บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 567 ไร้ทางหนี
ซันนี่รู้สึกว่ามันมีคำใบ้บางอย่างเกี่ยวกับตัวตนของมอร์เดร็ตซ่อนอยู่ จากข้อเท็จจริงที่ว่ามีเพียงผู้สาบสูญและเสียงสะท้อนมนุษย์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เฝ้ากักขังเขา ทว่าข้อมูลแค่นั้นมันก็น้อยเกินไปที่จะคาดเดาอะไรได้
เขารู้อะไรเกี่ยวกับชายที่เรียกตัวเองว่าเจ้าชายแห่งความว่างเปล่าอีกบ้าง?
เขามั่นใจในระดับหนึ่งว่ามอร์เดร็ตเป็นมนุษย์… หรืออย่างน้อยก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อนในจุดใดจุดหนึ่ง สัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายน่ะสามารถปลอมแปลงเสียงมนุษย์ได้ก็จริง แต่ไม่มีทางรู้เรื่องราวของโลกมนุษย์ฝั่งตื่นรู้ได้ดีขนาดที่มอร์เดร็ตแสดงออกมาแน่ๆ และซันนี่ก็รู้สึกว่าเจ้าชายลึกลับคนนี้พูดความจริงเรื่องที่สามารถพิชิตฝันร้ายครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุสิบสองปี
นอกเหนือจากนั้น สิ่งเดียวที่ซันนี่มีก็คือคำอธิบายของความทรงจำคมดาบอำมหิต ซึ่งเล่าถึงเจ้าชายที่ถูกยกให้กับทายาทแห่งความฝันอันเป็นสัตว์ประหลาด และในเวลาต่อมาก็กลับมาเพียงเพื่อจะพบว่าเขาไม่เป็นที่ต้อนรับในบ้านของบิดาตนเองอีกต่อไป เรื่องนั้นกับข้อเท็จจริงที่ว่าสัตว์ร้ายกระจกเงาถูกสร้างขึ้นโดยมอร์เดร็ต ก็คล้ายกับที่เซนต์ถูกสร้างขึ้นโดยตัวเขานั่นแหละ
มันไม่ใช่ข้อมูลที่มากพอจะเอาไปขยายความต่อได้เลย…
ซันนี่ถอนหายใจพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ กรงขัง
เนื่องจากพื้นห้องมีลักษณะเว้าลงไป เขาและแคสซีจึงถูกบังคับให้ต้องอยู่ใกล้ชิดกัน พื้นผิวเดียวที่ราบเรียบพอจะนั่งได้อย่างสบายใจคือจุดใจกลางของโดม และมันก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่กี่เมตรเท่านั้น ภายในกรงขังว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ยกเว้นถังน้ำมันเก่าๆ ที่มีฝาไม้ปิดเอาไว้
ซันนี่จ้องมองถังน้ำมันอยู่พักหนึ่งก่อนจะทำหน้าบิดเบี้ยว
“เธอคิดว่าพวกนั้นจะขังเราไว้ที่นี่นานแค่ไหน?”
แคสซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
“นั่นมันขึ้นอยู่กับว่าพวกผู้พิทักษ์จะควบคุมตัวนักโทษคนนั้นได้ไหม”
ใบหน้าของเขาพลันขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที
ยอดฝีมือระดับตื่นรู้นับร้อยและปรมาจารย์สองคน ซึ่งทั้งหมดต่างรับใช้ตระกูลใหญ่ จะสามารถรับมือกับมอร์เดร็ตได้จริงเหรอ? ก่อนหน้านี้เขาคงจะตอบว่าได้โดยไม่ลังเลเลยสักนิด ต่อให้เจ้าชายลึกลับคนนั้นจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เขาจะไปงัดกับกองทัพทั้งกองทัพได้ยังไงกัน?
…แต่หลังจากที่ได้เห็นความหวาดกลัวบนใบหน้าของเพียร์ซ และความกระสับกระส่ายของผู้สาบสูญแล้ว ซันนี่ก็เริ่มไม่แน่ใจอีกต่อไป
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามอร์เดร็ตเกิดเป็นฝ่ายชนะขึ้นมาล่ะ?
พวกตนจะปลอดภัยไหม?
หรือ… พวกตนจะต้องเผชิญหน้ากับความสะพรึงกลัวนั้นด้วยตัวเอง?
‘ฉิบหายละ…’
ซันนี่ส่งสายตามืดมนไปทางประตูห้องขังแล้วหลับตาลง
สำหรับตอนนี้ ไม่มีอะไรที่พวกตนจะทำได้นอกจากรอคอย
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนกลายเป็นชั่วโมง เมื่อไม่มีหน้าต่าง มันจึงยากที่จะวัดการผ่านไปของเวลา ซันนี่และแคสซีส่วนใหญ่ต่างก็นิ่งเงียบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ละคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันไม่มีคำพูดที่มีประโยชน์อะไรจะเอ่ยออกมาได้เลย
วิหารราตรีเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกหลายครั้ง ทว่าการสั่นสะเทือนเหล่านี้ไม่ได้รุนแรงเท่ากับสองครั้งแรก ซันนี่นั่งสมาธิอย่างเงียบๆ สัมผัสได้ถึงแก่นเงาที่สลายไปจากกล้ามเนื้อและพละกำลังของเขาที่ค่อยๆ ลดน้อยลง หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงลุกขึ้นยืน ปีนไปตามซี่กรงเหล็กเพื่อสำรวจพวกอักขระ จากนั้นก็ตรวจดูทุกตารางนิ้วของห้องขัง
เขาถึงขนาดพยายามจะดัดขยับและงัดซี่กรงเหล็กออก แต่มันก็ไร้ประโยชน์ กรงขังนี้ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังระดับปรมาจารย์ หรือบางทีอาจจะรวมถึงระดับนักบุญด้วยซ้ำ ต่อให้มีพลังเต็มเปี่ยม ซันนี่ก็ไม่มีทางพังมันออกไปด้วยพละกำลังดิบๆ ได้อยู่ดี
สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไถลตัวกลับมานั่งตรงใจกลางโดมและปล่อยตัวให้ว่างเปล่าตามเดิม
…เขาไม่ได้มีโอกาสทำตัวว่างๆ แบบนี้มานานมากแล้ว ความจริงการอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็ผ่อนคลายดีเหมือนกัน — ถ้าตัดเรื่องที่ว่าชีวิตของพวกตนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายออกไปน่ะนะ
แสงสีฟ้าของอักขระและแสงสีส้มของตะเกียงน้ำมันนั้นช่างนุ่มนวลและสลัวราง ทำให้ห้องขังมืดมิดและเต็มไปด้วยพวกเงา ทว่าที่ไหนสักแห่งภายนอกนั้น ในเวลานี้อาจจะกำลังเกิดการนองเลือดอันน่าสยดสยองอยู่ก็เป็นได้
แต่สำหรับที่นี่ ทุกอย่างกลับสงบและเงียบเชียบ
ซันนี่กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่แล้ว ทว่าทันใดนั้นแคสซีก็หันขวับไปทางประตูทันที
“มีคนมาค่ะ”
เขาเบิกตาขึ้นและลุกขึ้นยืน พลางเหลือบมองไปที่ตะเกียงน้ำมันด้วยสีหน้ามืดมน เปลวไฟที่เต้นระบำอยู่ของมันสั่นไหวรุนแรง แล้วดับวูบไปชั่วขณะเมื่อประตูถูกเปิดออกเสียงดังปังพร้อมกับมีกระแสลมพัดเข้ามาในห้องขัง
มีคนเดินเข้ามาข้างในห้าคน
สี่คนในนั้นคือเหล่านักรบผู้สาบสูญ ใบหน้าของพวกเขาดูถมึงทึงและชุดเกราะก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ส่วนอีกคนคือผู้พิทักษ์คนเดิมที่จับพวกเขามาขังไว้ ใบหน้าของเขาดูขาวซีดราวกระดาษ มีผ้าสีขาวพันอยู่รอบหัวคล้ายกับผ้าพันแผลชั่วคราว
ส่วนคนที่ห้าคือหญิงสาวที่มีเส้นผมสีแดงงดงาม สวมเสื้อทูนิคสีดำ… ปรมาจารย์เวลท์นั่นเอง มันมีเครื่องรางแปลกประหลาดรูปทั่งตีเหล็กแขวนอยู่บนสร้อยคอเส้นบางรอบคอของเธอ และมีแววตาสังหารอยู่ในดวงตา คลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอนั้นน่ากลัวจนจับใจเลยทีเดียว
‘สรุปคือมอร์เดร็ตยังหนีออกไปไม่ได้สินะ…’
ระดับปรมาจารย์ตวัดสายตาเย็นชาไปทางแคสซี ก่อนจะหันมาหาซันนี่
“แก! แกเป็นคนนำเศษกระจกชิ้นนั้นเข้ามาในซิทาเดลใช่ไหม?!”
ซันนี่ขยับตัวเล็กน้อย
“ใช่ครับ”
มุมปากของปรมาจารย์เวลท์กระตุกวูบ
“ใครเป็นคนสั่งให้แกทำแบบนี้?!”
เขากระพริบตาปริบๆ อยู่สองสามครั้ง
“อะไรนะครับ? ไม่มีใครสั่งผมทั้งนั้นแหละ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเศษกระจกนั่นคืออะไร ผมแค่คิดว่ามันน่าสนใจดีก็เลยเก็บมันมา…”
หญิงสาวผู้งดงามเหลือบมองไปทางหนึ่งในผู้สาบสูญ ซึ่งคนคนนั้นก็พยักหน้ารับ
“เขาพูดความจริงครับ หรืออย่างน้อยก็เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด”
ซันนี่สำรวจผู้สาบสูญคนนั้น ชายวัยสามสิบเศษ มีใบหน้าซูบตอบและมีดวงตาสีเทาอันแจ่มใส
‘เยี่ยม เครื่องจับเท็จเดินได้อีกคนละ…’
ปรมาจารย์เวลท์ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ทิ่มแทงซันนี่ด้วยสายตาอันหนักอึ้ง
“แล้วแกมีจุดประสงค์อะไรในการมาที่วิหารราตรีแห่งนี้?”
ซันนี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขาเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาก็ดูหวาดกลัวและสั่นเครือเล็กน้อย:
“ผมได้รับคำบอกเล่ามาว่ามันมี… มันมีมีดพิเศษเล่มหนึ่งอยู่ที่นี่ บนแท่นบูชา ผมสนใจมีดเล่มนั้นเพราะมันเกี่ยวข้องกับอดีตของหมู่เกาะโซตรวนน่ะครับ คุณก็น่าจะรู้ว่าผมเป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันผู้ตื่นรู้… บางทีคุณอาจจะเคยอ่านรายงานการสำรวจครั้งก่อนของผมมาบ้าง? มันค่อนข้าง… ค่อนข้างมีชื่อเสียงเลยนะครับ”
ระดับปรมาจารย์จ้องมองเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเหลือบมองไปทางผู้สาบสูญที่มีดวงตาแจ่มใสคนนั้น และส่ายหัวออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
“ทั้งหมดนี้… เป็นเพราะไอ้โง่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยคนเดียวเนี่ยนะ…”
‘ใช่ๆ… ฉันมันคือไอ้โง่ที่น่าสมเพชและไร้ประโยชน์ เชื่อแบบนั้นแหละดีแล้ว!’
ซันนี่กระแอมในลำคอ
“ท่านปรมาจารย์เวลท์ครับ? ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ สำหรับความเดือดร้อนที่ผมก่อขึ้น แต่ว่า… เอ่อ… มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ? แล้วเมื่อไหร่คุณถึงจะปล่อยพวกเราออกไป?”
เธอพลันหลุดเสียงหัวเราะขื่นๆ ออกมาทันที จากนั้นก็จ้องมองเขาด้วยสีหน้ามืดมนและเดือดดาล:
“ปล่อยพวกแกงั้นเหรอ? ถ้าแกได้รู้ว่าการกระทำของพวกแกมันก่อให้เกิดอะไรขึ้น แกคงจะอ้อนวอนให้ฉันขังแกไว้ในห้องขังนี้ต่อไปซะมากกว่า อย่างน้อยไอ้ปีศาจร้ายนั่นก็เข้ามาหาพวกแกที่นี่ไม่ได้… ไม่หรอก พวกแกสองคนจะต้องถูกขังอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าพวกเราจะจัดการกับความฉิบหายที่แกก่อเอาไว้ได้ และพวกเราจะจัดการกับมันให้ได้ เชื่อฉันสิ”
นั่นไม่ใช่คำตอบที่ซันนี่อยากได้ยินเลยสักนิด แต่อย่างน้อยมันก็ให้ข้อมูลบางอย่างกับเขา
มอร์เดร็ตยังไม่ถูกควบคุมตัว… ตรงกันข้าม ดูเหมือนเขาและกองกำลังของตระกูลเวลอร์กำลังอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอยู่
ปรมาจารย์เวลท์ขบฟันแน่น จากนั้นก็เบือนหน้าหนี
ทว่าก่อนจะเดินจากไป เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด:
“ในตอนนี้ที่วิหารโดนปิดตายแล้ว ต่อให้ไม่มีเรื่องนั้น ก็ไม่มีใครนอกจากท่านลอร์ดคอร์แมคที่จะคลายตราผนึกมันได้อยู่ดี ในเมื่อเกตเวย์โดนทำลายไปแล้ว มันก็ไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้ว แกจะหนีไปไหนได้ล่ะ?”
พูดจบเธอก็กำหมัดแน่นและเดินออกจากห้องขังไป ผู้สาบสูญทั้งสี่คนเดินตามหลังเธอไปพร้อมกับปิดประตูตามหลังจนสนิท
ซันนี่จ้องมองประตูบานนั้นอยู่พักใหญ่ ใบหน้าของเขาดูหม่นหมองลงไปทันตา
‘ไม่มีใครนอกจากท่านลอร์ดคอร์แมคที่จะคลายตราผนึกมันได้…’
“โธ่เว้ย!”
ระดับนักบุญคนนั้นมีกำหนดการจะกลับมาก็ตั้งอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ไม่ใช่รึไง!
เขาเหลือบมองแคสซี จากนั้นก็มองไปที่กรงขังของพวกตน และสุดท้ายก็มองไปที่พวกอักขระที่กำลังส่องแสงเหล่านั้น
นี่มันจะต้องเป็นหนึ่งเดือนที่ยาวนานและน่าสยดสยองอย่างแน่นอน…