บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 553 หมู่คณะเหมาที่นั่ง
“เฮ้อ…” หลี่เสวี่ยอิงถอนหายใจยาว
ฟางเจิ้งตอบกลับ “เมื่อกี้สีกายังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอยู่เลยไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ทันไรถึงถอนหายใจแล้ว?”
หลี่เสวี่ยอิง “เอ่อ…หลวงพี่ฟางเจิ้ง ท่านใช้ไม่ได้เลย! นี่ท่านแอบส่องเหรอ!”
ฟางเจิ้ง “…” ความสนใจของผู้หญิงไม่ค่อยเหมือนผู้ชายจริงๆ คำถามที่เขาถามถูกมองข้ามไปแบบสวยงามเช่นนี้?
“อมิตาพุทธ สีกา เราคุยเรื่องสำคัญกันหน่อยได้ไหม?” ฟางเจิ้งจนปัญญา
หลี่เสวี่ยอิงพูด “อมิตาพุทธ ฉันก็อยากเหมือนกัน…เฮ้อ เมื่อกี้น่ะเสแสร้ง ท่านก็เห็นแล้ว ทั่วโลกต่างบอกว่าหนังล่มเมืองไม่ดี นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ มองจากกระแสเมื่อก่อนยังมีคนเฝ้ารอเรื่องนี้สูงมาก อย่างน้อยก็ไม่ล้มไม่เป็นท่า ทุกอย่างตอนนี้จะต้องมีคนทำให้เสียหายแน่ๆ…ส่วนความมั่นใจ? ฉันยังไม่รู้เลยว่าศัตรูเป็นใคร ฉันจะเอาความมั่นใจมาจากไหน?”
“เอ่อ…เช่นนั้นสีกาวางตัวไม่ถูกหรือ?” ฟางเจิ้งถาม
“ก็ต้องให้กำลังใจทหาร ไม่ว่าภายนอกจะเป็นยังไง ภายในพวกเราจะเดินกันมั่วๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะแพ้จริงๆ” หลี่เสวี่ยอิงส่งอิโมติคอนหน้าเหนื่อยล้ามา
ฟางเจิ้งพูด “ที่แท้ก็แบบนี้”
“ได้พูดออกมาก็สบายแล้ว ไม่อย่างนั้นแบกไว้คนเดียวมันทรมานมาก ขอบคุณท่านนะ ไต้ซือ ฉันไปทำงานก่อน มีเวลาจะไปเยี่ยม” หลี่เสวี่ยอิงพูดอีกประโยคแล้วรีบออฟไลน์ไป
ฟางเจิ้งส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นี่มองเขาเป็นถังขยะ พูดในสิ่งที่พูดกับคนอื่นไม่ได้จบก็พลิกมือโยนทิ้งมา…ทว่าฟางเจิ้งไม่ใส่ใจ นักบวชก็ทำกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ?
เวลาผ่านไปทีละวัน สงครามหนังล่มเมืองยังคงดำเนินต่อไปทุกวัน ทะเลาะกันจนเกิดพายุฝนไปทั้งเมือง แม้แต่หมู่บ้านเอกดรรชนีก็ยังคุยกันถึงหนังเรื่องนี้ ทว่าท่าทีของหมู่บ้านเอกดรรชนีง่ายมาก หมู่คณะเรียนเข้าอินเทอร์เน็ต เข้าไปช่วยกองถ่ายล่มเมืองด่าศัตรู…ขอใช้คำพูดพวกเขา หนังเริ่มจากหมู่บ้านและออกจากหมู่บ้าน จะต้องสนับสนุน! สนับสนุนแบบไม่มีเงื่อนไข! สนับสนุนอย่างกล้าได้กล้าเสีย!
แบบนี้แล้ว ฟางเจิ้งได้แต่ยิ้มเจื่อนแล้วก็ยิ้มเจื่อน
พริบตาเดียวจะผ่านเดือนเจ็ดไป วันที่หนึ่งเดือนแปด หนังล่มเมืองเข้าฉายท่ามกลางเสียงด่าทอนับไม่ถ้วน
และช่วงหลายวันมานี้ แม้ฟางเจิ้งจะไม่ได้พูดอะไร ทว่าก็สังเกตหนังล่มเมืองเงียบๆ มาตลอด ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ไต้ซือแท้จริงที่กระโดดออกจากธาตุทั้งห้าได้จริงๆ เขายังมีนิสัยของวัยรุ่นเจิดจรัส เพียงแต่ว่าสภาวะจิตใจเข้าใกล้ไต้ซือมากขึ้นเท่านั้น ต่อให้เป็นแบบนี้ ไต้ซือในใจเขาก็ต่างกับไต้ซือในสายตาชาวโลก ไม่ใช่ไต้ซือที่ไม่ทานอาหารผ่านการปรุงแบบนั้น แต่เป็นไต้ซือที่สัมผัสกับวิถีชีวิตปุถุชนในวงกว้าง…
เช้าตรู่ หยางผิงรีบวิ่งขึ้นเขามาด้วยความตื่นเต้น ดื่มน้ำบริสุทธิ์ลงท้องอึกหนึ่งแล้วพ่นลมหายใจยาว “สบาย!”
“ประสกหยาง ขึ้นเขามาแต่เช้ามีเรื่องอะไรรึเปล่า?” ฟางเจิ้งถาม
“มีครับ! วันนี้หนังล่มเมืองฉายแล้ว ท่านไม่รู้เหรอ?” หยางผิงถามกลับ
ฟางเจิ้งกังวลแล้ว เขาย่อมรู้ว่าหนังล่มเมืองเข้าฉาย แต่นี่เกี่ยวอะไรกับที่หยางผิงขึ้นเขามา?
“พี่ผมบอกว่าหนังล่มเมืองเริ่มจากหมู่บ้านเราและก็ออกจากหมู่บ้านเรา อีกอย่างทุกคนร่วมแสดงด้วย ในเมื่อเข้าฉาย นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญ จะต้องไปสนับสนุน พี่หยางหวาเลยออกเงินเหมาที่นั่ง พาทั้งหมู่บ้านไปดูหนังกัน” หยางผิงพูด
ฟางเจิ้งงุนงง “เขาเหมาทั้งหมู่บ้าน?”
“ใช่! ตอนแรกเป็นแบบนี้ แต่ต่อมาทุกคนปฏิเสธ ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนพวกเรายากจนเลยชอบเอาเปรียบคนอื่น แต่ตอนนี้ทุกคนรวยแล้ว ใครก็ไม่อยากเอาเปรียบเรื่องแบบนี้แล้ว กลัวคนจะว่าตนไม่ดี สุดท้ายทุกคนเลยแยกกันจ่าย แต่ว่าก็ยังไปดูกันแบบเป็นหมู่คณะ! ผมมาครั้งนี้เพื่อแจ้งท่านให้ไปดูหนังด้วยกัน” หยางผิงพูด
ฟางเจิ้งงงงัน “อาตมาก็ไปด้วย?”
“หรือว่าท่านไม่ไป?” หยางผิงถามกลับ
ฟางเจิ้งคิดแล้วก็ยิ้ม “ไป!”
ไปแน่นอน เขาไม่ได้ดูหนังมาหลายปี มิหนำซ้ำยังเป็นหนังที่เขาเกือบได้ร่วมแสดงด้วย! อีกอย่างในแก่นแท้เขายืนอยู่ข้างกองถ่ายล่มเมือง สนับสนุนได้ก็จะสนับสนุน ความจริงถ้าหยางผิงไม่มาวันนี้ เขาว่าจะควักกระเป๋าตัวเองลงเขาไปดู ตอนนี้เอาล่ะ ตามทุกคนไปดูย่อมดีกว่า
พอได้ยินว่าจะไปดูหนัง ลิง หมาป่าเดียวดาย กระรอกและเด็กแดงพลันคึกคักขึ้นมา เมื่อหยางผิงไปพวกมันก็เข้ามาใกล้ทันที แต่ละตัวทำท่าทางแบ๊วน่ารักเลียนแบบกระรอก เบิกตาโต มองฟางเจิ้งอย่างมีความหวัง
ฟางเจิ้งพูดว่า “คนละหนึ่งเหตุผลที่พวกนายจะออกไป เรียงตามลำดับความอาวุโส จิ้งฝ่าก่อน”
“อา…” หมาป่าเดียวดายนอนหมอบบนพื้น แลบลิ้นด้วยท่าทีใกล้จะสิ้นใจ ร้องขึ้นว่า “อาจารย์ ศิษย์อึดอัดอยู่บนเขาจะตายอยู่แล้ว ต้องรีบออกไปเที่ยวเล่น!”
“ได้ อีกเดี๋ยวนายลงเขาไปเที่ยวเล่นเองเถอะ” ฟางเจิ้งพยักหน้า ตอบด้วยมาดขรึม
หมาป่าเดียวดายตาเหลือกแสร้งตายไป ร้องโหยหวนในใจ มันไม่ได้หมายถึงเที่ยวเล่นแบบนั้น!
ถึงตากระรอก กระรอกกลอกตาไปมา สรุปเหตุผลที่หมาป่าเดียวดายเสียสิทธิ์ สุดท้ายก็สรุปออกมาได้ว่าแสดงไม่ชัดเจนพอ!
กระรอกเลยพูด “อาจารย์ ศิษย์ยังไม่เคยดูหนังเลย อยากตามไปดูหนังกับท่าน! สนับสนุนเรื่องล่มเมืองก็เป็นความรับผิดชอบของกระรอก! ที่สำคัญคือศิษย์ไม่ต้องซื้อตั๋วด้วย! จะได้ประหยัดเงิน!”
ฟางเจิ้งได้ฟังแบบนั้นดวงตาพลันเปล่งประกาย เหมือนจะมีเหตุผล…แต่เขาก็ยังเขกหัวกระรอกไปที “เห็นอาจารย์เป็นคนโกงตั๋วรึไง? คนต่อไป!”
ลิงตรึกตรองถึงแผนรับมือนานแล้ว เห็นหมาป่าเดียวดายและกระรอกเสียสิทธิ์ก็รีบเปลี่ยนแผน จากนั้นถึงพูด “อาจารย์ ศิษย์อยากดูหนัง ง่ายๆ แค่นี้” กลยุทธ์เสแสร้งไร้เดียงสา! แสดงความฉลาด!
ฟางเจิ้งพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร แต่มองเด็กแดง
เด็กแดงเอ่ยทันที “อาจารย์ ตามกฎของโรงหนังแล้ว ข้าตัวแค่นี้ไม่ต้องซื้อตั๋ว! ไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่ทำตามกฎ อีกอย่าง ข้าต้องหลอมรวมเข้าสังคมนี้ ต้องสัมผัสอะไรให้มากขึ้น ข้ายังไม่เคยดูหนัง พาข้าไปด้วยเถอะ? จุ๊บๆ?”
โป๊ก!
“สามคำหลังไม่ดี จากนี้อย่าเรียนอะไรแปลกๆ แบบนี้อีก” ฟางเจิ้งโขกหัวเขาไปทีหนึ่ง
ทุกคนออกความเห็นเสร็จแล้ว ฟางเจิ้งจึงพูดสรุป “อาจารย์เข้าใจความคิดพวกนาย แต่พวกนายต้องเข้าใจด้วยว่าโรงหนังไม่ให้พาสัตว์เข้าไป…แม้พวกนายจะเป็นศิษย์อาจารย์ แต่เมื่อออกไปแล้ว พวกเขามองพวกนายเป็นสัตว์…นี่คือความน่าเจ็บปวด อาจารย์ก็ไม่รู้จะทำยังไง”
พูดจบ หมาป่าเดียวดาย ลิงและกระรอกเหมือนกับมะเขือตากน้ำค้าง ก้มหน้าลงผิดหวัง
เด็กแดงเห็นดังนั้นก็ใจอ่อน “อาจารย์ ใช้วิชาบดบังตาก็ได้…”
ฟางเจิ้งส่งสายตาคมกริบให้ เด็กแดงหุบปากทันที ฟางเจิ้งพูดต่อ “แม้อภินิหารจะเป็นสิ่งดี แต่จะใช้มั่วไม่ได้ เอาออกมาทำลายกฎ เอาเปรียบ นี่ใช้ไม่ได้! จิ้งซิน ครั้งนี้นายก็ไม่ต้องไปถือเป็นการลงโทษ”
เด็กแดงอยากจะร้องไห้ทันที ครั้งนี้เสียหายหนักมาก! ไม่อย่างนั้นเขาคงมีโอกาสไป!
……………………..