บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 559 หัวใจเล็กมาก
“อ้อ ก่อนหน้านี้ฉันลืมบอกไปอย่างหนึ่ง การสวดมนต์น่ะ นายหาคนอื่นมาช่วยสวดได้ คนเยอะพลังก็เยอะ จำนวนครั้งในการสวดมนต์จะสมทบกัน…ดังนั้นนายไม่จำเป็นต้องสวดหมดคนเดียวโง่ๆ ก็ได้ แน่นอน นายก็เป็นคนนำ เป็นคนเริ่ม แล้วก็ปิดท้ายอะไรพวกนี้ เพียงแค่ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ก็เท่านั้น”
‘ปัง!’ ชามและตะเกียบตกลงบนฐานหม้อ
“พี่ระบบ!” ฟางเจิ้งตะโกนในใจ
ทว่าระบบกลับหายไปในพลัน ไม่พูดอะไรอีก ฟางเจิ้งเห็นสิ่งมีชีวิตเลือนรางอย่างหนึ่งเก็บหางหายวับไป…ตอนนี้เขาอยากจะฆ่าระบบแก้หิวแล้ว!
หนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันที่สองฟางเจิ้งนั่งเล่นมือถืออยู่ใต้ต้นโพธิ์ สรุปเปิดไปหน้าแรกก็เป็นแผ่นภาพเกี่ยวกับหนังล่มเมือง!
‘ล่มเมือง จำนวนผู้เข้าชมครั้งแรกมีเพียงสองแสนคน! หลี่เสวี่ยอิงจบสิ้นตรงนี้!’
‘ราชินีอินทรีหิมะตกต่ำ ล่มเมือง ห้องขายตั๋ววันแรกมียอดตกต่ำยิ่ง’
‘ล่มเมืองหกคะเมน ความผิดใคร?’
…….
กดอ่านไปทีละข่าวสบายๆ คอมเมนต์ข้างล่างมีล้นหลาม ข่าวเสียหายต่างๆ คอมเมนต์แย่ๆ ต่อกันไม่หยุด ฟางเจิ้งขมวดคิ้ว เขาจ่ายบุญกุศลไปแล้ว หรือว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย? นี่มันไม่ถูกต้อง!
ฟางเจิ้งอ่านคอมเมนต์ข้างล่างอย่างละเอียด เขาพบกฎอย่างหนึ่งทีละนิด ไม่ใช่ว่าไม่มีคอมเมนต์ดี ทว่าคอมเมนต์ดีถูกคนตีตกไป…เห็นได้ชัดว่ามีคนเล่นงานหนังล่มเมืองจริงๆ! ทว่าพวกเขาทำแบบนี้ทำไม? มีความจำเป็นอะไร?
ตอนนี้เองฟางเจิ้งอ่านอีกข่าวหนึ่ง ‘ล่มเมือง ล้มแล้วก็ไม่ต้องวิตก ภาพยนตร์ย้อนยุคยักษ์ใหญ่แห่งปีอย่างฝนเหมันต์เข้าโจมตี! รวมดาราดังเอเชียหลายท่าน ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี! ไม่ใช่ว่าภาพยนตร์หลอกลวงบางเรื่องจะเทียบได้!’
จากนั้นปล่อยลิงก์ ทั้งยังระบุไว้ว่าเข้าฉายวันที่ยี่สิบเดือดเจ็ด! คำนวณเวลาแล้วไม่ใช่วันนี้หรือ?
พลิกหน้าต่อไป มีการนำเสนอข่าวเรื่องฝนเหมันต์เยอะขึ้นเรื่อยๆ ทว่าข่าวเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกยกมาเทียบกับเรื่องล่มเมือง เหยียบย่ำล่มเมือง คุยโม้ให้ฝนเหมันต์ ราวกับกลายเป็นรูปแบบที่แน่นอน
ฟางเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น “คนดูชอบหนังเรื่องหนึ่งหรือไม่ต้องตัดสินที่คนดูทั้งหมด ว่าร้ายคนอื่นแบบนี้เกินไปรึเปล่า?” ฟางเจิ้งก็เข้าใจว่าบางอย่างไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีมุมมองสาระสำคัญแบบนี้ คนที่ชอบไม่น่าจะเยอะ คนส่วนใหญ่จะชอบแบบถึงอกถึงใจที่ใครไม่ล่วงเกินฉันฉันก็ไม่ล่วงเกินใคร ถ้าใครมาล่วงเกินก็จะฆ่าล้างแกทั้งตระกูล
ทว่ามองจากมุมมองฟางเจิ้ง แม้การฆ่าล้างบางจะดี แต่ระหว่างการฆ่าล้าง มีใครสนใจคนที่ตายบ้าง? ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ภาพมายาเพ้อฝัน ความจริงก็โหดร้ายแบบนี้ ความตายไม่อาจหลีกเลี่ยง ชัยชนะอาจจะมีเกียรติ ผู้ตายกลับมีเพียงญาติพี่น้องที่เจ็บปวด…
มองปัญหาด้วยมุมมองต่างกัน สิ่งที่ได้มาย่อมเป็นความชอบที่ต่างกัน หนังล่มเมืองอาจจะไม่ใช่หนังที่ว้าวที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่ก็ทำให้ฟางเจิ้งพอใจ ถ้าทำให้ทุกคนไม่พอใจจริงๆ จะพังก็พังไปเถอะ ฟางเจิ้งพูดอะไรไม่ได้ แต่ต่อสู้แย่งชิงด้วยเจตนาร้ายแบบนี้อาจจะไม่น่าสนุกนัก
ทว่าฟางเจิ้งไม่มีวิธี ตอนนี้ได้แต่มองการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ
ฟางเจิ้งส่ายศีรษะ วางความกลัดกลุ้มทั้งหมดลง ไปหลังภูเขา นอนในป่าไผ่ สัมผัสความเงียบสงบและเย็นสบาย
ขณะเดียวกัน รถข้ามทุ่งธรรมดาคันหนึ่งขับมาที่ตีนภูเขาเอกดรรชนี ประตูรถเปิดออก ผู้หญิงสวมแว่นกันแดดใหญ่กับผ้าโพกหัวเดินลงมา เงยหน้ามองยอดเขาก่อนมองไปข้างหลังแล้วถอนหายใจโล่งอกยาวๆ
“อาจารย์ ท่านว่าเป็นนักบวชมีดีอะไร กินเนื้อไม่ได้ หาผู้หญิงไม่ได้ วันๆ นอกจากใจลอยแล้วก็ใจลอย” วันนี้เด็กแดงไม่ได้สวมจีวร อากาศร้อนแบบนี้เลยสวมตู้โตวเล็กของเขา เปลือยก้น นั่งไขว่ห้าง นอนแผ่อยู่บนพื้น เงยหน้ามองเมฆขาวบนฟ้าพลางถาม
ฟางเจิ้งก็นอนอยู่ข้างเด็กแดง จีวรสีขาวประทับบนพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม เป็นสีขาวเด่นตาเป็นพิเศษ “แล้วนายว่าทำอะไรดี?”
“อาจารย์ ตอนนี้ไม่มีคนนอก แค่พูดแขวะเฉยๆ ไม่ได้ขอคำชี้แนะจริงๆ” เด็กแดงฟังจากคำพูดฟางเจิ้งแล้วมีกลิ่นไม่ดีเลยรีบห้ามไว้ก่อน
ฟางเจิ้งยิ้ม “อาจารย์ไม่ได้จะชี้แนะนาย อาจารย์จริงจังมากนะ”
“อย่างนี้เอง เช่นนั้นท่านตอบข้ามาก่อนว่าเหตุใดท่านถึงไม่อยากเป็นนักบวช? ดูท่านตอนนี้ อยากได้บ้านหรือ ท่านมีสองห้องหน้าหลัง แถมยังเป็นสิ่งก่อสร้างแบบโบราณ มีอิทธิฤทธิ์ปลุกเสก เงียบสงบเป็นมงคล แล้วถ้าจะพูดถึงของตกแต่ง นี่ก็เป็นการตกแต่งแบบโบราณไม่ใช่หรือ? การตกแต่งแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ เอาไปข้างนอกไม่รู้ว่ามีกี่คนที่อิจฉาจนตาย! ท่านอายุแค่นี้ยังใช้ความสามารถหาของพวกนี้มาได้ คงไม่มีใครมีแบบท่านแล้ว? ต่อให้มีเขามีสวนดอกไม้หน้าหลังที่ใหญ่แบบท่านหรือ ของท่านมีทั้งภูเขา จากนั้นพูดถึงของกิน ข้าวผลึก น้ำบริสุทธิ์ ไผ่หนาว…ไม่อันไหนบ้างที่ไม่น่าอิจฉาจนตาย? ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน มีเงินมีถิ่นฐาน ที่สำคัญคือท่านมีอำนาจเหล่านี้ย่อมมีฐานะเป็นอันดับหนึ่ง ฐานะแบบนี้ท่านยังอยากสึก? เป็นนักบวชไม่ดีหรือ?” เด็กแดงถาม
ฟางเจิ้งถามกลับทันที “แล้วนายล่ะ? เป็นสุธนกุมานใต้พระโพธิสัตว์กวนอิม ไปไหนมาไหนมีแต่คนดูแล อยากมีฐานะก็มี อยากมีอภินิหารก็มี กินอาหารเลิศรส และยังมีที่พึ่งไม่ต้องกลัวถูกรังแก แล้วทำไมนายถึงไม่อยากเป็นนักบวช” ฟางเจิ้งพูดพลางเอามือข้างหนึ่งหนุนหัว ปากคาบหญ้าหางหมาป่าก้านหนึ่ง ทำหน้าสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน
“ข้าต่างกับท่าน ข้าคือราชาปีศาจ! ท่านไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้ข้ามีอิสระมากแค่ไหน…จิ๊ๆ อำนาจของข้านั่น ข้าบอกว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสามจะไม่มีใครกล้าบอกว่าสอง! กล้าพูดเลยว่าข้าจะโยนมันตุ๋นในหม้อ” เด็กแดงเอ่ยด้วยความบ้าอำนาจ
ฟางเจิ้งยิ้มถาม “จากนั้นล่ะ?”
“ข้าเป็นใหญ่ไง จะมีจากนั้นอะไรอีก?” เด็กแดงถามกลับ
“หนึ่งปีแปลกใหม่ สองปีแปลกใหม่ พันปีผ่านไปยังใช้ชีวิตแบบเดิมบนภูเขานั่น นายไม่เบื่อบ้างรึไง?” ฟางเจิ้งถาม
เด็กแดงอึ้งไป เขาเอามือหนุนหัว คาบหญ้าหางหมาป่าเลียนแบบฟางเจิ้ง ดอกหญ้าฟางหมาป่าตรงหน้าแกว่งไปตามลมราวกับอารมณ์เด็กแดงที่แกว่งตาม ผ่านไปพักหนึ่งเด็กแดงถาม “ก็เบื่อบ้าง…โลกตี้เซียนกว้างใหญ่ มีสิ่งสวยงามไม่มีสิ้นสุด ทว่าพลังข้ามีจำกัด ถ้าฝ่าออกไปมั่วซั่วจะเจอกับหายนะได้ง่าย”
“อิสระของนายก็คืออิสระที่เหมือนกับกรงนก ไม่ใช่อิสระที่แท้จริง” ฟางเจิ้งกล่าว
เด็กแดงเหมือนมีความคิด…ผ่านไปพักหนึ่งเด็กแดงถามกลับ “อาจารย์ ท่านเปลี่ยนประเด็น เราควรพูดถึงท่านนี่? เหตุใดมาพูดถึงข้า?”
ฟางเจิ้งกล่าว “อาจารย์เหรอ…อาจารย์ก็อยากมีอิสระเหมือนกัน”
“ตอนนี้ท่านไม่มีอิสระหรือ?” เด็กแดงกลัดกลุ้มแล้ว ฟางเจิ้งในตอนนี้ไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน ไม่มีใครควบคุมดูแล นี่ไม่ใช่อิสระหรือ?
ฟางเจิ้งยิ้ม “กบในกะลามองเห็นนกบินผ่าน คิดว่านกมีอิสระ นกมองเห็นปลาในมหาสมุทรก็คิดว่าปลามีอิสระ แต่ไม่รู้ว่าปลามองว่านกต่างหากที่มีอิสระที่สุด แม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่ แต่ใหญ่ไม่เท่าหัวใจ…”
“หัวใจอาจารย์ใหญ่รึ?” เด็กแดงถาม
ฟางเจิ้งส่ายหน้า “ไม่ใหญ่ หัวใจอาจารย์เล็กมาก เดิมทีเติมเต็มได้ง่ายมาก แต่ว่าตอนนี้…กลับพยายามยัดฟ้าดินเข้าไปเพื่อให้ความปรารถนาเล็กๆ นั้นเป็นจริง ยาก…”
…………………….…………..