากในท้องแม่จะประสบความสำเร็จแค่ไหน? และถึงจะเป็นอัจฉริยะ ก็ไม่มีใครถึงระดับอาจารย์ด้วยอายุเท่านี้ได้!” แม้ฟางเจิ้งจะช่วยชีวิตพวกเขา แถมฝานชิงยังซาบซึ้งใจ แต่ถ้าบอกว่าฟางเจิ้งที่อายุไม่เห็นจะมากกว่าเขาเท่าไรมีฝีมือการแกะสลักดีกว่าเจียงโจวแล้วล่ะก็ ตีเขาให้ตายก็ไม่เชื่อ!
ก่วนเสียงเฟิงตอบ “อย่าพูดมั่นใจขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ฉันบอกว่าบนเขามีไผ่หนาวชั้นยอดแบบนี้ มีใครเชื่อไหม? ตอนนี้เป็นแบบนี้อีกแล้ว? ทำไม? คันหน้าอยากโดนตบอีกสักที?”
ก่อนหน้านี้ฝานชิงไม่เชื่อคำพูดก่วนเสียงเฟิงที่สุด สรุปโดนตบจนหน้าบวม หน้าแดง เลยรีบพูด “นาย…”
เจียงโจวเห็นสองคนจะทะเลาะกันแล้วเลยรีบพูด “ดูให้เห็นกับตาก็รู้เอง ไป ไปดูกัน”
ก่วนเสียงเฟิงพยักหน้า เขากลั้นความโกรธในใจไว้ ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดอะไรแล้วไม่มีใครเชื่อ! เขาเลยต้องใช้ความจริงมาตบหน้า! แต่ว่า…เขาชอบ!
คนเหล่านี้มาอยู่นอกกำแพงวัด เงยหน้ามองไป ต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม กิ่งไม้แก่หลายก้านยื่นออกมานอกกำแพง! ภายใต้ดวงตะวันร้อนแรงทำให้พื้นดินระเหยเป็นไอร้อน ทว่าที่แปลกคือต้นไม้นี่กลับเติบโตอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง! ใบต้นไม้ตรงตีนเขาเหี่ยวเฉาหมดแล้ว แต่มันกลับเหมือนไม่เป็นอะไรเลย ยังดูมีชีวิตชีวา ใบไม้กลุ่มใหญ่เขียวจนขับแสง!
“ต้นไม้นี่โตดีจริงๆ อาจารย์ นี่มันต้นโพธิ์…เอ่อ ต้นโพธิ์?!” ชิวเสี่ยวเยี่ยตาค้าง
“นี่มัน…ต้นโพธิ์จริงๆ” เจียงโจวมองต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ไผ่ทางใต้มารนหาที่ตายบนยอดเขาภาคเหนือ เขาพยายามทำความเข้าใจว่านี่เป็นสายพันธุ์พิเศษ ถึงอย่างไรไผ่หนาวก็เป็นพันธุ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ ทว่าต้นโพธิ์นี่เขามองไม่ผิดแน่ เป็นต้นโพธิ์จากภาคใต้จริงๆ เจ้านี่มาเติบโตที่ภาคเหนือ นี่แปลกอย่างเห็นได้ชัด ต้นไผ่รนหาที่ตายแถมยังพาเพื่อนมาด้วย? จัดกลุ่มหาคู่? รวมกลุ่มกันมารนหาที่ตายด้วยกัน?
ทว่าดูจากสภาพของมันแล้ว ไม่เพียงไม่ตาย แต่ยังชุ่มชื้นด้วย
ช่วงที่คนเหล่านี้กำลังมึนงงนั้น มีเสียงฟางเจิ้งดังแว่วมาจากในวัด “ผ่าเถอะ อาจารย์จะหลอกทำไม?”
เจียงโจว ฝานชิงและชิวเสี่ยวเยี่ยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไร แต่ก่วนเสียงเฟิงราวกับถูกฟ้าผ่า เขาตะโกนเสียงดัง “อย่า!” จากนั้นพุ่งเข้าไปในวัดอย่างไร้มารยาทยิ่ง!
……………………………….