บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 552 จะเข้าฉายแล้ว
ฟางเจิ้งพูดถึงตอนท้ายด้วยสีหน้าท่าทางอยากให้ชนรุ่นหลังได้ดี เจ้าลิงเกาหัวเก้ๆ กังๆ เอ่ยไปว่า “เข้าใจแล้ว!”
“นายทำอาหารเช้า! อาจารย์ไปนอนก่อน” พูดจบฟางเจิ้งก็เข้าวัด กลับกุฏิไปนอน เขาเหนื่อยจริงๆ ไปมาหลายหมู่บ้านในคืนนี้ ทุกหมู่บ้านจะต้องสวดเป็นกอง ไม่เจ็บคอ แต่พ่นน้ำลายไปพอสมควร ปากแห้งลิ้นกระด้าง ใจเหนื่อยมากกว่ากาย พอขึ้นเตียงก็หลับลึกไปเลย
สองวันต่อมา ชีวิตยังคงเรียบง่าย ทว่าฟางเจิ้งชินกับชีวิตแบบนี้แล้ว สอนขาเป๋หม่าและกระรอกแกะสลักทุกวัน ทำเก้าอี้นอนตัวใหญ่ให้หมาป่าเดียวดาย ทั้งยังมีเสื่อเย็นจากไผ่หนาวในรังหมาป่า
หมาป่าเดียวดายฟินหนักมาก นอนหมอบบนนั้น ไม่ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ออกมา แลบลิ้นกลิ้งไปกลิ้งมา หน้าตาสุขสบายนั้นเหมือนกับเสพยาอะไรเข้าไป
ลิงได้ไม้กวาดที่ทำจากไผ่หนาวอันใหม่ กวาดใบไม้ดีกว่าอันเก่าที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างมาก มีอย่างเดียวที่ลิงไม่พอใจคือบอกไว้ดิบดีว่ามันเคาะระฆังแล้วไม่ต้องกวาดใบไม้ แต่วนไปวนมาทำไมถึงกลายเป็นงานมัน? แถมยังไม่มีเหตุผลไปโต้เถียงด้วย…
ฝนตกมานานขนาดนี้ น้ำบาดาลใกล้เคียงหมู่บ้านเอกดรรชนีเต็มแล้ว ประกอบกับชาวบ้านมีจิตสำนึกประหยัดน้ำ ไม่สูบน้ำเข้านาอีก แผ่นดินใกล้เคียงหมู่บ้านเอกดรรชนีถึงคืนชีวิตอย่างรวดเร็ว ทุกที่มีแต่กลิ่นอายสิ่งมีชีวิต พลังชีวิตเต็มเปี่ยม
แน่นอนหมู่บ้านเอกดรรชนีก็มีปัญหาไม่น้อย หมู่บ้านอื่นก็อยากปลูกไผ่หนาวเลยพากันมาขอเมล็ด หวังโอ้วกุ้ยต้านเกียรติและไมตรีระหว่างกันไม่ไหวเลยตกลง ทว่าคนพวกนี้ตัดไผ่หนาวกลับไปแล้วไม่มีรอดตายสักต้น…เลยปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ทว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวของหมู่บ้านเอกดรรชนีทำให้พวกเขาได้ลิ้มลองของหวาน นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาต้องการผลแตงและผักใบเขียวสูงมาก ชีวิตพวกเขาเลยสบายขึ้นไม่น้อย ประกอบกับขาเป๋หม่าสอนวิชาการแกะสลักให้ มีคนจำนวนมากมาเรียน แกะสลักของเล็กน้อยก็เป็นรายได้
สรุปคือหมู่บ้านใกล้เคียงทั้งภูเขาเอกดรรชนีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ ชีวิตผู้คนดีขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันก็เกิดพายุหมุนขึ้นในวงการภาพยนตร์!
ในที่สุดภาพยนตร์เรื่องล่มเมืองก็จะเข้าฉายแล้ว! เรื่องนี้เริ่มทำโฆษณาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทว่าฟางเจิ้งแค่อ่านผ่านตาไม่ได้สนใจ วันนี้พลันมีโฆษณาเด้งขึ้นมาต่างๆ นานา ไม่อยากสนใจเห็นก็คงยากแล้ว
กระทั่งถ้าไม่ใช่เพราะโฆษณาครั้งใหญ่ฟางเจิ้งก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว พอเห็นโฆษณาที่หน้าหลักในเว็บไซต์แล้ว ความทรงจำช่วงหนึ่งแล่นผ่านในความคิด ก่อนจะหน้าแดง ส่ายหน้า สะบัดความทรงจำน่าอายนั้นไป…
ฟางเจิ้งคลิกเปิดข่าวที่เกี่ยวข้องกับหนังล่มเมือง เมื่อก่อนเขาสนใจข่าวด้านภาพยนตร์น้อยมาก แต่จะพุ่งไปที่เว็บเรียนธรรมะเลย ทว่าวันนี้ต่างออกไป ดีเลวอย่างไรก็เป็นภาพยนตร์ที่เขามีส่วนร่วมด้วย แม้จะแค่โผล่หน้าออกไปแล้วก็สละสิทธิ์ก็ตาม อีกอย่างกองถ่ายนี้ยังสร้างภาพจำที่ลึกซึ้งแก่เขา คนจากกองถ่ายนิสัยดี ตอนนี้ถือว่าเป็นสหายกัน ตอนเทศกาลทุกคนยังทักทายกัน โดยเฉพาะหลี่เสวี่ยอิงที่แสดงเป็นนางเอกฮวามู่หลันของเรื่องนี้สนิทกับฟางเจิ้งมาก นี่ถือว่าเป็นผลงานของเธอเอง
แต่เมื่อเปิดดูแล้ว การโฆษณาเข้าถึงมาก ทว่าคอมเมนต์ข้างล่างกลับทำให้ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว
“เนื้อหาเหมือนเดิมไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย?”
“ถึงหลี่เสวี่ยอิงจะแสดงดีมาก แต่หนังเรื่องนี้มันเน่าไปนานแล้ว คนถ่ายทำกันเยอะเกินไป ซ้ำไปซ้ำมาน่าสนุกตรงไหน?”
“หลี่เสวี่ยอิงคิดยังไงนะ? ไม่อยากเชื่อว่าจะรับงานนี้ นี่เท่ากับทุบป้ายร้านตัวเองรึเปล่า?”
“ไปรับงานนอกไม่ได้น่ะสิถึงกลับมาถ่ายหนังกากๆ หาเงิน? ฉันกล้าพูดเลยนะอย่าฉายเรื่องนี้จะดีกว่า ฉายแล้วก็ตาย! ชื่อเสียงหลี่เสวี่ยอิงจะพังเอา”
“ทำลายตัวเองแท้ๆ”
……
เลื่อนมาแทบทั้งหน้าเป็นการว่ากล่าวทั้งหมด!
ฟางเจิ้งเคยอ่านบทเรื่องล่มเมืองมาก่อน แม้จะเป็นฮวามู่หลันเหมือนกัน ทว่าเรื่องนี้ต่างกับเรื่องอื่น มันไม่ได้โดดเด่นแค่สตรีที่ไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ แต่โดยรวมแล้วสื่อให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม! ใช้สงครามอันโหดร้ายประกาศสงครามกลับ! ขณะเดียวกันเนื้อหาข้างในยังมีความรักชาติที่ร้อนแรงถึงขั้นละลายไม่ได้! ถ้าดูหนังเรื่องนี้ดีๆ คุณจะมองข้ามหลี่เสวี่ยอิงกับฐานะฮวามู่หลันไปเอง แต่จะมองเธอเป็นเรื่องราวคนรักชาติเลือดร้อนสาดกระจายบนสนามรบและฝังชีวิตที่ชายแดน!
หนังเรื่องนี้เลือดร้อนและโหดร้ายมาก มีความสิ้นหวังอยู่ลึกๆ และมีความหวังในความสิ้นหวังอีกที! นี่คือหนังดี!
แต่อ่านจากคอมเมนต์ข้างล่างแล้วเป็นการว่าทั้งหมด ฟางเจิ้งไม่เข้าใจเลยว่าคนพวกนี้ยังไม่เคยดูหนัง ทำไมถึงว่าร้ายกันได้เป็นระเบียบเรียบร้อยแบบนี้?
แน่นอนตรงกลางยังมีแฟนคลับของอินทรีขาว (เสวี่ยอิง) อยู่ ทว่าเสียงพวกเขาถูกกดลงอย่างชัดเจน ตะโกนไม่ดังแล้ว
“ไม่ว่ายังไง หลี่เสวี่ยอิงแสดงหลัก ยังไงก็ต้องซื้อตั๋ว แต่ว่าถ้าไม่ดีจากนี้จะไม่ซื้อตั๋วของหลี่เสวี่ยอิงอีก”
“หวังว่าหลี่เสวี่ยอิงจะโชคดีนะ”
“ราชินีอินทรีขาวสู้ๆ จะต้องซื้อตั๋วไปดูเพื่อเธอแน่นอน!”
……
วันต่อมาฟางเจิ้งเข้าอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง คอมเมนต์ที่ทุกคนต่างเมนต์ไว้เริ่มมีกลิ่นดินระเบิด แฟนคลับอินทรีขาวกับคนที่ว่าร้ายหลี่เสวี่ยอิงเริ่มปะทะกัน สถานการณ์ดุเดือดยิ่ง คำพูดด่าทอต่างๆ มาหมด…
ฟางเจิ้งส่ายหน้าเล็กน้อย เปิดวีแชตดู ในกลุ่มกองถ่ายกำลังโกรธเกรี้ยวกันอยู่
“คนพวกนี้ทำแบบนี้ได้ยังไง? ยังไม่ได้ดูเลยมาว่าแบบนี้แล้ว”
“วิดีโอหลายตอนที่ปล่อยไปก่อนยังมีผลตอบรับที่พอใช้ได้นะ ทำไมจู่ๆ ลมเปลี่ยนล่ะ จู่ๆ ก็มีพวกเกรียนคีย์บอร์ดออกมาเยอะขนาดนี้เลย”
“คงเป็นศัตรูที่กำลังเล่นงานพวกเราน่ะสิ”
“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ ขืนเป็นอย่างนี้จะต้องมีผลถึงห้องขายตั๋วแน่ๆ”
“กลุ้มใจจัง…”
ตอนนี้เองหลี่เสวี่ยอิงโผล่ออกมา “เอาละ ทุกคนไม่ต้องกังวล พวกเขาชอบโวยวายก็ให้โวยวายไป เราเป็นคนถ่ายหนังกันเองแท้ๆ ขนาดตัวเองยังไม่มั่นใจเลยเหรอ? ถึงกระแสตรงนี้มีผลกระทบไปบ้าง แต่ฉันเชื่อว่าสุดท้ายชัยชนะจะต้องเป็นของเรา! ฉันหลี่เสวี่ยอิงไม่เคยแพ้ อดีตไม่เคย ตอนนี้ก็จะไม่!”
“ราชินีอินทรีขาว โคตรบ้าอำนาจ! ฉันมั่นใจขึ้นมาแล้ว”
“สู้ๆ! ทุกคนปั่นแฟนคลับให้โต้กลับเลย”
“GO GO GO!”
……….
จากนั้นคอมเมนต์เดือดดาลยิ่งกว่าเดิม หลายฝ่ายเปิดฉากโจมตี วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ…
ฟางเจิ้งก็รู้ว่าภาพยนตร์มากมายเลือกสร้างกระแสก่อน ทว่าตอนนี้ฟางเจิ้งสงสัยเล็กน้อยว่าจะไม่ใช่การสร้างกระแสแล้ว ถ้าใช่ นั่นก็คงเป็นการสร้างกระแสที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ใช่ เช่นนั้นนี่จะเป็นหายนะสำหรับพวกหลี่เสวี่ยอิง…ด่าไม่น่ากลัว ด่าชื่อไปๆ มาๆ ด่านานเข้าก็ด่าจนเหนื่อย คนที่เคยด่ายังทิ้งชื่อไว้ นี่ก็เป็นกฎในอินเทอร์เน็ตที่พิลึก ทำให้คนมากมายยอมแสดงความอัปลักษณ์ออกมา ทั้งยังต้องออกนาม แม้ชื่อเสียงจะเหม็นเน่าสืบต่อไปก็ต้องออกนาม…เห็นดังนั้น ฟางเจิ้งก็ช่วยอะไรไม่ได้ คนหนึ่งไม่มีทางเปลี่ยนโลก สิ่งที่เขาทำได้คือส่งผลต่อคนข้างๆ ทำไปทีละนิด ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเขาเปลี่ยนโลกได้จริงๆ ล่ะ?
คิดถึงตรงนี้ฟางเจิ้งอดยิ้มเจื่อนไม่ได้ ตนฝันกลางวันอีกแล้ว
ตอนนี้เอง ฟางเจิ้งได้รับข้อความส่วนตัวเข้ามา
………………………………..………