บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 555 สงคราม
หลายคนยิ้มแล้วเดินไป
ฟางเจิ้งถอนหายใจโล่งอก กระรอกแลบลิ้นมุดเข้าไปในแขนเสื้อฟางเจิ้ง อายจนไม่กล้าออกมา
เมืองภาพยนตร์อยู่ชั้นหกของตึกใหญ่ ครั้งนี้ในลิฟต์มีเพียงพวกฟางเจิ้งกับลูกศิษย์ ฟางเจิ้งอาศัยจังหวะนี้อธิบาย “โลกข้างนอกไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่า…” ฟางเจิ้งใช้มือวาดหลักการของลิฟต์ เจ้าพวกนี้ถึงเข้าใจความมหัศจรรย์ในนั้น ทว่าก็ยังรู้สึกว่าแปลกใหม่ สนุก น่าประหลาดใจ
ฟางเจิ้งกับเจ้าพวกนี้กำลังคุยกันอย่างคึกคัก เสียงติ๊งก็ดังขึ้น ลิฟต์มาถึงที่หมายแล้ว เจ้าพวกนี้หุบปากทันที ไม่ส่งเสียงอีก
ทว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยในห้องควบคุมมองหลวงจีนพูดกับสัตว์ในลิฟต์กลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ดีที่เขาได้แต่เห็น แต่ไม่ได้ยินว่าพวกฟางเจิ้งพูดอะไร จึงมองว่าฟางเจิ้งพูดเองเออเอง ถึงอย่างไรคนมากมายเลี้ยงสุนัขก็ชอบพูดพร่ำไม่หยุด คิดถึงตรงนี้ก็ปล่อยวางไป
หลังเข้าเมืองภาพยนตร์มาแล้ว เจ้าพวกนี้พลันรู้สึกว่าสายตาใช้การไม่ค่อยได้ ทุกที่มีแต่โปสเตอร์โฆษณา ทุกที่มีแต่แสงไฟหลากสี และยังมีตุ๊กตาคนต่างๆ รูปปั้น พวกมันมองจนตาลาย
ตอนนี้เองพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยกับฟางเจิ้งอย่างมีมารยาทว่า “หลวงพี่ ทางเราไม่อนุญาตให้น้ำสัตว์เลี้ยงเข้ามา โดยเฉพาะสุนัขใหญ่”
หมาป่าเดียวดายได้ยินดังนั้นพลันไม่พอใจ มันเป็นสุนัขใหญ่? มันคือหมาป่าตัวใหญ่ไม่ใช่หรือ? ตาถั่วรึไง!
ฟางเจิ้งรีบแสดงตั๋วภาพยนตร์ให้อีกฝ่ายดู อีกฝ่ายดูแล้วก็ยิ้ม “ที่แท้ก็มาจากหมู่บ้านเอกดรรชนี ท่านคือหลวงพี่ฟางเจิ้งใช่ไหมครับ?”
ฟางเจิ้งประนมสองมือ “อมิตาพุทธ อาตมาเอง”
“เถ้าแก่บอกว่าพวกท่านเหมาที่นั่งเลย พวกท่านจะใช้สถานที่ยังไงก็ตามสบาย แน่นอน เงื่อนไขคือห้ามทำให้ข้าวของเสียหาย” ผู้ชายพูด
ฟางเจิ้งตอบรับ “ประสกวางใจ อาตมาจะดูพวกเขาแน่นอน ไม่ให้พวกเขาทำอะไรแผลงๆ”
“ผมเชื่อหลวงพี่นะ ถึงยังไงพวกนี้ก็เป็นสัตว์ดาวเด่นของวัดเอกดรรชนี ผมเคยเห็นความเชื่องของพวกมันมาแล้ว ผมเคยไปวัดเอกดรรชนีด้วย นั่นเป็นที่ที่ดีจริงๆ แต่ว่าตอนนั้นผมเห็นแต่ลิงนักบวช ไม่เห็นเจ้าตัวน้อยตัวอื่นๆ เมื่อกี้ผมก็ยังคิดว่ามีคนปลอมเป็นหลวงพี่ เหอะๆ…” ผู้ชายกล่าว
ฟางเจิ้งไม่นึกเลยว่าจะเจอคนที่เคยไปวัดเอกดรรชนีที่นี่ จึงถอนหายใจโล่งอกโดยพลัน คุ้นเคยกันก็จัดการง่ายแล้ว
สรุปผู้ชายเป็นผู้จัดการจริงๆ คอยดูแลพวกฟางเจิ้งเป็นพิเศษ จัดให้ฟางเจิ้งพาเหล่าสัตว์ไปรอข้างๆ ฟางเจิ้งเหยียบหางหมาป่าเดียวดาย ใช้มือดึงหางกระรอก ขณะเดียวกันยังถลึงตามองเด็กแดง เจ้าสามตัวนี้มองฟางเจิ้งด้วยความคับอกคับใจ พวกมันเหมือนเศษเดนที่ไม่เชื่อฟังขนาดนั้นเลยหรือ? พวกมันจะทำตัวดีๆ ตกลงไหม? แต่จะเห็นได้ชัดว่าพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์…
ฟางเจิ้งนั่งอย่างนี้ไปหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้นมีคนมองมาด้วยความแปลกใจไม่น้อย และยังมีคนใจกล้าวิ่งเข้ามาถ่ายรูปรวม บางคนจำฟางเจิ้งได้จึงพูดคุยกันเล็กน้อย ฟางเจิ้งเลยไม่ถือว่าเงียบเหงา
ไม่นานหวังโอ้วกุ้ยพาชาวบ้านมาถึง จากนั้นเข้าไปพร้อมกัน เข้าไปแล้วประตูใหญ่ปิดลง ฟางเจิ้งถึงปล่อยมือพร้อมกับถอนหายใจโล่งอก ตนเป็นอาจารย์ย่อมไม่มีวันลืมเรื่องหมาป่าเดียวดายต่อคิวรับไอศกรีม และก็ไม่ลืมที่เด็กแดงวิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว
พอฟางเจิ้งปล่อยมือ เจ้าตัวน้อยถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน เริ่มมองไปรอบๆ เห็นอะไรจะทำหน้าแปลกใจ ทว่าโดยรอบเป็นคนเลยจะไม่ดีนักที่จะถามอะไร
เด็กแดงไม่ได้พะว้าพะวังเลยช่วยเจ้าพวกนี้ถามคำถามที่อยู่ในใจ ส่วนเขา? เข้าอินเทอร์เน็ตทุกวันย่อมรู้ว่าสิ่งต่างๆ ของที่นี่คืออะไร เพียงแค่ว่าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก
เมื่อโฆษณาพลังงานผ่านไป แสงพลันมอดดับลง เจ้าพวกนี้ตกใจสะดุ้ง
ฟางเจิ้งลูบหัวหมาป่าเดียวดายเบาๆ “ปิดไฟหมายถึงหนังจะเริ่มแล้ว ไม่ว่าจะออกมาเป็นอะไรอย่าส่งเสียงดังมั่วซั่ว…แล้วก็ห้ามกระโดดไปมาด้วย”
หมาป่าเดียวดาย กระรอก ลิงและเด็กแดงพยักหน้าพร้อมกัน
ตอนนี้หนังฉายเริ่มแล้ว…
ฉากเริ่มจากกลอนบทหนึ่ง เสียงทอดถอนใจดังต่อกันเป็นสาย ประตูบ้านมู่หลันทำจากผ้าทอ…
ฉากเริ่มชัดเจนขึ้น นางเอกในวัยเด็กปรากฏตัว วัยเด็กที่มีความสุข สบาย มีความสุขราวกับว่าทุกอย่างงดงาม ท้องฟ้าคราม ดวงตะวันสีทอง เด็กวิ่งรอบบุพการี พี่น้องวิ่งกันเต็มไปหมด บุพการียิ้มเบิกบาน
แต่ว่าต่อมาเกิดเสียงฟ้าผ่า ฟ้าเปลี่ยนสี! เมฆดำบดบังตะวัน เกิดฝนตกหนัก…
มีข่าวด่วนจากชายแดน ชาวโหรวหรานปิดล้อมเข้าตีจากทางใต้ ไฟสงครามลุกโชติช่วงทุกสารทิศ สงครามปะทุขึ้น!
ควันไฟสงครามยังอยู่ไกล ทว่าบรรยากาศสงครามคุกรุ่นไปทั่วแคว้น ทั้งแคว้นกำลังเกณฑ์ทหาร บ้านหวามู่หลันก็ไม่เว้น เหมือนกับต้นฉบับเดิม สุดท้ายหวามู่หลันยืดอกเป็นทหารเข้าร่วมกองทัพแทนบิดา
ทว่าเส้นทางนี้ หวามู่หลันได้พิสูจน์ความโหดร้ายของสงคราม มีแต่ไฟสงครามอยู่ทุกที่ มีคนตายทุกแห่งหน หน้าสงครามไม่มีความยุติธรรม ไม่มีการเคารพผู้สูงอายุหรือรักผู้เยาว์ ไม่มีดอกไม้สดและเสียงปรบมือ มีแต่เพียงโลหิตและน้ำตา!
ผู้คนมากมายล้มหายตายจาก เด็กน้อยปีนศพมารดาตะโกนเสียงดัง “แม่อย่าหลับ หนูหิว…”
บุพการีอุ้มลูกที่ตายจากในอ้อมอก เงยหน้าร้องไห้เสียงดัง แต่กลับเปล่งเสียงใดๆ ไม่ออก แค่ร้องเงียบๆ เศร้าใจไร้เสียงอบอวลไปทั่ว…
ตอนที่กองทัพของหวามู่หลันผ่านมา ก็ถูกชาวบ้านจำนวนมากล้อมไว้ เอ่ยถามว่า “เหตุใดต้องทำสงคราม?!”
ทว่าใครจะตอบพวกเขาได้ ทุกคนต่างเงียบ…
เห็นถึงตรงนี้ ชาวบ้านไม่น้อยเงียบตาม ฉากนี้หนักหน่วงมาก เมื่อเห็นเด็กที่ร้องไห้เหล่านั้นกับบุพการีที่ร่ำไห้ ผู้หญิงที่หวั่นไหวง่ายและเจ้าน้ำตาร้องไห้ออกมา
หวามู่หลันมุ่งหน้าสู่ทางเหนือ ผ่านสงครามเล็กใหญ่มาบ้าง เธอกำลังเติบโต ทว่ามีคำถามหนึ่งอยู่ในใจเธอมาตลอด ทำไมถึงต้องทำสงคราม? สงครามนำพาอะไรมา?
จากนั้นก็เข้าสู่ฉากหวามู่หลันเป็นทหารสอดแนมเข้าภูเขาเยี่ยนซาน เจอกับทหารโหรวหราน เกิดสงครามชุลมุนขึ้น สิ้นชีพกันเกือบทั้งหมด!
ดูถึงตรงนี้พวกชาวบ้านฮึกเหิมแล้ว ซ่งเอ้อโก่วชี้ไปยังเจ้าคนที่นอนก้นกระดกบนพื้น “นั่นฉัน! นั่นฉัน! ฮ่าๆ…ฉันฉลาดจริงๆ รู้ว่าท่าแบบนี้จำง่าย ฮ่าๆ…”
ทุกคนส่งสายตามองค้อนให้ไอ้โสเภณีเจ้าแผนการนี่ ทว่าต้องพูดว่าแม้เจ้านี่จะตายอยู่ตรงมุม ทว่าท่าทางยั่วยวนนั้นจำจ่ายจริงๆ! คนอื่นๆ กลัดกลุ้มแล้ว ทุกคนตายเกลื่อนพื้น แต่ถ้าจะแยกว่าคนไหนเป็นตนในฉากนั้นเป็นไปไม่ได้เลย…
ฉากนี้ทำให้คนเลือดร้อนเช่นกัน ความซาบซึ้งใจที่มากับการสละชีพเพื่อปกป้องกันระหว่างสหายร่วมรบไม่น้อยเลย น่าเสียดายพวกชาวบ้านเข้าใจเรื่องแบบนี้มากอยู่แล้วเลยไม่รู้สึกอะไร…
ตอนนี้เองนักบวชชราปรากฏกายขึ้น นักบวชชราท่านนี้หน้าตาใจดี ในแววตามีแต่ความเศร้า เผชิญหน้ากับสงคราม แม้จะเป็นนักบวชแล้วอย่างไร? ใครจะพาใครข้ามฟากได้?
ฟางเจิ้งเห็นนักบวชชราแล้วก็ตกใจอย่างยิ่ง ความกรุณาฟ้าเวทนาคนในแววตานั้นมีความโกรธต่อสงครามแผ่ออกมา แต่กลับจนปัญญา พาคนเป็นข้ามฟากไม่ได้ ได้แต่จำใจพาคนตายข้ามฟากแทน…ความเมตตายิ่งใหญ่มากมายกลายเป็นความเศร้าโศก ช่างน่าตกตะลึงจริงๆ!
…………………………………………….……….