บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 560 หัวโล้นก็ทุกข์ใจเป็นเหมือนกัน
ฟางเจิ้งถอนหายใจยาว
“ฉันยังคิดว่าท่านจะมีความสุขไม่มีความทุกข์ไปตลอดกาลเสียอีก ไม่คิดเลย ท่านไม่มีผมก็มีเส้นความทุกข์กับเขาด้วย” ทันใดนั้นเสียงผู้หญิงคุ้นหูดังขึ้น มาพร้อมกับความทะเล้นและเหนื่อยล้าหลายส่วน
ฟางเจิ้งผงะ หันไปมองพบผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ไม่ไกล สวมแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่ สวมผ้าโพกหัว เสื้อผ้าที่สวมหลวมเล็กน้อย ลมพัดทีจะวาดออกมาเป็นรูปร่างสมบูรณ์แบบ ขาเรียวยาวตรง แยกออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฟางเจิ้งยืนขึ้นประนมสองมือ “อมิตาพุทธ สีกาท่านนี้มีเรื่องอะไรหรือ?”
ฟางเจิ้งจำไม่ได้สู้แสร้งตีมึนดีกว่า…
“หลวงพี่ ลืมฉันเร็วขนาดนี้เลยเหรอคะ” ผู้หญิงถอดแว่นกันแดดออกอย่างไม่พอใจเล็กน้อย ปลดผ้าโพกหัวออก เผยใบหน้างดงาม…
ฟางเจิ้งมองไปพลันผงะ เขาเคยคาดเดาฐานะผู้หญิง แต่เขาไม่ถือว่าเป็นมืออาชีพแท้จริง ในสายตาเขา ผู้หญิงรูปร่างดี นอกจากศีรษะที่ต่างกันแล้ว ใช้ตาเนื้อมองอย่างอื่นไม่ค่อยออก อย่าพูดกับเขาว่ารูปร่างดีไม่ดี ในสายตาเขา หลังจากมีอาภรณ์บดบังแล้ว เขามองไม่ออกเลยว่าใครเป็นอย่างไร นอกเสียแต่จะต่างกันอย่างยิ่ง
ทว่าในผู้หญิงที่ฟางเจิ้งรู้จักไม่มีใครต่างกันอย่างยิ่งเลย ดังนั้นเขาจึงจำไม่ได้ ทว่าตอนนี้จำได้แล้วถึงกับอดพูดด้วยความตกใจไม่ได้ “สีกาหลี่เสวี่ย?”
นั่นคือนักแสดงหญิงหลี่เสวี่ยอิง ดาราดังระดับนานาชาติ ตอนแรกมายืมสถานที่ภูเขาเอกดรรชนีถ่ายภาพยนตร์ล่มเมือง!
เพียงแต่ฟางเจิ้งไม่คิดเลยว่าผ่านไปหลายเดือน ดาราดังสุดยอดคนนี้จะกลับมาที่วัดเล็กนี้อีกครั้ง ฟางเจิ้งคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสพบหน้าดาราดังท่านนี้อีกแล้ว ถึงอย่างไรฐานะสองคนก็ต่างกันเกินไป นี่ไม่เกี่ยวกับว่าหลี่เสวี่ยอิงดูถูกเขาหรือไม่ แต่ขอบเขตสังคมของสองคนยากจะเกี่ยวพันกัน…
ฟางเจิ้งมีภาพจำต่อหลี่เสวี่ยอิงดีมาก ตอนที่รู้จักกันแรกๆ เธอไม่ได้วางมาดอะไรเลย อีกทั้งสองคนคุยกันถูกคอจริงๆ ที่สำคัญเนื้อแท้เธอเป็นคนดีมาก ตอนแรกที่เล่าเรื่องภรรยาตำรวจกับลูกเปิดร้านค้าออนไลน์ให้ฟัง เธอก็ช่วยทันทีเลย
นึกถึงสิ่งต่างๆ ในอดีตราวกับภาพยนตร์ เดิมทีด้วยความที่หนังล่มเมืองเข้าฉายจึงชัดเจนขึ้นมาบ้าง แต่ตอนนี้ชัดเจนขึ้นมาในทันตา
เด็กแดงตาสว่างวาบ เพิ่งดูหนังล่มเมืองจบก็ได้พบนักแสดงจึงตื่นเต้นเล็กน้อย! ทว่าที่มากกว่านั้นคือตะลึง นี่ต่างกับฮวามู่หลันอย่างสิ้นเชิง! ผู้หญิง เป็นสิ่งมีชีวิตที่กะล่อนที่สุดจริงๆ…เด็กแดงพูดวิจารณ์ด้วยท่าทีอวดวุฒิในใจ
“เฮ้อ…หลวงพี่ ฉันก็คิดว่าท่านจะลืมฉันเสียอีก ผ่านมาตั้งนาน ไม่เห็นท่านทักวีแชตมาหาฉันบ้างเลย” หลี่เสวี่ยอิงทำท่าทางราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนพูดปลงอนิจจัง “ฉันกลัวว่าท่านจะลืมฉันจริงๆ ถึงตอนนั้นฉันคงหาที่ที่ผ่อนคลายไม่ได้แล้ว”
ฟางเจิ้งพูด “ไม่หรอก ความทรงจำอาตมายังใช้ได้ ส่วนวีแชต…คือว่า…สีกาก็รู้นี่”
ฟางเจิ้งก็อยากคุยกับหลี่เสวี่ยอิงบ้าง แต่พอคุยแล้วดันเผยร่องรอย ผู้หญิงคนอื่นๆ เห็นเข้าเลยโดนหยอกล้อ ทุกครั้งจะหยอกเขาจนไม่เป็นตัวเอง เลบหลบซ่อนจะดีกว่า
‘พรวด…’ หลี่เสวี่ยอิงรู้ว่าฟางเจิ้งกลัวอะไร เธอเม้มปากหัวเราะ
ดวงตางามหันไปมองเด็กแดงก่อนเอ่ยด้วยความตกใจ “ว้าว! นี่เด็กน้อยบ้านใครคะ? น่ารักมาก!”
เด็กแดงได้ยินดังนั้นถึงกับมองบน ถึงพบหลี่เสวี่ยอิงจะทำให้เขารู้สึกสนุกมาก แต่ในสันดานเดิมเด็กแดงก็ยังโอหัง ข้าไม่สนิทกับเจ้า ทำไมถึงเรียกข้าว่าเด็กน้อย? เลยทำเสียงขึ้นจมูกสองที “นี่เด็กน้อยบ้านใคร เหตุใดคำพูดคำจาใหญ่โตเช่นนี้?”
“เอ่อ…” หลี่เสวี่ยอิงตาค้าง เด็กนี่น่ารักราวกับรูปปั้นหยก แต่ทำไมพูดทีถึงอวดวุฒิแบบนี้?
ฟางเจิ้งว่า “นี่คือเด็กที่พระอาจารย์ยัดเยียดให้อาตมา นามทางธรรมจิ้งซิน เขาไม่เคยเรียนหนังสือมาแต่เล็ก คำพูดเลยไม่ถูกควรนัก สีกาอย่าถือสา”
“ไม่เคยเรียนหนังสือ? ตอนนี้ก็เข้าเรียนได้นี่คะ ให้ฉันแนะนำโรงเรียนให้เอาไหม?” หลี่เสวี่ยอิงเข้ามาตรงหน้าเด็กแดง ดวงตาเปล่งประกาย
เด็กแดงใจสั่น แววตาแบบนี้ทำไมเหมือนกับหมาป่าเทาตัวใหญ่กำลังมองกระต่ายน้อย? เขาลนลานแล้ว…
“เด็กน้อย ให้พี่คลำตัวหน่อยได้ไหม?” หลี่เสวี่ยอิงรู้สึกว่าเด็กแดงน่ารักจริงๆ เธอไปมาทั่วโลก เห็นเด็กมาเยอะ แต่เด็กที่ผิวละเอียดและงดงามแบบนี้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก เด็กคนอื่นอายุเกินสองสามขวบไปผิวจะโดนแดดจนดำไม่มากก็น้อย ไม่มีความขาวและนุ่มในวัยเยาว์
ทว่าเด็กคนนี้ผิวขาวเนียน ผิวหนังดีดก็แตกได้ ดีกว่าผิวที่เธอจ่ายเงินไปมหาศาลพยายามบำรุงมาก โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับเครื่องหน้า ดูสมบูรณ์แบบจริงๆ คือที่สุดของสุนทรียศาสตร์!
มองอย่างไรก็น่ารัก หลี่เสวี่ยอิงอยากจะกอดเด็กแดงใจจะขาด แล้วก็ย่ำยีเสีย
เด็กแดงยิ่งมองยิ่งรู้สึกผิดปกติ มักจะรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้คล้ายๆ กับพี่สาวน้องสาวปีศาจพวกนั้นของมารดาตน แต่ละคนมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ…พอนึกถึงป้าปีศาจพวกนั้นที่ ‘ลงมืออย่างอำมหิต’ กับเขาแล้ว เด็กแดงขนลุกขึ้นมา กระโดดขึ้นร้องโวยวาย “อาจารย์ ข้าพลันนึกอะไรออก ยังตักน้ำไม่เต็มเลย ขอตัวก่อน”
จากนั้นเจ้าเด็กเปลือยก้นก้าวขาเล็กๆ หายวับไปราวกับล้อรถ วิ่งไปไกลโดยไม่หันมามอง
ฟางเจิ้งกลัดกลุ้มเช่นกัน นานขนาดนี้เพิ่งเคยเห็นเด็กแดงกลัวคนแบบนี้เป็นครั้งแรก หรือว่าหลี่เสวี่ยอิงจะน่ากลัวว่ามหาปีศาจอย่างเขา?
หลี่เสวี่ยอิงทำหน้าเก้อเขิน ยักไหล่อย่างจนปัญญา “เด็กนี่ขี้อายจริงๆ แถมยังกลัวคนแปลกหน้ามากด้วย”
ฟางเจิ้งเงยหน้ามองฟ้า เขาควรพูดอะไร? เด็กนี่ขี้อาย? กลัวคนแปลกหน้า? เหอะๆ…
ฟางเจิ้งไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หัวเราะเหอะๆ ตามถือเป็นการตอบ
ฟางเจิ้งเบี่ยงประเด็นไป “สีกา ทำไมวันนี้ถึงว่ามาหาอาตมาที่นี่ล่ะ?”
หลี่เสวี่ยอิงนั่งลง ยืดเอว เอวคอดถูกยืดจนใช้มือข้างหนึ่งกำไว้ได้ เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นฉวยโอกาสนอนแผ่บนพื้น วางร่างนอนราบลง มองเมฆขาวกลางฟ้าคราม พ่นลมหายใจขุ่นยาวๆ เอ่ยด้วยสีหน้าสบายใจ “บนเขาสบาย ห่างไกลเสียงดัง สบายใจจัง…”
ฟางเจิ้งเข้าใจแล้ว นี่หนีความวุ่นวายมาเลยนั่งขัดสมาธิลงข้างๆ “สีกา ในเมื่อไม่ชอบเสียงดังข้างนอก เช่นนั้นก็วางทุกอย่างลง คนเราถ้าต้องการความเงียบสงบ ไฉนต้องมีเหตุผลที่สงบไม่ได้?”
“หลวงพี่ บอกท่านไปคงไม่เข้าใจ บางครั้งเข้าไปในวงการแล้ว ไม่ว่าจะไม่อยากทำแค่ไหนก็ต้องเดินต่อไปใต้ข้อผูกมัดต่างๆ…เฮ้อ บางครั้งก็พูดยาก พูดแล้วคงไม่มีใครเชื่อ” หลี่เสวี่ยอิงถอนหายใจยาว
ทว่าฟางเจิ้งได้ฟังดังนั้นพลันนึกถึงตนเอง เขาเข้าพุทธศาสนาก็ออกไปไม่ได้ คนอื่นมีข้อผูกมัด แต่เขาถูกจับตัวไว้…แต่รวมๆ เหมือนกัน พลันเกิดความรู้สึกว่าทุกคนต่างพบเรื่องที่ไม่ดีกันทั้งนั้น จึงฉวยโอกาสนอนลง มองฟ้า ไม่ได้พูดอะไร ทุกอย่างไม่อยู่ในคำพูด
“หลวงพี่ก็มีความทุกข์ใจเหมือนกันเหรอคะ?” หลี่เสวี่ยอิงมองฟางเจิ้งอย่างตกใจ
………………………..…..