บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 556 ถูกกับผิด
แม้จะมีคนกำลังถอนหายใจที่ฟางเจิ้งไม่เข้าฉาก แต่ฟางเจิ้งกลับคิดว่าเปลี่ยนคนถูกแล้ว! สิ่งที่ฟางเจิ้งแสดงออกมาคือความโกรธต่อสงคราม แต่สิ่งที่ชายชราแสดงออกมากลับเป็นความเมตตาและเศร้าโศกต่อปุถุชน เป็นความเจ็บปวดที่ไร้เรี่ยวแรงเปลี่ยนแปลง! อารมณ์ของสองสิ่งต่างกัน สิ่งที่แสดงออกมาจึงต่างกัน แรงกระทบกระเทือนยิ่งต่างกัน!
ฟางเจิ้งต้องยอมรับว่านักบวชชราแสดงดีกว่าเขา! จนต้องเขียนคำว่ายอมให้ตัวใหญ่ๆ!
ฉากเปลี่ยนไปอีก หวามู่หลันตื่นขึ้นจากการช่วยของนักบวชชรา ตอนที่รักษาบาดแผล หวามู่หลันถามนักบวชชราว่า “หลวงตา ท่านว่าเหตุใดคนเราถึงต้องทำสงคราม?”
“เหตุใดต้องทำสงครามรึ? ในใจทุกคนมีคำตอบของตนเอง อาตมาตอบไม่ได้” นักบวชชราตอบ
“เช่นนั้นคำตอบของใครถูกต้อง?” หวามู่หลันถาม
“ใครพูดถูก ใครพูดผิดแล้วอย่างไร? ประสกมองโลกนี้ก็จะรู้คำตอบ” นักบวชชรามองหมู่บ้านที่ถูกไฟเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านไกลๆ พลางว่า
หวามู่หลันอึ้งงัน มองหมู่บ้านไกลๆ นัยน์ตาค่อยๆ คมกริบขึ้น “ข้าเห็นความแค้น! โหรวหรานรุกรานแคว้นเรา ฆ่าพี่น้องข้า ฆ่าสหายข้า เลวทรามชั่วช้ายิ่ง! ข้าจะฆ่าล้างแค้น!”
ว่าจบ หวามู่พลันก็จับดาบเดินจากไป
นักบวชชรามองแผ่นหลังหวามู่หลันพลางส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
ชาวบ้านหลายคนแปลกใจเช่นกัน คำพูดนักบวชชราหมายความว่าอย่างไร หวามู่หลันพูดถูกนี่ ทำไมเขาถึงส่ายหน้า?
มีคนมองฟางเจิ้ง แต่ฟางเจิ้งไม่ได้มองพวกเขาเลย เอาแต่จ้องจอภาพยนตร์ ใจจดจ่ออย่างยิ่ง หวามู่หลันมองเห็นต่างจากฟางเจิ้ง เขามองเห็นสิ่งอื่น!
หวามู่หลันกลับกองทัพ ความโกรธแค้นกลายเป็นพลัง นำพากองทัพบุกไปทุกแห่งหน สร้างคุณูปการสงครามนับไม่ถ้วน ไล่ฆ่าคนโหรวหรานตลอดทาง ขับไล่ออกจากแคว้นไป
วันนี้เธอพบนักบวชชราท่านนั้นบนสงครามที่มีทหารโหรวหรานนอนเกลื่อนไปหมดอีกครั้ง เพียงแต่ว่าท่านกำลังโปรดสัตว์ให้คนโหรวหราน…
หวามู่หลันถามท่าน “พวกมันเป็นศัตรู ไฉนท่านต้องทำเช่นนี้?”
นักบวชชราถามกลับ “แล้วเหตุใดต้องทำสงคราม?”
หวามู่หลันอึ้งงัน ก่อนตอบอย่างแน่วแน่ “แก้แค้น!”
นักบวชชราพยักหน้า โปรดสัตว์วิญญาณต่อ ไม่พูดกับหวามู่หลันอีก
ต่อมาเธอมักได้ยินเรื่องนักบวชชราโปรดสัตว์คนโหรวหรานบ่อยๆ เธอไม่พอใจกับเรื่องนี้เล็กน้อย คนพวกนั้นคือศัตรู ทำไมจะต้องโปรดสัตว์?
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ยินว่านนักบวชชรามรณภาพในสนามรบ ดาบในมือเธอร่วงหล่น…
หลายคนสับสนอย่างยิ่ง นักบวชชราโปรดสัตว์คนโหรวหราน พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร นี่ถือว่าเป็นคนดีไม่มีพิษมีภัยไม่ใช่หรือ? ส่วนนั่นคือผู้บุกรุก! ทว่านักบวชชรามรณภาพแล้วบนสนามรบ มรณภาพบนเส้นทางทำความดีของท่าน ความรู้สึกนี้มันจุกอก! แน่นจนกระวนกระวาย!
คำพูดนักบวชชราในตอนนั้นดังผ่านในความคิด ‘ใครพูดถูกใครพูดผิดแล้วอย่างไร? ประสกมองโลกนี้ก็จะรู้คำตอบ’
หวามู่หลันมองไปนอกกระโจมอีกครั้ง ไฟสงครามลอยขึ้นฟ้า เหล็กกับโลหิต!
วันนี้หวามู่หลันพลันรู้สึกว่าสงครามแบบนี้ช่างน่ารังเกียจ!
ภาพสงครามส่งกลิ่นคาวเลือดมากขึ้น สงครามแท้จริงและโหดร้ายไม่ทำให้พวกชาวบ้านหาความสนุกและตื่นเต้นเวลาดูหนังฮอลลีวูดพบเลย แต่นัยน์ตามีความรังเกียจ…รังเกียจมาก!
สองกองทัพใหญ่ปะทะกันราวกับเครื่องบดเนื้อ ใบหน้าคุ้นตามากมายถูกเครื่องบดเนื้อบดละเอียด ความทรงจำสวยงามมากมายพังทลายลง! ชาวบ้านหลายคนน้ำตาพรากให้กับคนที่ตนชอบตายจากไปแต่กลับทำอะไรไม่ได้ อยากจะยื่นมือไปช่วยเธอ กลับมีมิติและโลกขวางไว้!
ไร้ที่พึ่ง เศร้าเสียใจ สิ้นหวัง…
ฟางเจิ้งดูถึงตรงนี้ก็อยากจะร้องไห้เสียงดัง บทและผู้กำกับสมควรตายนี่วาดคนนิสัยดีมีชีวิตชีวามากมาย บางคนเป็นคนโหรวหราน พวกเขาสู้กลับ พวกเขารักสันติภาพ แต่กลับถูกเครื่องจักรสงครามผลักมาถึงแนวหน้าสงคราม บางคนเป็นคนแคว้นของหวามู่หลัน พวกเขาบางคนเป็นเพียงชาวบ้าน ซื่อสัตย์จริงใจ บางคนน่ารัก บางคนยังเป็นเด็กที่ยังเติบโตไม่เต็มวัย…
ทว่าอยู่เบื้องหน้าสงคราม ทุกอย่างกลายเป็นสีโลหิต คนเหล่านั้นสิ้นชีพในสงคราม บางคนตายราวกับเป็นพลทหารไร้ชื่อ กลายเป็นตะแกรงใต้ฝนลูกธนู บางคนถูกม้าสงครามเหยียบตาย บางคนถูกตัดศีรษะ…สรุปไม่มีภาพเหมือนภาพยนตร์อื่นๆ ที่วีรบุรุษไม่ตาย แถมคำพูดยังเยอะ…
ที่เบื้องหน้าสงคราม ไม่ว่าคุณเป็นใครก็ไร้เรี่ยวแรง วินาทีที่จะสิ้นใจนั้น! ไม่ว่ามันจะงดงามเพียงไหนก็จะมอดดับลงในทันใด!
แรงปะทะต่อสายตาอันร้อนแรงนั้นทำให้ฟางเจิ้งอยากจะหยิบอาวุธมาทุบหน้าจอภาพยนตร์ให้พังเสีย! ไม่มีหนังเรื่องไหนทำร้ายกันขนาดนี้มาก่อน! เช็ดแม่ง!
กองทัพที่หวามู่หลันตามมารุดหน้าไปอย่างห้าวหาญพลางส่งเสียงร้องเพลงไปตลอดทาง ขับไล่พวกโหรวหรานออกไป ทั้งยังตามไปจนสามพันลี้ กวาดล้างทั้งโหรวหราน ตีพวกโหรวหรานจนแตกพ่ายและยอมศิโรราบในคืนนั้น
ไม่นานสงครามสิ้นสุดลง หวามู่หลันคว้าชัยชนะกลับมา ระหว่างทางประชาชนต่างร้องเต้น เฉลิมฉลองต่างๆ นานา สุราฉลองไม่ขาดสาย ร้องเพลงพูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุข ครึกครื้นอย่างยิ่ง
ทว่าหวามู่หลันกลับไม่ดีใจ เธอปฏิเสธการแต่งตั้งและหวนคืนสู่บุตรสาว กลับบ้านไปยืนบนยอดเขาที่เล่นว่าวตอนเด็ก หน้าตาเธอสับสน เดิมทีคิดว่าตนเข้าใจคำพูดนักบวชชราแล้ว แต่ตอนนี้พบว่าตนไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรเลย!
พวกชาวบ้านต่างขบคิดถึงความหมายแฝงในคำพูดนี้ ทว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
“พี่ คนโหรวหรานยอมแพ้แล้ว แต่ข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้ไม่คิดจะล้างบางพวกมัน แต่กลับเจรจากับอีกฝ่าย พูดเรื่องสันติภาพอะไรนี่แหละ…ไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกเราชนะแล้ว เหตุใดต้องคุย? พวกมันไม่ฟังก็ตีพวกมันก็จบแล้วไม่ใช่รึ? ตีจนพวกมันร้องไห้ห่าบุพการี ฉี่ราดกางเกง ฆ่าให้หมด นี่จะไม่สงบสุขร่มเย็นกว่าหรือ?” น้องชายยืนอยู่ข้างหวามู่หลันเอ่ยถาม
“ทำสงคราม? เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลที่ตามมาหลังสงครามคืออะไร?” หวามู่หลันถอนหายใจยาวภายในใจ ก่อนถามเสียงเบา
“ผลตามมาคืออะไรอย่างนั้นหรือ? ไม่ว่าเป็นผลอะไร ข้าคิดว่าพวกเราต้องผ่านไปได้! เสริมบารมีแคว้น ปลุกให้แคว้นฮึกเหิม! ให้ไอ้พวกนั้นรู้ถึงความเก่งกาจของเรา! ฮ่องเต้ทำแบบนี้น่าอึดอัดใจจริงๆ…” น้องชายควงหมัดพร้อมตะโกนเสียงดัง “รอข้าเติบใหญ่ก่อน ข้าจะเป็นเหมือนพี่ พากองทัพใหญ่เหยียบย่ำทำลายเขาเหอหลัน”
หวามู่หลันถอนหายใจ “เจ้ารู้จักแต่ความเลือดร้อนในใจ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังของความเลือดร้อนหมายถึงความตาย? เบื้องหลังของความตายหมายถึงความเศร้าเสียใจของคนมากมาย ภูเขาแม่น้ำพังทลาย คนในครอบครัวตายจาก? น้องพี่ ถ้าพี่ตายในสนามรบเจ้าจะเป็นอย่างไร ท่านพ่อกับท่านแม่จะเป็นอย่างไร อีกอย่าง คนโหรวหรานไม่ได้ถูกล้างบางง่ายขนาดนั้น? ถ้าล้างบางได้ก็ดี…แต่กลัวว่าล้างบางไม่หมด สายลมใบผลิพัดมาอีกครั้ง ถึงตอนนั้นจะเกิดสงครามอีก คนที่ตายก็ยังเป็นชาวบ้านอย่างพวกเรา”
น้องชายผงะไป จากนั้นส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง “ไม่มีทาง พี่เก่งที่สุด ไม่ตายหรอก”
“ถ้าหากล่ะ?”
“หยุดพูด ข้าเจ็บ…”
“เจ้ามีพี่ เจ้าเจ็บแทนพี่ได้ เช่นนั้นครอบครัวทหารที่สู้จนตัวตายเหล่านั้นล่ะ? พวกเขาไม่เจ็บหรือ? จำไว้นะ ไม่ว่าเมื่อไร สงครามไม่ใช่วิธีเดียวที่แก้ปัญหาได้ แต่เป็นการปกป้องชีวิตและสันติภาพในตอนสุดท้ายต่างหากที่สำคัญที่สุด…เทียบกับสันติภาพแล้ว บางครั้งก็อดทนบ้าง นั่นคือชัยชนะ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แน่นอนถ้าอีกฝ่ายรนหาที่ตาย สงครามจะทำให้พวกมันเข้าใจถึงความล้ำค่าของสันติภาพ ฮ่องเต้ห่วงใยเกียรติมากกว่าประชาชน ฮ่องเต้ที่ละเกียรติเพื่อประชาชนได้นั่นต่างหากคือเจ้าแผ่นดิน” ฮวามู่หลันเอ่ย
“เช่นนั้นคนอื่นรุกรานเข้ามา พวกเราก็ห้ามโต้กลับรึ?” น้องชายถามด้วยความสับสนเล็กน้อย
“ถ้าอดทนต่อไปอีกไม่ไหวก็ไม่ต้องอดทน สงครามคือวิธีการสุดท้ายที่ใช้ได้” ฮวามู่หลันพูดถึงตรงนี้ ดวงตาเธอพลันสว่างไสวขึ้นมา!
ฮวามู่หลันหันกลับไปมอง เห็นดวงตะวันเบื้องหลังส่องแผ่นดิน บนแผ่นดินเขียวชอุ่มพุ่มไสวมีพลังชีวิตคึกคัก ไก่และสุนัขในหมู่บ้านใกล้ชิดกัน ควันไฟหุงอาหารลอยโชยขึ้นมา ช่างเงียบสงบ ภาพนั้นธรรมดามาก แต่เธอกลับรู้สึกว่าภาพนี้สวยจนทำให้หยุดหายใจ!
ฮวามู่หลันมองทิวทัศน์ตรงหน้า มองเด็กหนุ่มตรงหน้า เธอพลันนึกอะไรได้เลยคุกเข่าไปทางทิศที่นักบวชชรามรณภาพ เอาหัวโขกพื้น เอ่ยว่า “หลวงตา ข้าเข้าใจแล้ว!”
พูดจบ ดวงตาฮวามู่หลันสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ เธอยืนขึ้น ทั้งตัวเหมือนสูงขึ้นหลายส่วน
……………………………..…..