บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 568 ครบวงจร
เขาทรุดตัวลงนั่งตามเดิม รออยู่พักหนึ่ง แล้วจึงหันไปหาแคสซี:
“เธอได้ดูคุณลักษณะของยัยนั่นบ้างไหม?”
เธอนั่งลงเช่นกันพลางถอนหายใจ
“ค่ะ ทั้งเธอแล้วก็ผู้สาบสูญอีกสี่คนที่มาด้วย รวมถึงท่านเพียร์ซด้วย ฉันเห็นทั้งชื่อแล้วก็ระดับวิญญาณของแอสเปกต์พวกเขาเลย”
ซันนี่ขมวดคิ้ว
“อะไรนะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธออ่านเรื่องแอสเปกต์ได้ด้วย?”
เด็กสาวตาบอดไหวไหล่
“ตั้งแต่ตอนที่ฉันตื่นรู้ค่ะ”
เขาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
‘เป็นความสามารถที่มีประโยชน์ชะมัด…’
แต่ในข่าวร้ายที่แย่กว่านั้นคือ ถ้าก่อนหน้านี้เธอไม่เคยรู้ความลับบางอย่างของเขา ตอนนี้เธอคงจะรู้มันหมดแล้วแน่ๆ
‘…น่าโมโหชะมัด’
ซันนี่ทำหน้าบิดเบี้ยว นิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้น:
“ก็ดี มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะต้องใช้ข้อมูลพวกนั้นก่อนที่เรื่องทั้งหมดนี้จะจบลง”
เขาไม่ได้ซักไซ้เอาคำตอบจากเธอในตอนนี้ เพราะมันมีหลายเรื่องที่เขาต้องนำกลับไปคิด
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่โดยที่พวกเขาทั้งสองคนต่างนิ่งเงียบ หลังจากนั้นไม่นาน ประตูห้องขังก็เปิดออกอีกครั้ง และผู้สาบสูญสี่คนเดิมก็เดินเข้ามา คนที่มีผ้าพันแผลอยู่บนหัวกำลังถือถาดอาหารและถุงหนังใส่น้ำมาด้วย
เขาสำรวจพวกนั้นอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าอันหล่อเหลาฉายแววเย็นชา จากนั้นเขาก็โยนอาหารและถุงน้ำผ่านซี่กรงเหล็กเข้ามาโดยไม่ยอมเดินเข้ามาใกล้กรงขังเลยด้วยซ้ำ
ซันนี่สะกดกลั้นความโกรธเอาไว้พลางอ้าปากพูด โดยสวมบทบาทเป็นนักวิจัยผู้ขลาดกลัวทันที:
“เฮ้! คุณครับ… เอ่อ… ท่านผู้ตื่นรู้! พอจะบอกเราหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ได้โปรดเถอะ พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรผิดพลาดขึ้น!”
ผู้พิทักษ์คนนั้นตวัดสายตามองเขาอย่างมืดมนแล้วถ่มน้ำลายพูดด้วยน้ำเสียงสั่งการ:
“เงียบซะ!”
น้ำเสียงของเขาช่างแจ่มชัดและทรงพลัง เต็มไปด้วยความมั่นใจอันโอหัง… และความประสงค์ร้ายอย่างลึกซึ้งที่มีต่อพวกเขาทั้งสองคน
โดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก ผู้สาบสูญคนนั้นก็เดินจากไป และลงกลอนประตูตามหลังจนสนิทอีกครั้ง
ซันนี่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ลดสายตาลงมองอาหารที่กลิ้งลงมาตามส่วนโค้งของโดมมาหยุดอยู่ตรงแทบเท้าของเขา
ทว่าทันใดนั้น เขาก็ตวัดหัวไปข้างหลังแล้วหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“โอ้… โอ้ พระเจ้า! ไม่คิดเลยว่าฉันจะต้องกลับมากินไอ้ของพรรค์นี้อีกครั้ง…”
ตรงหน้าของเขา หลอดอาหารสังเคราะห์ไร้สีสองหลอดกำลังนอนนิ่งอยู่บนพื้น สะท้อนแสงสีฟ้าของอักขระ
เขารู้จักรูปร่างของมันดีเกินไปซะด้วยซ้ำ
พวกเขาทานอาหารค่ำมื้อดึก ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารเหลวสังเคราะห์ที่มีความข้นเหนียวราวกับโคลนและมีรสชาติไม่ต่างกันเลย ถึงกระนั้น สิ่งประดิษฐ์อันน่าสะอิดสะเอียนนี้ก็มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก และมันก็ถูกออกแบบมาให้มีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการเพื่อเอาชีวิตรอด — ไปวันๆ เท่านั้น
ซันนี่ไม่ได้คิดถึงไอ้อาหารเหลวเฮงซวยนี่เลยสักนิด
ในเขตแถบชานเมือง อาหารที่หาได้ง่ายที่สุดจะถูกเรียกว่า “เสบียงกรังสำเร็จรูป” สำหรับเขาแล้ว ซันนี่รู้สึกราวกับว่าชีวิตของเขาได้เวียนกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ช่างย้อนแย้งสิ้นดี…
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงเนื่องจากไม่มีแก่นวิญญาณคอยค้ำจุนร่างกาย พวกเขาจึงตัดสินใจนอนพักผ่อน
พื้นที่ราบเรียบตรงใจกลางกรงขังนั้นมีขนาดเล็กมากจนทำให้ซันนี่และแคสซีต้องยอมนั่งหันหลังชนกัน โดยมีเพียงเนื้อผ้าบางๆ สองชั้นกั้นระหว่างผิวหนัง ซันนี่สามารถสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นสะท้อนผ่านร่างกายอันผอมบางของเธอ
…กรงขังนี้ช่างหนาวเหน็บและเย็นเยือก แต่อย่างน้อยหลังของเขาก็ยังคงอบอุ่น
พวกเขานอนนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ พยายามที่จะข่มตาหลับ
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะหลับลง แคสซีก็พลันเอ่ยขึ้นมาเบาๆ:
“ซันนี่…”
น้ำเสียงของเธอช่างแผ่วเบาและลังเล
“เธอ… เธอเป็นยังไงบ้างคะ? นายพอจะรู้ไหม?”
เขายังคงหลับตาแน่นและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เป็นพิเศษ:
“เธอสบายดี ตอนนี้เธอเป็นมารไปแล้ว เลิกกวนใจฉันได้แล้วน่า”
แคสซีถอนหายใจ และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลย
…ในช่วงกลางดึก — ถ้าข้างนอกนั่นเป็นเวลากลางคืนน่ะนะ — เขาพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเนื่องจากสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจของเธออย่างกะทันหัน ผ่านเนื้อผ้าบางๆ ของเสื้อผ้า เขาสามารถรับรู้ได้ว่าร่างกายของเด็กสาวตาบอดกำลังเกร็งแน่น ลมหายใจของเธอดูกระชั้นชิดและติดขัด
ซันนี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกลับไปมองแคสซี
ภายใต้แสงสีฟ้าสลัวของอักขระ ใบหน้าอันบอบบางของเธอดูขาวซีดราวกับไร้สีเลือด มันบิดเบี้ยวเป็นผืนหน้าอันทุกข์ทรมาน โดยมีหยาดเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผาก นัยน์ตาของเธอขยับไหวไปมาอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท
เขานิ่งงันอยู่ตรงนั้น โดยไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงดี
มันเห็นได้ชัดว่าแคสซีกำลังเห็นภาพนิมิต และก็เหมือนกับภาพนิมิตส่วนใหญ่ของเธอ ภาพนี้มันช่างเจ็บปวดและน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน เขาควรจะปลุกเธอให้ตื่นดีไหมนะ? หรือการทำแบบนั้นมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีกันแน่?
ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจ ทันใดนั้นเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งตัวตรงพร้อมกับส่งเสียงร้องอุทานออกมาในลำคอ หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง และมีสีหน้าตื่นตระหนกปรากฏบนใบหน้า
เด็กสาวตาบอดฟาดมือไปมาพยายามจะสัมผัสสิ่งรอบตัว เห็นได้ชัดว่าเธอยังจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ซันนี่คว้ามือข้างหนึ่งของเธอเอาไว้ ทำให้แคสซีสะดุ้งโหยง และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมืดมน:
“ตั้งสติหน่อยสิ โธ่เว้ย เธออยู่ในกรงขังในวิหารราตรีนะ เลิกดิ้นพล่านได้แล้ว”
เธอชะงักนิ่งไป ยอมสยบต่อการเกาะกุมอันแข็งแกร่งของเขา หลังจากผ่านไปพักใหญ่ แคสซีก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง:
“…ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
ปล่อยมือจากเธอ เขาหยิบถุงน้ำที่เกือบจะว่างเปล่าขึ้นมาแล้ววางมันลงบนมือของเธอ
เด็กสาวตาบอดดื่มน้ำอึกสุดท้ายจนหมดสิ้นแล้วหลับตาลง ลมหายใจของเธอค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างเชื่องช้า
ซันนี่รออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง:
“เห็นนิมิตอีกแล้วเหรอ?”
เธอนิ่งเงียบพลางพยักหน้ารับ
รอยยิ้มมืดมนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“อะไรล่ะ? คราวนี้พวกเราตายกันอีกแล้วร้อย?”
แคสซีส่ายหัว จากนั้นก็ลืมตาขึ้นและขมวดคิ้ว
“ไม่ค่ะ… ไม่ คราวนี้ฉันเห็นคนอื่น”
เธอนำถุงน้ำวางลงบนพื้น กอดเข่าตัวเองเอาไว้ แล้วเอ่ยปากพูดอีกครั้ง น้ำเสียงของเธอยังคงตึงเครียด แต่ในตอนนี้มันดูสงบลงกว่าเดิมมาก:
“มันคือหนึ่งในผู้สาบสูญ — ชายที่มีดวงตาสีเทาคนที่คอยให้คำแนะนำกับท่านหญิงเวลท์น่ะค่ะ เขาอยู่ตรงหน้าเบ้าหลอมขนาดใหญ่ พลางโยนเศษกระจกที่แตกละเอียดเข้าไปในกองไฟ มันมีเศษกระจกนับพันชิ้น ซึ่งทั้งหมดต่างก็สะท้อนภาพของเขาออกมา เพียงแต่… ในจุดใดจุดหนึ่ง มันมีภาพสะท้อนชิ้นหนึ่งที่หยุดนิ่งไป”
เธอสะท้านเยือก
“ผู้สาบสูญคนนั้นหยุดชะงักไปด้วย และจ้องมองไปยังภาพสะท้อนที่นิ่งงันนั่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด มันราวกับว่าเขาโดนความกลัวสะกดจนเป็นอัมพาต เขาอ้าปากพยายามจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาเลย หลังจากนั้นเขาก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป… แต่ภาพสะท้อนนั่นกลับเริ่มขยับ มันเงยหัวขึ้นมา แล้วก็… แล้วก็ยิ้มค่ะ”
แคสซีนิ่งเงียบไป จากนั้นก็เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ:
“รอยยิ้มนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัวมากจนในหัวคิดถึงแต่เรื่องหนีไปให้พ้นๆ แต่ฉันทำไม่ได้ นั่นแหละค่ะ… นั่นคือตอนที่ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา”
ซันนี่จ้องมองเธออยู่พักใหญ่พลางใช้ความคิด ใบหน้าของเขาดูเย็นชาและเคร่งเครียด
มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำความเข้าใจว่าภาพนิมิตนั้นหมายถึงอะไร พลังวิญญาณของมอร์เดร็ตมีความเชื่อมโยงกับพวกกระจกเงาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว… แต่ทั้งหมดนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่? พลังของเขาคืออะไรกันแน่?
เขาถอนหายใจแล้วเบือนหน้าหนี
“ไม่เป็นไร หรอกเธอทำดีแล้ว กลับไปนอนซะเถอะ ถ้าเธอนอนหลับลงน่ะนะ”
เธอเชื่อฟังเขาและค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ทว่าซันนี่ก็บอกได้จากลมหายใจของเธอว่าเด็กสาวตาบอดกำลังตื่นเต็มตา
เขาก็นอนไม่หลับเช่นกัน
…ในตอนเช้า ประตูห้องขังของพวกเขาเปิดออก และผู้สาบสูญกลุ่มเดิมก็นำอาหารมาส่งให้พวกตนอีกครั้ง
เพียงแต่คราวนี้ กลับมีพวกเขามากันแค่สามคนเท่านั้น
ชายที่มีดวงตาสีเทาคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย