บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 558 เจ้าอาวาสจะเป็นบ้า
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ฟางเจิ้งเอ่ยถาม “พี่ระบบ อวยพรล่มเมืองกับหลี่เสวี่ยอิงแบ่งบุญกุศลกันเท่าไร?”
“อวยพรล่มเมืองใช้บุญกุศลเจ็ดร้อยแต้ม อวยพรหลี่เสวี่ยอิงใช้บุญกุศลสามร้อยแต้ม” ระบบตอบ
“เยอะขนาดนั้นเลย?” ฟางเจิ้งตกใจ ถ้าเขาจำไม่ผิด ครั้งก่อนที่อวยพรเด็กสองคนใช้บุญกุศลสองร้อยแต้มเอง!
“การอวยพรจะเพิ่มขึ้นตามผลกระทบของอีกฝ่าย คนที่ส่งผลกระทบมาก ถ้าคำอวยพรเข้าเปลี่ยนแปลง หลังจากเรื่องบางเรื่อง เหตุและผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็ยิ่งมาก ย่อมต้องใช้บุญกุศลมากเป็นธรรมดา ล่มเมืองเป็นวัตถุไม่ใช่คน ปกติจะง่ายกว่าอวยพรให้คน ทว่าผลกระทบของมันใหญ่กว่า! กว้างกว่า! อวยพรตอนนี้ก็ต้องแพงกว่า นายคิดดีๆ แล้วกันว่าจะอวยพรไหม” ระบบตอบ
ฟางเจิ้งฟังจบก็ปวดใจจริงๆ แต่พอนึกถึงสิ่งที่หนังล่มเมืองสื่อออกมา เขาจึงกัดฟัน “อวยพรล่มเมือง!”
“เริ่มการอวยพรล่มเมือง สังเกตดู บุญกุศลเริ่มหายไป ก่อนที่มันจะหยุด ยิ่งนายสวดมนต์เยอะ คำอวยพรก็ยิ่งมาก! ผลลัพธ์ก็ยิ่งแกร่ง!”
“อะไรนะ?” เดิมทีฟางเจิ้งคิดว่าจะปลดภาระแล้ว จะไปนั่งปวดใจทางนู้น! แต่ก็ต้องพบเรื่องเศร้า เขาเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เลี่ยงไม่ได้ แต่ยังต้องมองบุญกุศลของตนจากเขาไปทีละนิด! มิหนำซ้ำยังต้องสวดมนต์! ยิ่งเร็วยิ่งดี! นี่จะทำสอบความเร็วปากเขาหรือ?
“บุญกุศลจะเริ่มในสาม สอง…”
“เดี๋ยว…นี่นายกะทันหันเกินไป อมิตาพุทธ พระพุทธองค์…%$#T%#” ฟางเจิ้งไม่มีโอกาสบ่นเลย ไม่มีเวลาเตรียมตัวด้วย พอสิ้นคำว่าหนึ่งก็รีบสวดมนต์! ส่วนสวดอะไรนั้นก็ต้องเป็นวัชรสูตร ท่องตั้งแต่เล็กจนโต จึงชำนาญที่สุด!
“จำไว้ ยิ่งสวดหลายบท คำอวยพรก็ยิ่งมาก”
ฟางเจิ้งด่าทอในใจยกใหญ่ ‘นี่ใช่อวยพรเหรอ? นี่มันทรมานฉันชัดๆ? บีบให้ฉันสวดมนต์? มีการบังคับนักเรียนแบบนี้ด้วยรึไง? ทำร้ายกันเกินไปแล้ว!’
ว่าฟางเจิ้งรวบรวมสมาธิทันที จิตใจสงบเป็นสิ่งแรก สวดมนต์อวยพรเงียบๆ…
ฟางเจิ้งอ่านคัมภีร์มาไม่น้อย ที่ท่องมาก็มีไม่น้อย ทว่าคัมภีร์ส่วนใหญ่เขาท่องแล้วยังไม่มีวิธีสวดแบบรวดเร็ว เขาเลยเลือกคัมภีร์ที่ตนชำนาญที่สุดหลายบท วนซ้ำไปมาไม่มีสิ้นสุด…
ตอนนี้เองลิงได้ยินเสียงสวดดังมาจากในอุโบสถจึงหันมามอง ปกติฟางเจิ้งสวดมนต์ไม่ได้แปลกอะไร แต่วันนี้มีบางอย่างผิดปกติ! เมื่อก่อนฟางเจิ้งจะสวดมนต์มีจังหวะ เสียงไพเราะมากราวกับเสียงพุทธ
ทว่าวันนี้ทำไมถึงเหมือนกับเทถั่ว? เป็นบ้าไปแล้วหรือ?
ลิงแปลกใจ เด็กแดง หมาป่าเดียวดายและกระรอกถึงเบนความสนใจเข้ามา ศิษย์พี่ศิษย์น้องสี่คนมองตากัน กระรอกเอ่ย “อาจารย์เป็นอะไร? จะรีบตามรถไฟรึ?”
“บ้าไปแล้ว…” เด็กแดงพูด
หมาป่าเดียวดาย “ฉันไปเตือนอาจารย์หน่อยดีไหม?”
สิ้นเสียงก็เกิดเสียงดังฟุบรอบตัว คนอื่นที่เดิมทียืนข้างกายต่างหลบไปไกล เด็กแดงเอ่ยด้วยมาดขรึม “ข้าว่าท่านจะลองดูก็ได้”
กระรอกเงยหน้ามองฟ้า พูดด้วยท่าทีสบายๆ “ฉันก็ว่าได้ ศิษย์พี่ไปเถอะ”
หมาป่าเดียวดายขมวดคิ้ว มองลิงที่โยนไม้กวาดและหยิบพลั่วเหล็กขึ้นมา “ศิษย์น้องจะทำอะไร?”
“ไปขุดหลุมให้ท่านที่ภูเขาข้างหลัง เดี๋ยวจะทำป้ายหลุมศพให้ด้วย…” ลิงเอ่ยอย่างจริงจัง
เส้นสีดำขึ้นเต็มหน้าผากหมาป่าเดียวดาย ไอ้เวรนี่…มีแต่พวกใจร้าย! มันแค่พูดเฉยๆ ใครจะกล้าไปรบกวนฟางเจิ้งตอนนี้? นี่เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวหรือไม่?
เจ้าพวกนี้เลยนั่งหน้าประตู มองฟางเจิ้งเงียบๆ
“พวกนายดู หัวโล้นอาจารย์เหงื่อออกแล้ว” กระรอกกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย
“เหงื่อออกจริงๆ มีโอกาสที่คราบมันจะไหลด้วย” หมาป่าเดียวดายพึมพำ
“เหมือนว่าอาจารย์จะเครียดมาก” เด็กแดงพูด
“ไปช่วยท่านเช็ดเหงื่อหน่อยดีไหม”
“ฉันว่าเขาน่าจะดื่มน้ำเยอะ พวกนายดู น้ำลายกระเด็นออกมาเลย…”
……..
ระหว่างที่เจ้าพวกนี้พึมพำ เสียงยังเข้าไปถึงหูฟางเจิ้ง รบกวนความคิดเขา เขาพยายามหวนคิด สวดมนต์ แต่คำพูดเจ้าพวกนี้กลับดังหึ่งๆ เหมือนแมลงวันรบกวนจนสับสน ฟางเจิ้งกัดฟันพูดในใจ ‘รออาตมาสวดมนต์จบก่อน! เหงื่อออก? คราบมันไหล? อาตมาจะให้พวกนายได้รรู้ว่าอะไรเรียกว่าเหงื่อออกคราบมันไหล…’
แต่ไม่นานก็กวาดตามองระฆังใหญ่ที่ใช้จับเวลาซึ่งปรากฏในความคิดแวบหนึ่งก่อนจะขจัดความคิดไร้สาระออกไปแล้วเร่งสวดมนต์ ไม่สนอย่างอื่นแล้ว การเบี่ยงเบนความสนใจเป็นอะไรที่สิ้นเปลือง
ขณะเดียวกันฟางเจิ้งคำนวณเงียบๆ ว่าโดยพื้นฐานการนับเวลาแล้วจะใช้บุญกุศลหนึ่งแต้มต่อหนึ่งนาที พูดได้ว่าเขาต้องสวดมนต์เจ็ดร้อยนาที! เปลี่ยนเป็นชั่วโมงคือสิบกว่าชั่วโมง! เขาอยากจะร้องไห้ การอวยพรไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ นี่คือหลุมพรางใหญ่!
ตอนกลางวัน
“อาจารย์ยังสวดมนต์อยู่อีก?” เด็กแดงทำกับข้าวเสร็จแล้วจึงถาม
หมาป่าเดียวดายที่นอนหมอบอยู่ข้างธรณีประตูหาววอด พยักหน้าอย่างอ่อนระโหยโรยแรง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นฟางเจิ้งหลงใหลการสวดมนต์แบบนี้ นี่หนึ่งชั่วโมงแล้ว
ตกเย็น
“อาจารย์ยังสวดมนต์อยู่อีก?” เด็กแดงยกชามมานั่งยองใต้พ้นโพธิ์
หมาป่าเดียวดายคาบชามนอนหมอบข้างๆ ตาม มองฟางเจิ้งพลางพยักหน้าเอ่ยต่อ “อาจารย์ชอบสวดมนต์มาก กลางวันยังไม่ดื่มน้ำเลย”
ฟางเจิ้งได้กลิ่นหอมข้าวโชยมาจากข้างนอกก็รู้สึกว่าหิวจนท้องร้องจ๊อกๆ เขาอยากออกไปตบศิษย์พวกนี้จริงๆ คิดว่าเขายังหิวไม่พอรึไง? อีกอย่าง นั่นใคร? ทำไมเคี้ยวเสียงดังขนาดนั้น?!
หลังหมาป่าเดียวดาย ลิง เด็กแดงและกระรอกมั่นใจว่าฟางเจิ้งจะไม่กินข้าวเย็นจริงๆ แล้วจึงไปทำอย่างอื่น พวกมันเชื่อว่าที่ฟางเจิ้งไม่กินข้าวจะต้องมีเหตุผลของเขาแน่
ตกดึก หมาป่าเดียวดายกำลังนอนหลับพลันได้ยินเสียงแปลกๆ มาจากในครัว มันหูกระดิกทีหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองไปทางครัว พบว่ามีเงาคนขยับอยู่ในครัว มีคนจริงๆ!
‘ดึกดื่นยังมีโจร?’ หมาป่าเดียวดายขมวดคิ้ว ในครัวยังมีเด็กแดงกับลิง ทำไมเจ้าสองคนนี้ถึงไม่ส่งเสียงเลย? หรือว่าเกิดเรื่อง? หมาป่าเดียวดายออกจากประตูมาเงียบๆ ชะเง้อหน้าเข้าไป เห็นหลวงจีนจีวรขาวนั่งอยู่ข้างแท่นวางหม้อ กำลังกินข้าวคำโต ความเร็วนั้น ระดับการอ้าปากนั้น นี่คือผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด!
ลิงนั่งอยู่บนเตียง เด็กแดงนอนหมอบในตะกร้าอย่างอ่อนระโหยโรยแรง หาววอด ทำปากขมุบขมิบว่า “อาจารย์ ท่านหิวเกินไปรึเปล่า? คนที่รู้ก็ว่าท่านไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน คนที่ไม่รู้จะคิดว่าท่านไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งปี ถ้าท่านหิวเหตุใดไม่มากินล่ะ? สวดมนต์สนุกขนาดนั้นเลยรึ?”
ฟางเจิ้งทำเสียงขึ้นจมูกสองที เขาจะพูดอะไรได้? การอวยพรทำร้ายกันขนาดนั้น เขาจะอธิบายอะไรได้?
“ติ๊ง! ตอนนี้รู้แล้วรึว่าการอวยพรยาก? ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะ? นายคิดว่าการอวยพรง่ายขนาดนั้นเลย? แค่เคลื่อนความคิดก็มีทุกอย่างหรือไง? ไม่จ่ายแล้วจะเอาการตอบแทนจากไหน?” ระบบว่า
ฟางเจิ้งทำเสียงขึ้นจมูกสองทีก่อนกินข้าวต่อ ขี้เกียจจะพูดแล้ว ไม่มีเวลาจะพูดกับอีกฝ่าย
………………………