บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 557 สงครามไม่ใช่จุดประสงค์
“แต่ว่านี่มันน่าอึดอัดยิ่งนัก…ข้ารู้สึกว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหมาป่าก็มีแต่ต้องใช้ตะบองตีให้มันกลัว มันถึงไม่กล้ามารุกรานพวกเรา” น้องชายเอ่ยด้วยความดื้อรั้น
ฮวามู่หลันกล่าวว่า “จำไว้ สงครามเป็นวิธีสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าการสูญเสียอธิปไตยจะต้องขอสงบศึกไปวันๆ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้ชัยชนะมาก็ขอสงบศึก อีกฝ่ายไม่กล้าไม่รับ เพราะไม่รับก็เท่ากับตาย! นี่คืออาวุธที่ไม่ต้องสู้ก็เอาชนะได้ นี่ต่างหากคือกลยุทธิ์ ในทางตรงข้ามถ้ากองทัพขึ้นเหนือ สำหรับพวกเราแล้วไม่มีข้อดีอะไรเลย โหรวหรานขี่ม้าได้ตลอดเวลา อีกทั้งพื้นดินพวกเขายังเป็นดินจืดอย่างยิ่ง เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ทิ้งไปแล้วพวกเขายังกลับมาได้อีก ได้แต่ทำสงครามไม่มีวันจบสิ้น มีคนตายไม่หยุดหย่อน…
เริ่มสงครามง่าย หยุดสงครามยาก…ช่างเถอะ พูดกับเจ้าไปมากขนาดนี้เจ้าคงไม่เข้าใจ แต่จำเอาไว้ ยอดฝีมือในสงครามจริงๆ จะออกห่างจากสงครามตลอดกาล หรือไม่ก็ทำสงครามให้น้อยที่สุดแต่ได้ผลประโยชน์ที่มากที่สุด”
ฮวามู่หลันพูดถึงตรงนี้ ก็มีท่าทีกระฉับกระเฉง ดวงตาคมกริบอย่างยิ่ง
น้องชายเข้ามาใกล้ เอ่ยขึ้น “ท่านพี่ ท่านงามจริงๆ”
“หืม? งามแค่ไหน?” ฮวามู่หลันถามหยอกล้อ
“ล่มแคว้นล่มเมือง!” เด็กน้อยตอบ
ฮวามู่หลันขยี้หัวเด็กน้อยก่อนส่ายหน้า “โลกนี้ไม่มีใครงามจนล่มแคว้นล่มเมืองได้ สิ่งที่ล่มแคว้นล่มเมืองได้มีเพียงสันติภาพ!”
น้องชายเกาหัว “ท่านพี่ ข้าเข้าใจเล็กน้อยแล้ว…”
ภาพยกขึ้นสูง โลกสันติสุขฉายในฉาก ตัวอักษรใหญ่หลายตัวสว่างวูบวาบกลางอากาศ เหตุใดถึงล่มเมือง? มีเพียงสันติภาพ!
จบบริบูรณ์
ฟู่ว!
ไม่รู้ทำไมเมื่อเห็นฉากสุดท้าย หลายคนถอนหายใจยาว ราวกับยกภูเขาออกจากอกและยังได้ตระหนักรู้ ที่มากกว่านั้นคือปลงอนิจจัง
“ดีจริงๆ…” มีคนพูดเสียงเบา
“ความรู้สึกไม่เหมือนหนังฮอลลีวูดเลย หนังพวกนั้นยิ่งฆ่าคนยิ่งฟิน แต่เรื่องนี้ยิ่งฆ่ายิ่งเศร้า สงคราม…แม่งแย่จริงๆ!”
ทุกคนพากันสนทนาก่อนเดินออกจากโรง
ฟางเจิ้งเดินอยู่ข้างหลัง คว้าหางหมาป่าเดียวดาย หางกระรอก จ้องเด็กแดงต่อ เจ้าพวกนี้ดูตื่นเต้นมาก อยากจะพูดบางอย่าง แต่ที่นี่ไม่เหมาะจะพูดเลยได้แต่อดกลั้นไว้สุดชีวิต
ตอนนี้เอง วัยรุ่นสามคนอีกด้านเดินเข้ามา เดินไปพลางหัวเราะไปพลาง “อีกเดี๋ยวดูชิ่งสั่งตายจบแล้วไปดูล่มเมืองไหม?”
“ดูกับผีสิ ฉันดูหนังนี่มาตั้งแต่เด็กจนเบื่อแล้ว ไม่เอา!”
“ก็ใช่ ถ้าไม่ใช่หลี่เสวี่ยอิงแสดงนะ ฉันว่าหนังนี่คงขายตั๋วไม่ได้สักใบ ตอนนี้คงขายได้แต่แฟนคลับโง่ๆ…”
“สงครามน้ำลายในอินเทอร์เน็ตใกล้จะถึงขอบฟ้าแล้ว พูดจริงๆ นะ ฉันไม่ได้อะไรกับหลี่เสวี่ยอิงเลย แต่พวกแฟนคลับเธอน่ารังเกียจจริงๆ คุยโม้ทั้งวัน ดูยังไม่เคยดูเลยก็โม้ว่าเป็นอย่างนั้น น่ารังเกียจ!”
“ใช่ๆ แถมยังห้ามว่าเธออีก หรือว่าหลี่เสวี่ยอิงเป็นเทพ? ได้แต่พูดจาดีๆ ห้ามว่า? น่าตลกจริงๆ!”
……….
คนเหล่านี้เดินเฉียดไป แต่ไม่เห็นว่าหมาป่าใหญ่สีขาวข้างหลังพลันหมุนตัวกลับ ตะปบกรงเล็บไปที่ก้นคนหนึ่งด้วยความโมโห ทว่าฟางเจิ้งเอามือจับหางไว้แล้วลากไป
หนังเพิ่งจบ คนโดยสารลิฟต์จึงเยอะมาก ฟางเจิ้งเลยพาพวกศิษย์ลงบันไดเสียเลย บันไดไม่มีคน ในที่สุดหมาป่าเดียวดายก็อดใจไม่ไหวพูดขึ้น “อาจารย์ เมื่อกี้ท่านขวางศิษย์ทำไม? ไอ้พวกบ้านั่น ดูยังไม่เคยดูเลยก็พ่นน้ำลายอยู่นั่น ให้ศิษย์กัดก้นพวกมันให้เละไปเลยเถอะ”
“ใช่ อาจารย์ พวกเขายังบอกอีกว่าแฟนคลับพี่สาวเสวี่ยอิงไม่เคยดูก็โม้แล้ว พวกเขาไม่คิดหรือยังไงว่าตัวเองไม่เคยดูเหมือนกัน แล้วมีสิทธิ์อะไรมาด่า? ไม่ไหวแล้วจริงๆ” กระรอกควงหมัดเล็ก ก่อนเสริมไปอีกประโยค “เมื่อกี้ถ้าอาจารย์ไม่ดึงศิษย์ไว้ ศิษย์คงไปอัดพวกเขาแล้ว”
พูดจบ ดวงตาสี่ดวงมองมาที่มันพร้อมกัน เจ้าตัวน้อยหน้าแดง เงยหน้ามองฟ้า เหมือนคุยโม้มากไป…
“การใช้กำลังแบบนี้ไม่มีความหมาย แพ้ พวกเขาก็คิดว่าตนถูก ชนะ พวกนายจะถูกตำรวจพาไป พวกเขาจะแค่โกรธเพราะถูกต่อยตี แต่ไม่คิดว่าความคิดตนผิด” ในที่สุดฟางเจิ้งก็พูดขึ้น
“อาจารย์ แล้วพวกเราควรทำยังไงดี?” หมาป่าเดียวดายถามอย่างไม่พอใจ มันมีภาพจำต่อหลี่เสวี่ยอิงที่ดีมาก มันจึงยืนหยัดอยู่ข้างหลี่เสวี่ยอิงอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง มิหนำซ้ำหนังเรื่องนี้ก็ดีจริงๆ
“นายจะทำอะไรได้? อาจารย์จะทำอะไรได้? นายจะคุมตัวทุกคนไปดูหนังได้ไหม? มีเวลาก็กลับไปสวดมนต์ช่วยอวยพรให้สีกาหลี่เถอะ” ฟางเจิ้งตอบ
ระหว่างทางกลับ ฟางเจิ้งไม่ได้นั่งรถหยางหวา ลิงเมารถ ขึ้นไปเป็นการทรมานหยางหวาอีกซึ่งไม่ดีนัก ไม่ว่าหยางหวาจะเชิญอย่างไรก็ไม่นั่งไปแล้ว สุดท้ายฟางเจิ้งนั่งในรถบัสใหญ่…
ระหว่างทางพวกชาวบ้านไม่พอใจนัก แต่ละคนบ่นพึมพำ
“ไอ้เด็กพวกนี้นี่ ดูยังไม่เคยดูเลยก็มาว่าหนังล่มเมืองไม่สนุก หนังพ่อมันที่ต่างประเทศสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เมื่อกี้ฉันได้ยินไอ้เด็กคนหนึ่งบอกว่าเห็นหนังล่มเมืองเข้าฉายแล้วเลยมาซื้อตั๋วดูชิ่งสั่งตายโดยเฉพาะเลย แม่ง เป็นคนยังไงกันวะ?”
“ดูแล้วคนที่ฉันเจอยังพอใช้ได้ เขาซื้อตั๋วสองใบ บอกว่าจะดูล่มเมืองก่อน ถ้าแสบตาค่อยดูชิ่งสั่งตายอีกรอบไว้ล้างตา”
“คนพวกนี้คิดอะไรอยู่กันแน่? ไม่ไหวเลยจริงๆ!”
………..
ระหว่างทางขึ้นเขา ลิงถามฟางเจิ้ง “อาจารย์ ทำไมกัน? ล่มเมืองสนุกมาก ถึงศิษย์จะไม่เคยดูหนังเรื่องอื่นมาก่อน แต่พอดูจบแล้วกลับรังเกียจสงครามจริงๆ ทำไมพวกเขาถึงว่าหนังล่มเมืองไม่ดีขนาดนั้น?”
ฟางเจิ้งกล่าว “บางครั้งผิดหวังมากไป ความเชื่อมั่นก็ลดน้อยลง…”
“เข้าใจนิดๆ แล้ว” ลิงเหมือนมีความคิด
ฟางเจิ้งย่อมรู้ว่านี่น่าจะมีคนประสงค์ร้ายสร้างประเด็นขึ้น ทว่าประเด็นถูกชักพาไปง่ายแบบนี้ ได้แต่อธิบายได้ว่าคนที่ผิดหวังมีเยอะเกินไป
กลับมาในวัด ฟางเจิ้งนั่งอยู่หน้าพระพุทธ เคาะมู่อวี๋ สวดมนต์ อวยพรให้หลี่เสวี่ยอิงและหนังล่มเมืองเงียบๆ เขาไม่เคยมองว่าตนเป็นผู้วิเศษเลย เขาคิดมาตลอดว่าตนคือคนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงมีเจตนาเห็นแก่ตัวของตน หลี่เสวี่ยอิงสนิทกับเขา แถมยังช่วยเขา อีกทั้งหนังล่มเมืองก็ดีจริงๆ มิหนำซ้ำยังให้แรงบันดาลใจในการตอบโต้สงคราม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นในด้านความรู้สึกหรือเหตุผล ฟางเจิ้งก็คิดจะช่วยหลี่เสวี่ยอิงกับหนังล่มเมือง
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าคำอวยพรที่ใจจิงของตนนี้จะมีประโยชน์หรือไม่…
ตอนนี้เอง…
“ติ๊ง! นายมั่นใจนะว่าจะอวยพรให้กับหลี่เสวี่ยอิงและหนังล่มเมือง? ถ้าใช่จะหักบุญกุศลหนึ่งพันแต้ม!” ระบบพลันโพล่งขึ้นมา
ฟางเจิ้งงงงัน “อวยพรได้ด้วยเหรอ?”
“ขอแค่นายทำใจใช้บุญกุศลได้ การอวยพรระยะไกลก็ไม่ใช่ปัญหา” ระบบตอบอย่างมีเหตุผล
“ที่แท้ก็อย่างนี้เอง แต่ว่า…พี่ระบบ นายว่าเรามาตกลงกันดีไหม?” ฟางเจิ้งหัวเราะเบาๆ
“นอกจากลดราคาแล้ว อย่างอื่นก็ใช่ว่าจะคุยกันไม่ได้” ระบบตอบกลับโดยพลัน
………………………….