บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 561 ตัวร้ายขึ้นเวที
ฟางเจิ้งกล่าว “เดิมทีธุลีแดงคือทะเลทุกข์กว้างใหญ่ ใครตกลงไปต้องเจอกับความทุกข์ ใครจะหลุดพ้นได้? อาตมายังอยู่กลางธุลีแดง มีความทุกข์มีอะไรแปลกหรือ ถ้าบอกว่าไม่มีความทุกข์ นั่นต้องมีชีวิตอยู่ในสังคมโซเชียลของคนอื่น”
หลี่เสวี่ยอิงงุนงง ก่อนนึกถึงสังคมโซเชียลของเหล่าเพื่อน ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบพูดคุยสนุกสนาน เที่ยวกินอาหารอร่อยหรือ? แต่ว่าชีวิตจริงเป็นแบบนี้หรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่! หลี่เสวี่ยอิงพูด “ฮ่ะๆ หลวงพี่ ท่านทันสมัยจริงๆ…”
ฟางเจิ้งก้มหน้ามองมือของตนเอง “อาตมายังวัยรุ่นอยู่…”
‘พรวด!’ หลี่เสวี่ยอิงมองท่าทีคับอกคับใจของฟางเจิ้งก่อนหัวเราะ ความทุกข์ในใจหายไปหลายส่วน
หลี่เสวี่ยอิงยิ้ม “โอเคค่ะ ไม่พูดเรื่องทุกข์แล้ว หลวงพี่ ไม่ได้มาตั้งนาน บนเขาท่านเปลี่ยนไปเยอะมาก มีทั้งต้นไผ่ มีทั้งเด็ก…ไผ่นี่สวยจริงๆ เหมือนทำมาจากหยกเลย” หลี่เสวี่ยอิงเงยหน้ามองต้นไผ่ที่แกว่งไกวกลางสายลม ดวงตาสว่างวูบไหวราวกับเด็กน้อยที่กระหายในความรู้อย่างยิ่ง
ฟางเจิ้งกล่าว “นี่คือไผ่หนาว เป็นไผ่ที่มีเฉพาะภูเขาเอกดรรชนี”
“ที่แท้ก็แบบนี้เอง” หลี่เสวี่ยอิงลุกขึ้นเดินไปชมไผ่หนาวที่แวววับจับตา เอ่ยชมไม่ขาดปาก “หลวงพี่ ท่านสึกวันไหน ไผ่นี่จะเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ มากพอจะเลี้ยงท่านไปตลอดชีวิต พูดจริงๆ นะคะ นี่คือไผ่ที่สวยที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา สวยจริงๆ”
“ก็พอใช้ได้” ฟางเจิ้งพูด
“พอใช้ได้? เอาล่ะ แล้วปกติหลวงพี่ใช้ไผ่หนาวทำอะไร?” หลี่เสวี่ยอิงอยากรู้อยากเห็นจริงๆ ไผ่ดีขนาดนี้เอามาทำอะไร เหมือนจะสิ้นเปลืองเล็กน้อย
สรุปฟางเจิ้งตอบกลับอย่างจริงจังมาก “กินตอนมันยังอ่อน โตแล้วเอามาทำโต๊ะเก้าอี้เตียงตั่งอะไรพวกนี้ แต่ว่าส่วนใหญ่จะตัดมาทำฟืน”
พอหลี่เสวี่ยอิงได้ยินว่าตัดทำฟืน ใบหน้าพลันแข็งค้าง ไผ่ดีขนาดนี้เอามาทำฟืน? นี่ต้องเป็นเศรษฐีขนาดไหนถึงทำลงไปได้!
หลี่เสวี่ยอิงคลำไผ่หนาวสีเขียวมรกตด้วยความปวดใจ เอ่ยด้วยความไม่ยอมว่า “ไผ่นี่แวววาวคงได้น้ำไม่น้อยเลยนะคะ? ตัดทำฟืนจะจุดติดเหรอคะ?”
ฟางเจิ้งถูจมูก เอ่ยต่อ “พอได้ ตากแดดสองสามวันก็แห้งแล้ว แต่ไผ่นี่แห้งแล้วก็แบบนี้ แปลกมาก”
ฟางเจิ้งไม่ได้โอ้อวด แต่แปลกใจจริงๆ ไผ่ปกติถ้าไม่โดนน้ำ แห้งแล้วจะกลายเป็นสีเหลืองแห้งๆ ทว่าไผ่หนาวไม่โดนน้ำก็ยังแพรวพราวราวกับผลึกและกระจก สุดท้ายฟางเจิ้งอธิบายให้ตัวเองฟังว่าไผ่นี่มาจากเขาคุนหลุน…
“แห้งแล้วยังสวยขนาดนี้?” หลี่เสวี่ยอิงถามด้วยความตกใจยิ่ง
ฟางเจิ้งพยักหน้า
“สวยขนาดนี้ท่านยังทำฟืน?” หลี่เสวี่ยอิงใช้สายตาราวกับพิพากษามองฟางเจิ้ง
ฟางเจิ้งพยักหน้าต่อ
“พระเจ้า ทำลายสมบัติสวรรค์! ฉะ…ฉันล่ะอยากฉีกท่านจริงๆ!” หลี่เสวี่ยอิงดึงทึ้งเส้นผมยาว เธอจะบ้าแล้ว!
ฟางเจิ้งแบมือ “สำหรับอาตมา นี่คือคุณค่าของมัน”
“ท่านขายเป็นเงินได้!” หลี่เสวี่ยอิงร้องโวย
ฟางเจิ้งส่ายหน้า ตอบด้วยมาดขรึม “อาตมาเป็นคนแดนสนธยา จะขายไผ่ทำธุรกิจได้ยังไง?” แต่ตะโกนในใจว่า ‘ถ้าขายได้ยังต้องให้สีกามาบอก?’
หลี่เสวี่ยอิงมองฟางเจิ้งที่มีท่าทีตระหนักรู้ครั้งใหญ่ก็ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร จากนั้นยิ้มแห้งๆ “เอาล่ะ ถึงยังไงไผ่ก็เป็นของท่าน ตามสบายเถอะ แต่ว่าตัดมาทำฟืนก็น่าเสียดายมากจริงๆ”
ตอนนี้เองมือถือหลี่เสวี่ยอิงดังขึ้น พอรับสาย มีเสียงนายหน้าเธอร้องสะอื้นไห้ดังแว่วมาจากในนั้นทันที “พี่เสวี่ยอิง พี่ไปไหนน่ะ? ถ้าพี่ไม่รับสาย ฉันจะแจ้งความแล้วนะ ทำตกใจแทบแย่…”
หลี่เสวี่ยอิงหัวเราะเขินๆ กับฟางเจิ้งพลางเดินไปคุยสาย
แต่ว่าไม่นานรอยยิ้มหลี่เสวี่ยอิงก็แข็งค้าง ก่อนแย่ลงเรื่อยๆ เอ่ยด้วยความโมโห “คนพวกนี้ทำเกินไปแล้ว! เห็นว่าฉันไม่สนใจเรื่องนี้ก็คิดว่าจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ…”
ผ่านไปครู่หนึ่งหลี่เสวี่ยอิงเดินมา แต่จิตใจดูว้าวุ่นเล็กน้อย ไม่สบายๆ เหมือนเมื่อครู่
ฟางเจิ้งไม่ได้พูดอะไร แต่พาหลี่เสวี่ยอิงเดินไปที่วัด
“หลวงพี่ ท่านไม่ห่วงเพื่อนของท่านหน่อยเหรอคะ? ฉันเป็นอย่างนี้ ท่านไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหน่อยเหรอคะ?” สุดท้ายหลี่เสวี่ยอิงทนไม่ไหวพูดบ่น
ฟางเจิ้งยิ้ม “อมิตาพุทธ สีกา สีกาไม่ใช่คนไม่มีโชค ไม่ว่าเรื่องอะไรแค่ปล่อยวางก็จะดีเอง”
“ปล่อยวาง? ฉันก็อยากนะ…เฮ้อ” หลี่เสวี่ยอิงถอนหายใจ มองอุโบสถเงียบๆ ก่อนเดินเข้าไป จิตใจเธอว้าวุ่นจริงๆ อยากอยู่เงียบๆ เธอมองว่าฟางเจิ้งแค่พูดปลอบใจเท่านั้น
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นก็ไม่ได้รบกวนหลี่เสวี่ยอิง แต่ไปหลังลานวัด ให้พื้นที่เงียบๆ กับเธอ
หลี่เสวี่ยอิงยืนอยู่หน้าอุโบสถ หมุนตัวแล้วถอยออกมายืนเข้าอินเทอร์เน็ตอยู่ใต้ต้นโพธิ์ จากนั้นเอ่ยด้วยความโกรธ “นี่จะล้ำเส้นตายของฉัน? หลี่จวิน อย่าบังคับให้ฉันโต้กลับนะ!”
ขณะเดียวกันที่เมืองไห่เฉิง ในห้องอาหารมุมสามร้อยหกสิบองศาบนตึกสูงเทียนฝู่ คนสามคนหน้าแดงทั้งหน้า กำลังนั่งดื่มสุรากัน
“ประธานหลี่ ครั้งนี้จู่โจมได้สวย! ฮ่าๆ…นางโสเภณีหลี่เสวี่ยอิงนั่นคิดจริงๆ ว่าไปเล่นหนังฮอลลีวูดแล้ว เป็นดารานานาชาติแล้วจะอวดศักดาที่จีนได้? ปฏิเสธหนังพวกเราก็ช่าง แต่มาแย่งเวลาทองเราอีก ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ!” ชายอ้วนหัวโล้นคนหนึ่งยิ้มเยาะ
“ดีเลวยังไงเธอก็เป็นดารานานาชาติ มีความมั่นใจมากพอ…ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอบอกว่าหนังพวกเราต้องพึ่งดาราหลายคนหลอกเอาเงิน บทเหมือนกับเยี่ยวหมา คนก็เหมือนพวกโง่ไม่มีสมอง…แม่ง ที่เธอถ่ายน่ะดีนัก? ออกประเทศไปจริงๆ แล้ว ไปอยู่ต่างประเทศไม่กี่วันก็คิดว่าเข้าใจทุกอย่าง” ประธานหลี่พูดอย่างมีเลศนัย
“ประธานหลี่ เธอไม่รู้จักฐานแฟนคลับ ทำภาพยนตร์พวกนี้เนื้อหามีประโยชน์อะไร มีหน้าดาราแคะออกมาไม่กี่คนก็พอแล้ว ที่เหลือสำคัญอะไร? น่าตลกจริงๆ!” ผู้ชายมีตุ่มเนื้อบนหน้าอีกคนพูดบ่น
“เธอถึงกลับมาจากต่างประเทศไง พวกเราเป็นผู้อาวุโสก็ต้องให้บทเรียนเธอ ให้เธอเข้าใจว่าอะไรคือภาพยนตร์ ในเวลาเดียวกันก็ให้เธอรู้จักเคารพผู้อาวุโสด้วย” ประธานหลี่พูดจากใจจริง
อีกสองคนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะตาม
“ประธานหลี่พูดถูก คนน่ะ คุณค่าอยู่ที่รู้ว่าตนเองเป็นอย่างไร ถึงหลี่เสวี่ยอิงจะมีความมั่นใจ เบื้องหลังมีคนหนุนเป็นกอง เล่นหนังฮอลลีวูด แต่ในประเทศ หึๆ…ยังไม่เข้าใจกฎเกมกลับกล้าล่วงเกินคนอื่นเขามั่วซั่ว น่าตลกจริงๆ! ตอนนี้ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเธอจะทนสถานการณ์ตอนนี้ไปได้กี่วัน” ประธานเฟิ่งที่มีตุ่มเนื้อบนหน้าพูด
“ทนได้ไม่กี่วันหรอก เธอจะทุ่มทุกอย่างเข้าไป ถ้าล่มเมืองจบเห่ เธอจะกลับไปอยู่ก่อนปลดแอกในคืนเดียว ต้องเริ่มต้นใหม่ เกรงว่าคงยากจะกลับมาสูงอย่างตอนนี้ในเร็ววัน ฉันเดานะว่าอย่างช้าสุดวันมะรืนเธอต้องยอมแพ้” ประธานหลี่พูด
…………………