บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 565 ปลดปล่อย
ซันนี่สะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงกระจกแตกกระจายลั่นบาดลึกเข้าไปในรูหู ทว่าดูเหมือนคนอื่นๆ จะไม่ได้ยินซะอย่างนั้น — และในวินาทีถัดมา เมื่อเศษกระจกที่ร้าวระแหงในมือของปรมาจารย์เพียร์ซระเบิดออกกลายเป็นห่าฝนละองแก้ว เสียงนั้นก็พลันดับวูบหายไปในทันที
ชายผู้จัดจ้านสะท้านเยือกไปทั้งร่าง
“ไม่…”
‘มันเกิดอะไรขึ้นล่ะวะเนี่ย?!’
ซันนี่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนเขายังไม่สามารถปะติดปะต่อสถานการณ์ได้ สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือหัวใจที่เย็นเฉียบ และในหัวก็ถูกครอบงำด้วยลางสังหรณ์ถึงบางสิ่งอันอัปมงคล น่าสะพรึงกลัว และความฉิบหายวายวอดที่กำลังจะเกิดขึ้น
เขาโดนหลอก… เขาพลาดไปแล้ว!
แคสซีขยับตัวเล็กน้อย เธอเอียงคอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและสับสน
วินาทีต่อมา เพียร์ซก็หันขวับไปหาผู้พิทักษ์อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขายังคงขาวซีดและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอันน่าขยะแขยง น้ำเสียงของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้กลับฟังดูลนลาน:
“ปิดตายวิหารซะ! ทำลายเกตเวย์ทิ้ง! ไป เดี๋ยวนี้! เรา… พวกเราจะปล่อยให้สิ่งนั้นหลุดรอดออกไปไม่ได้เด็ดขาด…”
นัยน์ตาของซันนี่เบิกกว้างขีดสุด
‘ทะ… ทำลายเกตเวย์งั้นเหรอ?! หมายความว่ายังไงวะนั่น?!’
แล้ว “สิ่งนั้น” ที่เขาพูดถึงมันคือตัวอะไรกันแน่?
แต่ผู้พิทักษ์ดูเหมือนจะไม่มีข้อสงสัยพวกนี้เลย ความหวาดกลัวของเพียร์ซได้แพร่กระจายไปสู่เขาเหมือนโรคติดต่อ ทว่าชายคนนั้นเพียงแค่พยักหน้ารับและพุ่งตัวออกจากห้องไปทันทีโดยไม่ยอมให้ความกลัวมาหน่วงเหนี่ยวความเร็วเอาไว้
แคสซีก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อให้เขาผ่านไป ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความตึงเครียด:
“ท่านเพียร์ซคะ? เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีพวกเขาสองคนอยู่ในห้อง ปรมาจารย์หันหลังกลับมาและส่งสายตาอันมืดมนและคุกคามมาที่ซันนี่
“…แก!”
น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโกรธแค้นที่แทบจะระงับไว้ไม่อยู่
‘ฉิบหายละ…’
ซันนี่คิดจะเรียกใช้สายตาอันโหดเหี้ยมออกมา แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว ชายร่างสูงก็มาประชิดตัวเขาแล้ว และคว้าเข้าที่หัวไหล่ของเขาอย่างแรง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณลักษณะกระดูกถักทอ กระดูกไหปลาร้าของซันนี่คงจะหักสะบั้นไปแล้วจากแรงบีบอันมหาศาลนั้น
เพียร์ซใช้มืออีกข้างคว้าตัวแคสซีเอาไว้ จนทำให้เธอร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ฉันจะคิดบัญชีกับพวกแกสองคนทีหลัง… ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว…”
รู้ตัวอีกที ซันนี่ก็ถูกลากตัวออกจากห้องไปแล้ว เขาเหลือบมองกองภูเขาสิ่งของของตัวเองที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะด้วยความเสียดาย จ้องมองหีบจอมละโมบอยู่แวบหนึ่ง แล้วจึงเบือนหน้าหนีไป
‘เอาไงดี เอาไงดี…’
สถานการณ์ในตอนนี้มันหลุดลอยเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้แล้ว มอร์เดร็ตทำบางอย่างลงไป… ชักใยให้เขาทำบางอย่าง… และในตอนนี้ ทั้งซิทาเดลก็เข้าสู่สภาวะตื่นตัวขั้นสูงสุดและกำลังโกรธแค้นซันนี่เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ว่าเจ้าชายลึกลับคนนั้นจะใช้ซันนี่เป็นเครื่องมือเพื่อทำอะไร แต่มันร้ายแรงพอที่จะทำให้ระดับปรมาจารย์หวาดกลัวจนหัวหด และยอมสั่งทำลายเกตเวย์อันล้ำค่าทิ้งอย่างไม่ใยดี
ดังนั้น จึงมีคำถามอยู่สองข้อ
‘ฉันควรจะฝ่าวงล้อมต่อสู้เพื่อหนีออกไปไหม? และ… ฉันควรจะหวาดกลัวสิ่งคุกคามที่มอร์เดร็ตปลดปล่อยออกมาด้วยหรือเปล่า?’
ทันใดนั้น ความคิดอีกสายหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของซันนี่
‘หรือว่า… ตัวมอร์เดร็ตเองนั่นแหละที่เป็นสิ่งนั้น?’
หัวใจของเขาเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม
ข้อมูลในตอนนี้ยังมีไม่มากพอที่จะตอบคำถามข้อที่สองได้ แต่คำถามข้อแรกนั้นตอบได้ค่อนข้างง่าย ซันนี่น่ะแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปงัดกับปรมาจารย์สองคนและยอดฝีมือระดับตื่นรู้นับร้อยในถิ่นของพวกมันหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งตัวเขาและแคสซีต่างก็มีฐานะ… แม้แต่ตระกูลใหญ่ก็คงไม่กล้าทำให้พวกเขาสาบสูญไปเฉยๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
‘ฉัน… ฉันต้องหาข้อมูลเพิ่มก่อน ลองดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วค่อยลงมือถ้าสถานการณ์มันบังคับ…’
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ขัดขืนขัดขืนใดๆ ขณะที่ปรมาจารย์เพียร์ซลากพวกเขากระชากไปตามทางเดิน
ภายนอกห้องเล็กๆ นั้น ซิทาเดลที่เคยเงียบสงบและเคร่งขรึมก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาวะโกลาหลวุ่นวาย ผู้สาบสูญหลายคนวิ่งผ่านพวกตนไป เงาของพวกเขาเต้นระบำอยู่บนผนังสีดำภายใต้แสงสีส้มของตะเกียงน้ำมันอันวิจิตร
ซันนี่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวอันเร่งรีบแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยในทุกทิศทาง ต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้อยู่อาศัยในวิหารทุกคนต่างสวมชุดเกราะเต็มยศและพกพาอาวุธสังหารครบมือ พวกเขาคล่องแคล่วและมีวินัย ราวกับทหารอาชีพที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงคราม
และพวกเขาก็มีกันเป็นกองทัพ
ทว่า ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น…
ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้าอันสงบนิ่งที่ผู้สาบสูญแสดงออกมา มันคือความกระสับกระส่ายใช่ไหม?
ปรมาจารย์เพียร์ซตะโกนเรียกผู้พิทักษ์คนหนึ่ง สั่งให้เขาหยุด แล้วผลักซันนี่และแคสซีไปทางชายคนนั้น
“ขังสองคนนี้ไว้ในคุกย่อย!”
ซันนี่อยากจะตะโกนประท้วงด้วยความเดือดดาล ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทำแบบนั้น ทั้งวิหารก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในเวลาต่อมา คลื่นเสียงอันดังกึกก้องก็ม้วนตัวพัดผ่านทางเดินไป
‘ประตูเมือง… พวกนั้นปิดมันแล้ว…’
แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เนื่องจากพวกเขายังคงอยู่ในโครงสร้างวงแหวนรอบนอกของซิทาเดล สัญผัสเงาของเขาจึงยังสามารถแผ่ขยายออกไปสัมผัสความว่างเปล่าที่อยู่เลยผนังชั้นนอกได้บ้าง ทว่าทันทีที่ประตูเมืองปิดลง สิ่งนั้นก็เปลี่ยนไปทันที ราวกับว่าตัววิหารในตอนนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ในตอนนี้มันถูกปิดตาย… โดยมีพวกเขาติดอยู่ข้างใน…
ผู้พิทักษ์คว้าตัวพวกเขาทั้งสองคนอย่างเงียบๆ และลากตัวไป ซันนี่ที่เดินเซไปเซมาและพยายามไม่ให้ตัวเองล้มลง ได้เหลือบสายตากลับไปมองข้างหลัง
สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือหญิงสาวคนหนึ่งที่มีเส้นผมสีแดงงดงามปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าปรมาจารย์ผู้จัดจ้าน เธอสวมเสื้อทูนิคสีดำเรียบๆ และมีปลอกแขนหนัง โดยมีเกราะแข้งปกป้องหน้าแข้งเอาไว้ ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นดูถมึงทึงและเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“…เพียร์ซ! มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?!”
วินาทีต่อมา ทั้งสองคนก็หายลับไปตรงหัวมุมทางเดิน
‘นี่คงจะเป็นปรมาจารย์เวลท์สินะ…’
ผู้สาบสูญลากพวกเขาทั้งสองผ่านเขาวงกตอันน่าเวียนหัวของทางเดินและบันไดอย่างรวดเร็ว พวกเขากำลังมุ่งหน้าต่ำลงไปเรื่อยๆ ดูเหมือนกำลังมุ่งตรงไปยังหนึ่งในหอระฆังของมหาวิหาร สีหน้าของผู้นำทางดูมืดมนและเคร่งเครียด และมันก็มีเหตุผลที่ดีรองรับ — เพราะทุกที่ที่พวกเขาผ่านไป ผู้อยู่อาศัยในวิหารราตรีต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับศึกใหญ่ มันราวกับว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวรับมือกับการถูกปิดล้อมอันน่าสะพรึงกลัว…
อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามนั้นดูเหมือนจะไม่ได้มาจากภายนอก ตรงกันข้าม ผู้สาบสูญส่วนใหญ่กลับพุ่งตัวลึกเข้าไปในวิหาร มุ่งหน้าสู่ห้องศักดิ์สิทธิ์ส่วนใน
…ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็เริ่มได้ยินเสียงกรีดร้อง
เสียงนั้นเดินทางผ่านโครงสร้างภายในอันสับสนของมหาวิหารในลักษณะที่แปลกประหลาด จึงยากที่จะบอกว่าเสียงกรีดร้องนั้นมาจากทิศทางไหน
มันฟังดูห่างไกล ทว่าซันนี่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบจนเลือดในกายเย็นเฉียบ
เสียงโหยหวนอันชวนขนลุกเหล่านั้นเต็มไปด้วยความทรมานและความหวาดกลัวอย่างเหลือล้น… เขาคุ้นเคยกับเสียงประเภทนี้ดีเกินไป มันคือเสียงที่มนุษย์จะเปล่งออกมาในยามที่พวกเขาไม่เพียงแต่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังถูกตัดแขนตัดขา โดยที่รู้ดีว่าชีวิตของตัวเองได้จบสิ้นลงแล้ว หรือไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
ผู้พิทักษ์ที่ควบคุมตัวพวกเขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาถอดสีกลายเป็นสีเทาหม่น และโดยไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา เขาก็ยังคงลากพวกเขามุ่งหน้าตรงไปยังประตูโลหะหนาเตอะที่อยู่สุดทางเดินยาว
ผู้สาบสูญใช้กุญแจที่มีกลไกซับซ้อนเปิดประตูออก แล้วผลักพวกเขาทั้งสองเข้าไปข้างใน
ซันนี่และแคสซีพบว่าตัวเองอยู่ในห้องทรงกลมที่มีเพดานสูง… หรือจะพูดให้ถูกคือ มีพื้นห้องที่สูงต่างหาก เพราะมันถูกสร้างขึ้นในลักษณะกลับหัวกลับหาง เพดานทรงโดมของห้องนี้แท้จริงแล้วอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา โดยลาดเอียงลงไปด้านล่างคล้ายกับหลุมอุกกาบาตลึก
ตรงใจกลางคุก มีกรงเหล็กขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ซี่กรงแต่ละซี่หนาเท่ากับท่อนแขนของมนุษย์ มีอักขระแปลกประหลาดถูกสลักไว้รอบกรง วนล้อมรอบมันเอาไว้ทั้งหมด
‘อะไรกันวะเนี่ย…’
วินาทีต่อมา ผู้พิทักษ์ก็ผลักเข้าที่หลังของพวกเขาอย่างไม่ใยดี ส่งผลให้ซันนี่และแคสซีกลิ้งไถลลงไปตามความลาดชันของโดม และหลุดเข้าไปในประตูของกรงเหล็ก ซึ่งจากนั้นเขาก็ปิดมันลงทันทีด้วยความรวดเร็ว
มันถูกลงกลอนด้วยเสียงดังกริ๊ก ตัดขาดเส้นทางสู่เสรีภาพของพวกเขา
‘ไม่มีทางน่า…’
ซันนี่ลุกขึ้นยืน หันหลังกลับไป และเฝ้ามองผู้สาบสูญเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูตามหลังจนสนิท
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็ถูกทิ้งให้อยู่ในความเงียบสงัดโดยสิ้นเชิง ห้องนั้นมืดมิด มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงเดียวที่ส่องสว่างอยู่บนผนังใกล้กับทางออก เปลวไฟสีส้มของมันสั่นไหวและเต้นระบำ แทบจะทำหน้าที่ขับไล่พวกเงาเอาไว้ไม่ได้เลย
ซันนี่ขบฟันแน่น จากนั้นก็เตะเข้าที่ซี่กรงเหล็กอย่างสุดแรงเกิด พลางแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้นและระคนคับแค้นใจ:
“โธ่เว้ย! แม่ง โธ่เว้ยให้หมดนั่นแหละ!”
ข้างหลังของเขา แคสซีค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะโงนเงนไปมาเล็กน้อย
“ซันนี่…”
เขาหันขวับไปหาเธอแล้วขู่คำราม:
“อะไร?!”
เด็กสาวตาบอดทำหน้าบิดเบี้ยว
“บางอย่าง… มีบางอย่างผิดปกติค่ะ ฉันรู้สึกว่า…”
ซันนี่จ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กระพริบตาแล้วเหลือบมองออกไปนอกกรง
…พวกอักขระที่อยู่ล้อมรอบกรงเหล็ก ในตอนนี้พวกมันเริ่มเปล่งประกาย แสงสีฟ้าอันน่าขนลุกและอันตรายออกมาอย่างช้าๆ