บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 546 คุณธรรมเหนือกว่าความสามารถ
ชิวเสี่ยวเยี่ยขมวดคิ้วแน่น แววตาที่มองฟางเจิ้งเปลี่ยนไป ตอนเริ่มยังรู้สึกว่าหลวงจีนนี่หน้าตาสะสวย สะอาดจนทำให้คนรู้สึกว่าร้อนเจอหนาว สบายไปหมด ทว่ามองไปตอนนี้เพียงแค่เปลือกนอกที่ดี ทว่าภายในเหม็นสาบ! น่าดูถูก!
ฝานชิงคิดคล้ายๆ กับชิวเสี่ยวเยี่ย และคิดว่ามองฟางเจิ้งผิดไป ผิดหวัง!
เจียงโจวไม่ได้คิดมากขนาดนั้น แค่รอเงียบๆ ภายในใจเฝ้ารอเล็กน้อย…
ทว่าฟางเจิ้งยิ้มน้อยๆ “มีค่าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับอาตมา มันก็ยังใช้ได้แค่จุดไฟ จิ้นซิน ผ่าเถอะ”
“ขอรับ!” จิ้นซินขานรับก่อนผ่ามีดในมือลงในฉับพลัน เกิดเสียงดังแกรก เก้าอี้กลายเป็นสองส่วน!
“หยุด!” ครั้งนี้ เจียงโจวนำหน้าเรียกไว้
จิ้งซินเลิกคิ้วขึ้น “พวกเจ้ารำคาญหรือไม่? ผ่าเก้าอี้เอง เหตุใดต้องพูดมากขนาดนี้? ถ้าพูดมากอีก ข้าจะกินพวกเจ้า!”
น่าเสียดาย เด็กน้อยอย่างจิ้งซินพูดแบบนี้ไม่มีใครใส่ใจอะไร มองว่าเป็นคำพูดเด็กเท่านั้น แต่คำตอบฟางเจิ้งทำให้ชิวเสี่ยวเยี่ยและฝานชิงตาเปล่งประกาย หลวงจีนนี่เป็นหลวงจีนนจริงๆ ไม่ใช่หลวงจีนเหม็นโฉ่!
ทว่าก่วนเสียงเฟิงผิดหวัง ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ส่วนใหญ่เรื่องที่เขาเจอจะแก้ปัญหาได้ด้วยเงินจนกระทั่งเจอกับเจียงโจว เดิมทีคิดว่านี่เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ทว่าพอมาเจอฟางเจิ้ง…เขารู้สึกว่าโลกทัศน์ของเขาพังทลายลง เงินไม่มีค่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เจียงโจวรีบพูด “หลวงพี่ฟางเจิ้ง เก้าอี้นี้เป็นของดีหายาก เอาแบบนี้ ผมขอซื้อมันได้ไหม?”
ก่วนเสียงเฟิงเอ่ยตาม “ถูก พวกเราจะซื้อมัน!”
ฟางเจิ้งประนมสองมือ “อมิตาพุทธ ประสก ถ้าอาตมาชอบเงินไฉนต้องผ่ามัน?”
“นี่…” เจียงโจวร้อนใจจนจะร้องไห้แล้ว
ชิวเสี่ยวเยี่ยกล่าว “หลวงพี่ สำหรับท่านเก้าอี้นี้ไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับพวกเรามันคือสมบัติที่หาค่าไม่ได้ ขอให้ท่านยกเก้าอี้นี้ให้เราเถอะ” ชิวเสี่ยวเยี่ยพูดจบก็หน้าแดง ปากบอกว่าเป็นของหาค่ามิได้แบบนี้ เป็นการทดสอบหนังหน้าจริงๆ! โดยเฉพาะเมื่ออธิบายมูลค่าของเก้าอี้นี้แล้วยังจะขออีก เธอพลันพบว่าตนหน้าหนา! ชำเลืองตามองก่วนเสียงเฟิงกับฝานชิงทีหนึ่ง เจ้าสองคนนี้แอบยกนิ้วโป้งให้เธอ แต่สายตาก็ยังแปลกๆ…
ฟางเจิ้งไม่โกรธ แต่ถามกลับ “อ้อ? สีกาจะเอาไปทำอะไร?”
“พวกเราเรียนแกะสลัก เราใช้วิธีแบบเดียวกับการทำเก้าอี้ตัวนี้ได้ แต่ยังไม่ชำนาญ มีบางส่วนที่ไม่เคยเห็น ถ้าให้เก้าอี้คนอื่นก็ใช้ไปขายหรือเก็บสะสม แต่ถ้าพวกเราเอากลับไปจะศึกษาวิธีการแกะสลักลายได้ ยกระดับฝีมือตนเอง อาจารย์ฉันเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย เขาจะถ่ายทอดวิชานี้ให้กับผู้คนมากขึ้น สร้างความสุขให้กับคนมากขึ้น ดังนั้นขอให้หลวงพี่ให้เก้าอี้กับเราเถอะ นี่ไม่ใช่แค่เพื่อตัวฉันเอง แต่เพื่อทั้งวิชาชีพนี้” ยิ่งพูดชิวเสี่ยวเยี่ยยิ่งหน้าแดง ไม่ได้ละอายใจ แต่ตื่นเต้น เพราะเธอพบว่านี่ต่างหากคือมูลค่าที่มากที่สุดของเก้าอี้ตัวนี้!
ฟางเจิ้งพยักหน้าก่อนมองเจียงโจว
เจียวโจวเห็นฟางเจิ้งเงียบก็คิดว่าอยากให้ตนแสดงท่าทีอะไรบ้างจึงเอ่ยอย่างแน่วแน่ “หลวงพี่ ท่านมีบุญคุณช่วยชีวิตผม แม้เจียงโจวจะรู้ดีว่าตัวเองไม่ถือว่าเป็นคนดีที่สุด แต่เป็นคนพูดจาเชื่อถือได้ ถ้าหลวงพี่ให้เก้าอี้นี้กับพวกเรา ผมยอมเอามันกลับไปมอบให้มหาวิทยาลัย ไว้ใช้เป็นผลงานศึกษา ไม่กล้าเอามาครอบครองเอง!”
ทว่าเจียงโจวกลับไม่รู้ว่าคำพูดของชิวเสี่ยวเยี่ยประหนึ่งฟ้าผ่าในวันฟ้าแจ่มใส ระเบิดความคิดที่ปิดผนึกของฟางเจิ้งบางส่วน เขาเห็นโลกที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่ารางๆ! ส่วนเจียงโจวพูดอะไรนั้นเขาได้ยินไม่ชัดเลย แต่ก็ยังเข้าใจความหมายรวมๆ…
ฟางเจิ้งจึงว่า “อมิตาพุทธ ประสก จำคำพูดตัวเองในวันนี้ไว้ อาตมาจะให้เก้าอี้นี้กับประสก”
“หลวงพี่ฟาง…เอ่อ…หา…หา?!” เดิมทีคิดว่าฟางเจิ้งจะปฏิเสธถึงอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่พลันรู้สึกตัวว่าฟางเจิ้งตอบตกลง! เลยตกใจระคนดีใจอึ้งค้างอยู่ที่เดิม
ชิวเสี่ยวเยี่ย ฝานชิงและก่วนเสียงเฟิงข้างๆ ดีใจใหญ่! แต่ก็ฝืนอดกลั้นไว้ กดเสียงร้องไว้ในลำคอ เพื่อจะได้ไม่ตะโกนออกมาทำลายความสงบของแดนพุทธศาสนา
เจียงโจวตั้งสติกลับมาได้ รีบขอบคุณไม่หยุด “ขอบคุณมากครับหลวงพี่! ฝานชิง เสียงเฟิง เสี่ยวเยี่ย พวกเอ็งไปเอาเก้าอี้มา”
ก่วนเสียงเฟิงตะลึงงัน เสียงเฟิง? ไม่อยากเชื่อว่าอาจารย์จะเรียกเขาว่าเสียงเฟิง? นี่จะยอมรับเขาแล้วหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกตนแบบนี้! ทันใดนั้นเองก่วนเสียงเฟิงเหมือนถูกรางวัลหลายล้าน วิ่งเข้าไปเอาของอย่างว่านอนสอนง่าย
เด็กแดงไม่ขวาง เขาไม่เข้าใจว่าแค่ขยะกองหนึ่ง ทำไมคนพวกนี้ถึงเหมือนเก็บสมบัติได้? บ้าจริง! ป่ากว้างใหญ่ มีนกทุกประเภทเลย
หยิบของมาแล้ว เจียงโจวเอากลับมาเล่น ชื่นชมลวดลายการลงมีดทุกครั้ง ยิ่งมองยิ่งพบว่าเขาตระหนักสิ่งที่อยู่ในนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เขามีความรู้สึกว่าเก้าอี้นี้จะทำให้ฝีมือของเขาที่แม้จะดีแล้วก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก! นี่เปรียบง่ายๆ ได้กับได้รับวัตถุดิบชั้นยอดเลยทำให้ตื่นเต้นกว่าเดิม
ทว่าเจียงโจวไม่ลืมว่าต้องทำอะไร เขาวางเก้าอี้ลงก่อนถามด้วยความแปลกใจ “ขอรบกวนถามหลวงพี่หน่อยครับ เก้าอี้นี้มาจากมือปรมาจารย์ท่านใด? ผมอยากไปพบเขาหน่อย จะได้ขอเรียนรู้วิชา เจียงโจวสายตาเบลอ แม้เก้าอี้นี้จะดี แต่เพิ่งทำขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงได้ถามแบบนี้”
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นก็ถูจมูกด้วยความเก้อเขิน เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี บอกว่าเขาทำเอง? นี่จะต้องเป็นที่สงสัยว่าเสแสร้งเอ่ยยกยอตัวเอง เลยลำบากใจอยู่นิดๆ…
ฟางเจิ้งจึงตอบไปด้วยความจริงจังมากว่า “อมิตาพุทธ เป็นฝีมืออาตมาเอง!” ขณะเดียวกันก็พูดเสริมในใจว่า ‘อาตมาโกหกไม่ได้ อืม…ไม่อย่างนั้นไม่มีทางยอมรับแน่นอน อมิตาพุทธ…น่าเศร้าใจ แม้แต่อาตมาเองยังจะไม่เชื่อคำพูดตัวเองเลย…จะร้องไห้!’
“ที่แท้ก็…เอ่อ อะไรนะ? หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านเป็นคนทำ?” เจียงโจวนึกถึงคำพูดของก่วนเสียงเฟิงก่อนหน้านี้ ตอนแรกเขาฟังไปอย่างนั้นไม่ได้คิดว่าจริง ฟางเจิ้งอายุเท่าไร? ถึงยี่สิบไหม? ยี่สิบปีมีฝีมือแบบนี้? เช่นนั้นเขาล่ะ? อายุหลายสิบปีแถมยังคุยโม้ไปทั่วว่าตนเป็นอัจฉริยะ ขยันขันแข็งถึงประสบความสำเร็จในวันนี้…เทียบกันแล้ว เจ็บหน้า!
ชิวเสี่ยวเยี่ยกับฝานชิงตาค้างไปแล้ว หน้าตาดูเหลือเชื่อ
ก่วนเสียงเฟิงรู้ตั้งนานแล้วว่าฟางเจิ้งเก่งกาจ ยามนี้เลยสงบนิ่งที่สุด กระทุ้งฝานชิงพลางหัวเราะเบาๆ “เจ็บไหม?”
ฝานชิงหน้าแดงจัด…เจ็บ!
ฟางเจิ้งหน้าแดงเช่นกัน เอ่ยคำพูดนี้ออกไป เขาเองก็แบกรับไม่ไหวจริงๆ ถึงเขาจะเป็นคนทำ ทว่านี่ไม่ใช่ผลจากความพยายามของเขาเอง แต่เป็นพลังของระบบ ดังนั้นจึงละอายใจเล็กน้อย
“ติ๊ง! นายละอายใจอะไร สั่งสมบุญกุศลง่ายมากรึ? ความสามารถที่ใช้บุญกุศลแลกมามันน่าละอายมากรึ? ความสามารถอาจจะมีค่ามาก แต่มีคนมากมายที่มีความสามารถแต่ไม่มีคุณธรรม เทียบกับคุณธรรมแล้ว ความสามารถไม่มีค่า” ระบบพูดขึ้น
…………………………………….………