บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 572 บังคับเด็กดื้อ
หลิวเป่ยจวินอึ้งไป จัดการตามกฎ? กฎอะไร?
ไม่เพียงแค่หลิวเป่ยจวินที่งุนงง หมาป่าเดียวดาย กระรอก ลิง และเด็กแดงยังทำหน้างง วัดเอกดรรชนีมีกฎอะไรพวกมันยังไม่รู้ วัดเอกดรรชนีสบายๆ จะตาย…โดยเฉพาะการลงโทษหากทำผิดกฎ พวกมันก็ไม่รู้เหมือนกัน!
ฟางเจิ้งมองเจ้าพวกนี้ที่ทำหน้ามึนงงด้วยความจนปัญญา ตอนที่เดินผ่านหมาป่าเดียวดายได้กระซิบข้างหูไปประโยคหนึ่ง
พวกหมาป่าเดียวดาย ลิง เด็กแดง และกระรอกสี่ตัวได้ยินดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกายโดยพลัน เผยรอยยิ้มชั่วร้ายมาเสี้ยวหนึ่ง มองหลิวเป่ยจวินอย่างมีเลศนัย มองจนเขาขนลุก ทำไมรู้สึกว่าแววตานี้น่ากลัวมาก?
ทว่าหลิวเป่ยจวินไม่ได้คิดอะไร เห็นฟางเจิ้งไปหลังลานวัดแล้วก็ยิ้มเยาะ สัตว์พวกนี้กับเด็กน้อยคนหนึ่งคิดจะขวางเขา? ตลกแล้ว?
หลิวเป่ยจวินคิดถึงตรงนี้ก็หมุนตัวเดินไปข้างนอก หมาป่าเดียวดายเห็นแบบนั้นจึงยกเท้าพุ่งออกไปขวางหน้าหลิวเป่ยจวินไว้ แสยะปากแยกเขี้ยว กรงเล็บคมกริบตะกุยบนพื้นจนเกิดรอยเส้นลึกๆ
หลิวเป่ยจวินพลันตกใจจนไม่กล้าเดิน สัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากหมาป่าเดียวดาย รู้สึกว่าทั่วร่างอ่อนยวบ เกือบจะล้มลงนั่งกับพื้น ร้องขึ้นว่า “ท่าน…เจ้าอาวาสฟางเจิ้งๆ ดูแลหมาท่านหน่อย!”
ไม่ว่าหลิวเป่ยจวินจะซุกซนแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม คนธรรมดาเจอหมาตัวใหญ่หน่อยเห่าใส่ตนก็กลัวแล้ว หนำซ้ำหมาป่าเดียวดายตัวใหญ่ขนาดนี้ อีกทั้งจิตสังหารของมันยังเกิดจากการคร่าชีวิต ถ้ากระตุ้นหมาป่าขึ้นมาจริงๆ หลิวเป่ยจวินรับไม่ไหวแน่
“ประสกเชื่อฟัง มันจะไม่ทำร้ายประสก” เสียงฟางเจิ้งดังแว่วมาจากหลังลานวัด
“ถ้าไม่เชื่อฟังล่ะ?” หลิวเป่ยจวินตะโกน
ฟางเจิ้งตอบเรียบๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไร…ลืมบอกประสกไป นี่คือหมาป่า ฝ่ายภาครัฐเคยมาตรวจสอบนานแล้วว่าเป็นหมาป่าไม่มีเจ้าของ ไม่เกี่ยวอะไรกับอาตมา ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้น…”
ฟางเจิ้งยังพูดไม่จบก็ได้ยินเสียงกวาดพื้นดังมาจากนอกประตู ฟางเจิ้งยิ้มเล็กน้อย คิดในใจว่า ‘หลักแหลมมาก’
ฟางเจิ้งแย้มยิ้ม หลิวเป่ยจวินกลับร้องไห้ กวาดพื้นไปพลาง แอบชำเลืองตามองหมาป่าสีขาวตัวใหญ่ที่นั่งยองตรงปากประตูไปพลาง เจ้านี่ขวางปากประตูไว้ ใช้กรงเล็บขีดไปมาบนพื้นอย่างเอ้อระเหย แววตานั้นราวกับกำลังพูดว่า ‘แกะน้อยจ๋า รีบเข้ามาเร็ว เขี้ยวพี่หิวจนทนไม่ไหวแล้ว!’
หลิวเป่ยจวินพลันสำนึกเสียใจที่มาอยู่ที่นี่เล็กน้อย กลับบ้านยังมีโอกาสต่อต้าน อยู่ที่นี่แม้แต่ต่อต้านยังทำไม่ได้เลย
สิบนาทีต่อมา หลิวเป่ยจวินรู้สึกปวดเอวเล็กน้อย
ยี่สิบนาทีต่อมาเบื่อมาก ปวดขาอีก
สามสิบนาทีต่อมา ต้นไม้บ้านี่ทำไมมีใบไม้ร่วงตลอด? จะกวาดเสร็จไหม?
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ห่าเอ๊ย ฉันไม่กวาดแล้ว!
ในที่สุดหลิวเป่ยจวินก็ระเบิดลง วิ่งไปหาฟางเจิ้งที่หลังลานวัด เอ่ยด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างยิ่งว่า “ผมไม่กวาดแล้ว ต้นไม้บ้านั่นมีใบไม้ร่วงมาตลอด แบบนี้จะกวาดเสร็จได้ยังไง!”
ฟางเจิ้งที่กำลังถือลูกประคำพลางอ่านคัมภีร์ไม่มองเขาเลย แต่พูดเรียบๆ ว่า “กวาดไม่เสร็จก็ไม่มีข้าวกิน ประสกเลือกได้ว่าจะกวาดต่อหรือหิว”
“ท่าน…ฟางเจิ้ง ท่านทำแบบนี้กับผมไม่ได้! ผมไม่ใช่คนวัดท่าน ท่านมีสิทธิ์อะไรมาจำกัดอิสรภาพผม ท่านทำแบบนี้ผิดกฎหมาย!” หลิวเป่ยจวินตะคอกด้วยความโกรธ
ฟางเจิ้งฟังจบแล้วถึงวางคัมภีร์ลง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองหลิวเป่ยจวินพลางว่า “อาตมาจำกัดอิสรภาพประสกตั้งแต่เมื่อไร? ถ้าประสกอยากไปก็ไปได้ทุกเมื่อ อาตมาไม่ขวางเลย”
“จริงเหรอ?” หลิวเป่ยจวินได้ยินดังนั้นใจก็สั่นไหว ถามด้วยความตื่นเต้น เพราะเขากวาดจนพอแล้วจริงๆ!
ฟางเจิ้งพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ท่านเป็นคนดีจริงๆ ฮ่าๆ…” หลิวเป่ยจวินพูดจบก็วิ่งออกไปอย่างมีความสุข
ผลคือหลายวินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงร้องกรุ่นโกรธและไม่ยอมดังแว่วมาจากข้างนอก “ไอ้บ้าเหม็นเน่า หลวงพี่ฟางเจิ้งบอกแล้วว่าให้ฉันออกไป แกไม่ได้ยินเหรอ? หลีกทางให้ฉัน! หลบไป! ช่วยด้วย! เจ้าอาวาสฟางเจิ้งช่วยด้วย มันจะฆ่าคนแล้ว!”
ต่อมา หลิวเป่ยจวินวิ่งกลับมาราวกับสายลม ตามตัวมีรอยข่วนหลายจุด สีหน้าย่ำแย่และดูหวาดกลัว พอพบฟางเจิ้งแถมมั่นใจว่าหมาป่าเดียวดายไม่ตามมาแล้วถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก วิ่งมาตรงหน้าฟางเจิ้ง ชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วว่าด้วยความโมโห “ฟางเจิ้ง ท่านแกล้งผมใช่ไหม หมาป่านั่นไม่ให้ผมไป!”
ฟางเจิ้งเลิกหนังตาขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยความอบอุ่นว่า “อาตมาไม่ได้ขวางไม่ให้ประสกไป หมาป่าไม่ให้ประสกไปนั่นเป็นเรื่องของหมาป่า เกี่ยวอะไรกับอาตมา?”
หลิวเป่ยจวินพลันตะลึงค้าง ฟางเจิ้งเคยบอกว่าหมาป่าเป็นสัตว์ป่า ทั้งยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยมาตรวจสอบแล้ว แปดหมู่บ้านสิบลี้รู้เรื่องนี้กันหมด ดังนั้นฟางเจิ้งจึงพูดแบบนี้ได้…
แต่ว่า…
หลิวเป่ยจวินพูดด้วยความไม่ยอม “แต่หมาป่าอยู่วัดท่านมาตลอด ไปไหนมาไหนกับท่าน ฟังคำพูดท่าน แล้วจะเป็นสัตว์ป่าได้ยังไง?”
“ประสก ประสกก็อยู่ในวัดอาตมา หรือว่าประสกเองก็เป็นศิษย์อาตมา? วัดพุทธศาสนาเปิดประตูกว้าง ต้อนรับญาติโยมจากทุกสารทิศ คนคือญาติโยม หมาป่าก็เป็นญาติโยมเช่นกัน เขายินดีมา อาตมาขวางได้หรือ?” ฟางเจิ้งถามกลับ
หลิวเป่ยจวินเป็นใบ้อีกครั้ง…
ฟางเจิ้งโบกมือ “เอาละ ประสก ถ้าอยากไปก็รีบไปเถอะ อาตมาต้องอ่านคัมภีร์ ไม่มีเวลามาคุยกับประสกแล้ว”
หลิวเป่ยจวินได้ยินแล้วถึงกับตะโกนอย่างบ้าคลั่งในใจ ‘ไป? ไปกับเตี่ยแกสิ! หมาป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นนอนหมอบอยู่หน้าประตู ฉันจะไปยังไง? บินเหรอ เวรเอ๊ย ทำไมฉันโง่อย่างนี้!’
คิดถึงตรงนี้ หลิวเป่ยจวินไม่สนใจฟางเจิ้งแล้ว แต่วิ่งไปที่ประตูหลัง เป็นอย่างที่คิดไว้ ประตูหลังว่างเปล่า ไม่มีคน ไม่มีหมาป่า มีเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งโคลงศีรษะพลางเล่นมือถืออยู่
‘เด็กตัวเล็กน่าจะไม่เป็นไร’ หลิวเป่ยจวินนึกถึงตรงนี้ พลันปรี่เข้าไป ลืมตำนานที่พวกชาวบ้านเล่าลือถึงเด็กพลังมหาศาลบนเขาเอกดรรชนีไปเลย
ทันใดนั้นเอง เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นยิ้มยิงฟันให้เขา ดูน่ารักอย่างมาก ก่อนจะส่ายศีรษะ “ทางเส้นนี้ข้าเปิด ประตูบานนี้ข้า…”
ยังพูดไม่จบ เด็กแดงมองฟางเจิ้งแวบหนึ่ง รีบแก้คำเป็น “ประตูบานนี้อาจารย์ข้าเปิด คิดจะผ่านจากตรงนี้ หึๆ เอ่อ…”
เด็กแดงมองเงินห้าหยวนตรงหน้าด้วยความมึนงงเล็กน้อย เด็กนี่ใช้ได้จริงๆ! เขาเองก็ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายลำบากใจเหมือนกัน
ทันใดนั้นได้ยินเสียงกระแอมดังมาจากฟางเจิ้ง เด็กแดงพลันเชิดหน้าขึ้นพูดด้วยความไม่ย่อท้อที่จะยืนหยัดต่อความถูกต้อง “ห้าหยวนไม่พอ!”
“สิบหยวน นี่เป็นเศษเงินทั้งหมดที่ฉันมี” หลิวเป่ยจวินกัดฟันควักเงินห้าหยวนสุดท้ายออกมา
เด็กแดงเกาหัว มองไปทางฟางเจิ้ง ยากจนจนชินชาแล้ว สิบหยวนก็ไม่น้อย จึงสนใจนิดๆ
ผลคือฟางเจิ้งยังคงใจจดจ่ออ่านคัมภีร์ ไม่มีท่าทีสนใจเลย
เด็กแดงสูดลมหายใจเข้าลึก ส่ายหน้าบอก “ไม่พอ!”
“ไอ้ผีละโมบ ให้เงินแกก็ดีแล้ว ยังหมิ่นเงินน้อยอีก? หลบไป!” หลิวเป่ยจวินยกมือจะลากเด็กแดงออกไป ปรากฏว่าเมื่อมือสัมผัสตัวเด็กแดงกลับมีความรู้สึกเหมือนลากหินยักษ์ ลากไม่ไป!
หลิวเป่ยจวินถึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าบนเขาเหมือนจะมีเด็กน้อยพลังมหาศาลอยู่คนหนึ่ง!
……………………………………..…………