บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 573 สู้ตัวต่อตัว
น่าเสียดาย ยังไม่ทันที่หลิวเป่ยจวินจะรู้ตัว เด็กแดงก็ลงมือแล้ว คว้ามือหลิวเป่ยจวินแล้วยกขึ้น!
หลิวเป่ยจวินรู้สึกแค่ว่าฟ้าหมุน จากนั้นนอนกับพื้นดังโครม เจ็บจนแยกเขี้ยวแสยะปาก จากนั้นเงยหน้ามองสหายตัวน้อยที่เล่นมือถือตรงปากประตูหลังวัดต่อไปด้วยสีหน้าโมโห!
ขณะนี้เอง เด็กแดงมองฟางเจิ้ง หลิวเป่ยจวินพลันก้มหน้าลง ในเมื่อหสู้ไม่ได้ ล่วงเกินไม่ได้ ก็ต้องยอมแพ้!
ประตูหน้าไม่ได้ ประตูหลังไม่ได้ อย่างนั้นปีนกำแพงล่ะ?
หลิวเป่ยจวินกลับไปหน้าวัดอีกครั้งด้วยความไม่ยอม ข้างหลังมีฟางเจิ้งนั่งอยู่ ลงมือยาก ข้างหน้ามีหมาป่าสีขาวตัวใหญ่นั่นนอนหมอบอยู่ พอเห็นเขาก็พลันมีสีหน้าตื่นเต้น ราวกับกำลังพูดว่า ‘ลูกรักรีบมาเล่นเร็ว! ขอแค่เงินหยวนเดียวเอง!’
หลิวเป่ยจวินหมุนตัวกลับ ปีนกำแพงอย่างแน่วแน่
กำแพงวัดเอกดรรชนีไม่ถือว่าสูง ทว่าก็ไม่เตี้ย คนปกติจะปีนขึ้นไปต้องใช้แรงเล็กน้อย แม้หลิวเป่ยจวินจะยังเป็นเด็กหนุ่มตัวใหญ่ ทว่าร่างกายยังใช้ได้ อาศัยแรงวิ่งกระโจนตัว เท้าถีบกำแพงลอยขึ้นไป! และยื่นสองมือคว้าสันกำแพงไว้อย่างมั่นคง
“สำเร็จแล้ว!” หลิวเป่ยจวินพลันดีใจใหญ่ เขารู้อยู่แล้วว่าวัดเล็กแบบนี้ไม่มีทางขังเขาได้แน่ ฮ่าๆ…
วินาทีที่หลิวเป่ยจวินจะออกแรงปีนสันกำแพงนั้น พลันมีเงามืดร่างหนึ่งโผล่มา เมื่อเงยหน้ามองไปก็เห็นลิงสวมจีวร มือหิ้วไม้กวาดใหญ่ยืนอยู่บนสันกำแพง พอเห็นหลิวเป่ยจวินเงยหน้ามอง ลิงจึงแสยะปากยิ้มให้เขา…
หลิวเป่ยจวินเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างหนึ่ง
ทว่ายังไม่ทันที่หลิวเป่ยจวินจะพูดอะไร ก็เห็นว่าลิงยกไม้กวาดตีเขา!
หลิวเป่ยจวินปล่อยมือหลบตามจิตใต้สำนึก ไม้กวาดไม่โดนเขา ทว่าพอปล่อยมือจึงล้มลงไปนั่งทันที ก้นกระแทกพื้นดังตุบ เจ็บจนกุมก้นร้องเสียงดัง กระโดดไปมาอยู่กับที่
“ฟางเจิ้ง ท่านจะทำอะไรกันแน่?” หลิวเป่ยจวินเข้าใจแล้ว หน้าประตูมีหมาป่าขาวตัวใหญ่ หลังประตูมีเด็กน้อยป่าเถื่อน บนกำแพงมีลิงตัวใหญ่ถือไม้กวาดนั่งยองอยู่ ถ้าเขาอยากออกไปมีแต่ต้องเป็นนกแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีหวัง!
อีกทั้งยังสื่อสารกับเจ้าพวกนี้ไม่ได้ คิดไปคิดมาก็ต้องไปโต้เถียงกับฟางเจิ้ง
หลิวเป่ยจวินไม่รู้ว่าทันทีที่เขาไปฟ้องฟางเจิ้ง หมาป่าเดียวดาย ลิง และเด็กแดงแอบยิ้มมีความสุข หมาป่าเดียวดายยังกลิ้งไปมาบนพื้นด้วย
มาวัดเอกดรรชนีนานขนาดนี้ ไม่ได้หลอกคนมานานมาก วันๆ กินอื่มก็นอน นอนอิ่มก็กิน น่าเบื่อเกินไปแล้ว จู่ๆ ก็มีเจ้านี่มาให้พวกมันทรมาน ความรู้สึกนี้ช่าง…ขณะเดียวกัน ในที่สุดพวกมันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมฟางเจิ้งถึงชอบทำให้พวกมันอับอายขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าพวกมันทำตัวไม่ดีพอ แต่เจ้านี่ว่างมากเท่านั้นเอง!
ฟางเจิ้งวางพุทธคัมภีร์ลง ยิ้มบางๆ มองหลิวเป่ยจวิน “ประสก เป็นอะไรอีก? จะไปก็รีบไป อาตมาไม่รั้งไว้แล้ว”
“ฟางเจิ้ง เราพูดกันตรงๆ ดีกว่า! ท่านไม่ขวางผม แต่ท่านให้ตัวประหลาดพวกนั้นขวาง นี่ต่างอะไรกับที่ท่านขวาง?” หลิวเป่ยจวินตะคอก
ฟางเจิ้งไม่โกรธ แต่วางพุทธคัมภีร์ลง เอ่ยอย่างอบอุ่นว่า “อ้อ ไม่ต่างอะไร แล้วยังไงต่อ?”
“ยังไงต่อ? ยังมียังไงต่ออีก?! ผมขอท้าสู้กับท่านตัวๆ! ถ้าผมชนะ ท่านปล่อยผมออกไป! ถ้าผมแพ้ ผมจะกวาดลานที่นี่ตลอดวันตลอดคืน กวาดจนสะอาดถึงจะหยุด!” หลิวเป่ยจวินรูดแขนเสื้อขึ้น ดวงตากลมโต วางมาดจะสู้สุดชีวิต ที่โรงเรียนถ้าเขาทำท่าทางแบบนี้ ปกติคู่ต่อสู้ก็จะกลัวแล้ว
แม้ตอนเด็กฟางเจิ้งจะมีคำว่า ‘เด็กดื้อ’ ตามหลังชื่อเหมือนกัน ทว่าเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน นั่นเป็นเรื่องในอดีต ตอนนั้นเขายังเล็ก ตอนนี้เขาโตแล้ว คิดว่าตนมีศักยภาพพอจะท้าสู้กับฟางเจิ้ง
มิหนำซ้ำเขายังคิดคำนวณแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็สู้คนอื่นๆ ไม่ได้ ได้แต่ท้าสู้กับหลวงจีนผิวขาวนวล อีกอย่างเขาไม่เคยได้ยินว่าหลวงจีนบนเขาเอกดรรชนีมีวิทยายุทธ์ ดังนั้นจึงมีความกล้ามากพอ ไม่ขอฆ่าฟางเจิ้งในพริบตา แต่ขอแค่ต่อยสักสองหมัดระบายความกลุ้มในใจก็พอ! (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ฟางเจิ้งได้ยินว่าเจ้านี่ท้าสู้กับเขาก็ยิ้มดีใจทันที เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “อย่างนั้นเองเหรอ ถ้าอย่างนั้นประสกอยากสู้มือเปล่าหรือใช้อาวุธอะไรไหม”
“อาวุธ? ใช้อาวุธได้?” เวลาหลิวเป่ยจวินชกต่อยที่โรงเรียนจะใช้มือเปล่า อย่างมากก็ไม้กวาด ไม้ถูพื้น อิฐ แต่ไม่มีเรื่องอาวุธ ตอนนี้ด้วยความโกรธประกอบกับเขาไม่มีทางเอาชนะด้วยมือเปล่าจริงๆ การใช้อาวุธน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่า
ดังนั้นหลิวเป่ยจวินจึงไม่พูดมาก ตอบไปทันทีว่า “ใช้อาวุธ!”
ฟางเจิ้งบอก “ตกลง ประสกเลือกเอาในวัดเลย คิดว่าอันไหนเหมาะมือ ก็หยิบอันนั้นมาใช้ได้เลย”
“ท่านพูดเองนะ ถึงตอนนั้นอย่าเสียใจทีหลังล่ะ!” หลิวเป่ยจวินตาเปล่งประกาย ในใจมีแผนแล้ว
พอเห็นฟางเจิ้งพยักหน้า หลิวเป่ยจวินพลันพุ่งไปที่ครัว แวบแรกก็จ้องไปที่มีดหั่นผัก มีดหั่นผักเล่มเดียวสงสัยจะไม่พอ จึงถือมาข้างละเล่ม ความมั่นใจเต็มสิบโดยพลัน ยิ้มเยาะในใจว่า ‘หึๆ ฟางเจิ้ง ครั้งนี้จะให้นายได้รู้ถึงความเก่งกาจของฉัน! กล้าขังฉัน? แม่ง ผู้อำนวยการยังไม่กล้าเลย!’
เอ่ยจบ หลิวเป่ยจวินพุ่งออกไปด้วยความองอาจห้าวหาญพร้อมกับตะโกนเสียงดัง “ฟางเจิ้ง มาเถอะ! สู้กัน!”
ฟางเจิ้งยิ้มเอ่ย “ประสกมั่นใจนะว่าจะใช้พวกมัน?”
‘แก๊งๆ’ หลิวเป่ยจวินเสริมความน่าเกรงขามของตนโดยการฟันมีดหั่นผักสองเล่มใส่กันสองครั้ง เกิดเป็นเสียงดังแก๊งๆ
ฟางเจิ้งพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ดี พวกศิษย์ เอามีดถางป่ายาวเมตรกว่าของอาจารย์มา!”
หลิวเป่ยจวินได้ยินดังนั้นถึงกับตาค้าง ยาวเมตรกว่า? จริงหรือ?
ต่อมาก็เห็นเด็กแดงลากมีดถางป่ายาวเมตรกว่าเดินออกมา นี่เป็นมีดถางป่าจริงๆ ไม่ใช่เล่มที่ฟางเจิ้งใช้แกะสลักตอนแรก มีดเล่มนั้นกลายเป็นมีดแกะสลักของฟางเจิ้งแล้ว ขัดเงาใหม่ ส่วนเล่มนี้ฟางเจิ้งเอามาจากถานจวี่กั๋วเสมียนหมู่บ้านตรงตีนเขา นี่เป็นมรดกจากบิดาของถานจวี่กั๋ว ตอนนั้นเป็นมีดสับกระดูกที่พวกนายพรานใช้ เล่าลือว่าก่อนหน้านั้นไปอีกเป็นดาบฟาดฟันที่ปรมาจารย์ในยุทธจักรใช้กัน ต่อมาตกถึงมือนายพราน ไม่ได้ใช้ฟันคน แต่ใช้ฟันต้นไม้เวลาออกไปข้างนอก ใช้เปิดทางได้ ฟันสัตว์ป่าได้ อยู่บ้านยังสามารถใช้สับกระดูกอะไรพวกนี้ ถือว่าละทิ้งความชั่วไปสู่ความดี
ตอนนี้ถานจวี่กั๋วไม่ใช้แล้ว ฟางเจิ้งเลยขอมา ปกติจะให้พวกเด็กแดงใช้สับไผ่หนาวหรือไม่ก็วางไว้ข้างๆ ยามฉุกเฉิน
ไม่นึกเลยว่าวันนี้เขาใช้งานครั้งแรกจะใช้รังแกคน ฟางเจิ้งเกิดความกระดากอายเล็กน้อย
ฟางเจิ้งดีดมีดเล่มใหญ่ในมือเบาๆ เสียงมีดดังขึ้นมา เสียงหนักแน่นสะเทือนจิตใจคน หลิวเป่ยจวินที่ได้ยินอยากร้องไห้ นี่จะต่างกันเกินไปแล้ว!
ฟางเจิ้งยิ้มบอก “ประสก ขอถามอีกครั้ง มั่นใจว่าจะใช้อาวุธไหม?”
หลิวเป่ยจวินกลืนน้ำลายลงคอ เอ่ยอย่างยากลำบากว่า “ผมว่า ฟางเจิ้ง อืม…ท่านเป็นนักบวช ไม่เหมาะจะใช้อาวุธฆ่าคนแบบนี้ พวกเราเป็นปัญญาชน อย่าใช้อาวุธดีกันกว่า”
พูดจบ หลิวเป่ยจวินพลันรู้สึกถึงสายตามองค้อนหลายคู่ที่มองเข้ามา ใบหน้าเขาแดงก่ำในฉับพลัน
ฟางเจิ้งโยนมีดเล่มใหญ่ลงพื้นแบบสบายๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ได้”
หลิวเป่ยจวินพลันถอนหายใจโล่งอก รีบนำมีดหั่นผักกลับไปคืนครัว จากนั้นสะบัดแขน ข้อมือ สะบัดขา…
…………………………………..