บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 563 เหล่าผู้พิทักษ์ที่สูญหาย
ขณะที่พวกเขากำลังก้าวเดินตรงไปที่ประตู ซันนี่ก็เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ:
“แล้ว… หลังจากนี้เราต้องทำยังไงต่อกันแน่?”
แคสซีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ มันขึ้นอยู่กับว่านักบุญคอร์แมคอยู่ในซิทาเดล หรือออกไปสำรวจที่หุบเขากลวง แต่ยังไงซะ ฐานะของฉันก็น่าจะดีพอที่จะขอเข้าพบกับหนึ่งในปรมาจารย์ที่ดูแลวิหารแห่งนี้ในตอนที่เขาไม่อยู่ได้ค่ะ”
เธอลังเลเล็กน้อยแล้วเสริมขึ้นว่า:
“ถ้าเราได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน มีกฎหลายข้อที่นายต้องปฏิบัติตาม คนนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกใช้ความทรงจำหรือเสียงสะท้อนใดๆ ภายในซิทาเดล พวกเราสามารถไปได้เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ยกเว้นแต่จะมีปรมาจารย์คอยนำทาง และเราห้ามพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยในวิหารเด็ดขาดเว้นแต่พวกเขาจะทักเราก่อนค่ะ… นอกจากนี้ สิ่งของทุกชิ้นที่เรานำติดตัวเข้าไปจะต้องได้รับการตรวจสอบด้วย”
ซันนี่ขมวดคิ้ว กฎพวกนี้ไม่เพียงแต่จะแปลกประหลาด แต่ยังเข้มงวดมาก และมันจะทำให้เขาตกเป็นรองทันทีหากมีอะไรเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายังคงจำคำเตือนของคลื่นนภาได้… เธอเคยบอกเขาเอาไว้ว่าห้ามแหกกฎใดๆ ภายในวิหารราตรีเด็ดขาด
‘เอาเถอะ… ฉันจะไม่ทำอะไรที่มันเสี่ยงอันตรายถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ลองดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน’
เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ประตูอันวิจิตรตระการตา ร่างสองร่างก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด โดยยืนอยู่คนละฝั่งของประตู คนหนึ่งเป็นชาย ส่วนอีกคนเป็นหญิง ผู้พิทักษ์ทั้งสองดูมีอายุราวๆ สามสิบปี และมีนัยน์ตาที่เรียบเฉย เยือกเย็น และดูอันตราย
‘งั้น… พวกนี้ก็คือผู้สาบสูญสินะ’
นี่เป็นครั้งแรกของซันนี่ที่ได้พบกับคนประเภทนี้ ความจริงแล้ว มันแทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรเลยระหว่างพวกเขากับเหล่าผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้สูญเสียร่างเนื้อในโลกความเป็นจริงไป
…แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้พิทักษ์เหล่านี้จะเป็นคนธรรมดาทั่วไป
ทั้งสองคนแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าเกรงขามและกดดันออกมา เพียงแค่ดูจากท่าทางการวางตัวของผู้สาบสูญ ซันนี่ก็บอกได้ทันทีว่าพวกเขาคือนักรบที่เจนสนามและน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด ชุดเกราะของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตสมบูรณ์แบบ และอาวุธของพวกเขาก็มีประกายแวววาวอันตราย ซึ่งทั้งหมดนี้เด่นชัดว่าเป็นของระดับวิญญาณขั้นสูง
แรงกดดันที่ผู้พิทักษ์เหล่านี้แผ่ออกมาทำให้เขานึกถึงพวกนักล่าที่เก่าแก่และอันตรายที่สุดของเมืองมืด คนที่รอดชีวิตมาได้หลายปีจากศึกนองเลือดในนรกของชายฝั่งที่ถูกลืม หากให้พูดตามตรง เขาต้องยอมรับเลยว่าพวกผู้ตื่นรู้ส่วนใหญ่ที่ปักหลักอยู่ที่วิหารของน็อคทิสดูเหมือนเด็กๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับผู้สาบสูญสองคนนี้
คนพวกนี้ไม่ได้มาเล่นๆ และยังมีคนแบบนี้อีกเป็นร้อยอยู่ข้างในมหาวิหาร หากสิ่งที่แคสซีเคยเล่าให้ฟังเป็นเรื่องจริง และถ้าทุกคนเป็นเหมือนกับผู้พิทักษ์สองคนนี้ล่ะก็…
ซันนี่สะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านเอาไว้
บางทีเขาอาจจะประเมินขนาดของกองกำลังที่ตระกูลเวลอร์ส่งมาประจำการอยู่ตรงหน้าผาของหุบเขากลวงต่ำเกินไปอย่างมหาศาล มหาวิหารอันเคร่งขรึมแห่งนี้ซุกซ่อนกองทัพทั้งกองเอาไว้เลยทีเดียว
แต่… ทำไมถึงเก็บเฉพาะผู้สาบสูญเอาไว้ที่นี่ล่ะ? มันจะมีประโยชน์อะไร? ปริศนาข้อนี้คอยทิ่มแทงใจเขามาตลอดตั้งแต่ตอนที่ได้รู้เรื่องนี้
…ในจังหวะหนึ่ง หนึ่งในผู้พิทักษ์ก็ยกมือขึ้น เป็นสัญญาณสั่งให้พวกเขาหยุด เขาเพ่งพิจารณาทั้งซันนี่และแคสซีอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา:
“ท่านหญิงบทเพลงของผู้ร่วงหล่น … ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนักที่ได้พบท่านอีกครั้ง ฉันหวังว่าสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มตื่นรู้ของท่านจะสบายดีนะ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เข้ากับคำพูดที่เป็นมิตรเลยสักนิด
เด็กสาวตาบอดเพียงแค่พยักหน้ารับ
“พวกเขาสบายดีและแข็งแรงดีค่ะ ปัจจุบันปักหลักอยู่ที่วิหารของน็อคทิส”
ผู้พิทักษ์คนที่สองเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยปาก:
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นอะไรทำให้ท่านต้องเดินทางไกลและกลับมายังซิทาเดลอันสมถะของเราอีกครั้งล่ะ? มิหนำซ้ำยังมาพร้อมกับคนแปลกหน้า โดยไม่มีสหายที่จงรักภักดีเคียงข้างอีกด้วย…”
แคสซีเหลือบมองซันนี่แล้วคลี่ยิ้ม
“นี่คือผู้ตื่นรู้ ซันเลสค่ะ และเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า ความจริงแล้วเขาเป็นเพื่อนรักของฉัน และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่ฉันจะยอมฝากชีวิตเอาไว้ ทั้งพวกเราสองคนต่างเคยเป็นสหายร่วมทางของท่านหญิงดาราแแปรเปลี่ยนมาก่อนค่ะ”
ซันนี่แทบจะสำลัก
‘โกหกได้หน้าตาเฉยมาก… น่าเลื่อมใสจริงๆ!’
ในขณะเดียวกัน เด็กสาวตาบอดก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อว่า:
“…พวกเราหวังว่าจะได้เข้าพบท่านลอร์ดคอร์แมคค่ะ”
พวกผู้พิทักษ์นิ่งเงียบไปพักใหญ่ จนทำให้ซันนี่รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย ในที่สุด หนึ่งในนั้นก็ตอบกลับมา:
“ท่านลอร์ดคอร์แมคกำลังออกไปปฏิบัติภารกิจอย่างหนึ่งของเขา เขาจะยังไม่กลับมาอีกหลายสัปดาห์เป็นอย่างน้อย”
รอยยิ้มของแคสซีไม่ได้สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย เธอเอ่ยต่อทันทีโดยไม่เสียจังหวะ น้ำเสียงยังคงสุภาพและน่าฟังเหมือนก่อนหน้านี้:
“ถ้าอย่างนั้น เป็นท่านเพียร์ซหรือท่านหญิงเวลท์ก็ได้ค่ะ”
พวกผู้พิทักษ์หันมามองหน้ากัน หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง หนึ่งในนั้นก็ถอนหายใจออกมา
“รออยู่ที่นี่ก่อน”
พูดจบเขาก็หายตัวไป ทิ้งให้ซันนี่และแคสซีอยู่ภายใต้สายตาอันหนักอึ้งของผู้สาบสูญที่เหลืออยู่
ซันนี่จ้องกลับอย่างไม่ลดละ พลางสำลักสำรวจผู้พิทักษ์หญิงอย่างหน้าด้านๆ ไม่ว่าเขาจะพยายามมองยังไง เขาก็แยกแยะความแตกต่างไม่ออก เธอเปิดเผยรูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่ผู้ตื่นรู้ปกติทั่วไปจะเป็นในโลกแห่งความฝัน… ก็สมควรอยู่หรอก เพราะยังไงซะร่างจิตวิญญาณของเธอก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ
…แถมหุ่นยังดีมากซะด้วย
“แกจ้องอะไรของแกฮะ ไอหนู?”
ซันนี่เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม ในใจแอบอยากจะตอบไปตามตรงอยู่หรอก… แต่แล้วสามัญสำนึกของเขาก็ชนะในที่สุด
“…เกราะของท่านครับ คุณผู้หญิง มันดูเหมือนจะเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมมากเลย”
ผู้พิทักษ์หญิงแยกเขี้ยวใส่และไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ผู้พิทักษ์คนแรกก็กลับมาและกวักมือเรียกให้พวกเขาเดินตามไป
พวกเขาถูกนำตัวเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่หนาวเหน็บห้องหนึ่งซึ่งอยู่ข้างประตูเมือง และได้รับเสื้อผ้าเรียบๆ สองชุดที่ทำมาจากผ้าเนื้อหยาบ จากนั้นประตูก็ถูกลงกลอนจากด้านนอก ซันนี่จ้องมองห่อผ้าในมือด้วยสีหน้างุนงง
“เอ่อ… เอาไอ้นี่มาให้ทำไมเหรอ?”
แคสซีถอนหายใจพลางปลดเข็มขัดของเธอออก จากนั้นก็สลายเก็บดาบนักเต้นผู้เงียบงันไป และวางฝักดาบที่ว่างเปล่าลงบนม้านั่ง
“ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ความทรงจำหรือเสียงสะท้อน จำไม่ได้เหรอคะ?”
ซันนี่ขมวดคิ้วแล้วเหลือบมองชุดเกราะของตัวเอง ถ้าเขาสลายเก็บมันไป เขาก็แทบจะเปลือยกายล่อนจ้อนเลยนะ…
“พวกนั้นกะจะให้เราเปลี่ยนชุดกันที่นี่เลยเหรอ?”
เด็กสาวตาบอดหันหลังให้เขาอย่างเงียบๆ ซันนี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำแบบเดียวกัน เงาของเขาก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วย
เขาสบถด่าในใจพลางสลายเก็บโซ่ไม่ดับสูญและสัมผัสได้ถึงเงาในห้องเล็กๆ ที่ขยับไหวเมื่อเกราะอกและเสื้อโค้ตของแคสซีสลายกลายเป็นละอองแสงระยิบระยับ พวกเขาอยู่ใกล้กันมากพอที่เขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของเธอ และรับรู้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอ ซันนี่พยายามไม่ปล่อยให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิง พลางสวมกางเกงเรียบๆ และได้ยินเสียงผ้าเสียดสีกันขณะที่มันเลื่อนผ่านผิวเนียนของเธอ
‘ไอ้พวกบ้าเอ๊ย… ให้ห้องเปลี่ยนชุดแยกกันสองห้องไม่ได้หรือไงวะ?’
ซันนี่สะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ พลางสวมเสื้อทูนิคและขมวดคิ้ว ปลายแขนเสื้อของมันสั้นเกินไปจนไม่สามารถปกปิดขดร่างของอสรพิษวิญญาณเอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเผยให้เห็นเงาสองร่างที่พันอยู่รอบตัวเขา คอยปกคลุมร่างกายไว้ด้วยชั้นความมืดบางๆ
…ไม่ต้องพูดถึงว่า ทั้งเสื้อทูนิคและกางเกงมันใหญ่กว่าขนาดตัวของเขาไปหลายไซส์เลยทีเดียว
ซันนี่ถอนหายใจออกมา พลางสั่งให้พวกเงาเลื้อยขึ้นไปบนแขนเพื่อซ่อนพวกมันให้พ้นจากสายตา
จากนั้นเขาก็สลายเก็บอสรพิษวิญญาณไป แล้วก้มลงม้วนขากางเกงขึ้นเพื่อสวมรองเท้าแตะหนัง ก่อนจะกระแอมไอเคลียร์ลำคอ
“เสร็จหรือยัง?”
แคสซีตอบกลับมาหลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง:
“เสร็จแล้วค่ะ”
เสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้เธอประกอบไปด้วยรองเท้าแตะแบบเดียวกันและเสื้อทูนิคตัวยาวที่เปิดเปลือยช่วงไหล่ และเผยให้เห็นขาเรียวที่อยู่ใต้หัวเข่า หน้ากากครึ่งหน้าสีเงินก็หายไปแล้วเช่นกัน เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าอันงดงามของแคสซี ซันนี่จ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง พลางตระหนักได้ว่าเขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าพวกมันดูเป็นอย่างไร
จากนั้นเขาก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วทุบประตูเสียงดัง
ไม่นานนัก ผู้พิทักษ์คนเดิมก็ปล่อยพวกเขาออกมาและนำทางพวกเขามุ่งหน้าลึกเข้าไปในส่วนลึกของวิหารราตรี
ทันทีที่พวกเขาก้าวพ้นประตูเมือง ซันนี่ก็เกร็งตัวขึ้นมาทันที ราวกับคาดการณ์ว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น
…แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผู้พิทักษ์เหลือบมองเขาแล้วขมวดคิ้ว
“มัวรออะไรอยู่? ตามมาสิ ท่านเพียร์ซจะมาพบพวกเราในอีกไม่ช้านี้แล้ว”