บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 574 กฎ
เด็กแดงถามด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าทำอะไร ไม่ทันสู้ก็ตัวสั่นแล้ว?”
“นายจะเข้าใจอะไร? นี่เขาเรียกว่าทำให้ร่างกายผ่อนคลาย! ต้องควบคุมกำลังไว้ จะได้ไม่คุมแรงไว้ไม่อยู่แล้วต่อยอาจารย์นายหมัดเดียวตาย” หลิวเป่ยจวินคุยโม้ไปเรื่อย การคุยโม้ข่มขู่อีกฝ่ายได้ ทั้งยังสะกดจิตปลุกใจตนเอง นี่คือกลยุทธ์ที่หนึ่งก่อนต่อสู้
ฟางเจิ้งได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยว่า “ที่แท้ก็แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นอาตมาผ่อนคลายบ้าง”
ฟางเจิ้งเลยกระทืบเท้า
ตึงๆๆ!
แผ่นดินสั่นสะเทือนตามการกระทืบเท้าของเขา แม้จะไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่หลิวเป่ยจวินรู้สึกถึงแรงสะเทือนนั้นอย่างชัดเจนมาก โดยเฉพาะพื้นผิวดิน กระทืบไปทีจะเกิดรอยเท้าขนาดใหญ่ เห็นลวดลายใต้รองเท้าอย่างชัดเจน!
หลิวเป่ยจวินหยั่งเชิงลองกระทืบพื้นตามบ้าง แต่เหยียบไปไม่เป็นอะไรเลย!
ตอนนี้เอง ฟางเจิ้งชกใส่อากาศสองหมัด เกิดเสียงมวลอากาศระเบิดดังปุงปังปังราวกับในภาพยนตร์กำลังภายใน!
ฟางเจิ้งไม่ได้คิดมากขนาดนั้น คิดง่ายๆ แค่ผ่อนคลายร่างกาย ไม่ได้ใช้แรงทั้งหมด ต่อยไปสองทีแล้วก็รู้สึกว่าไม่เห็นเป็นอย่างที่ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย จึงบอกว่า “ประสก เราเริ่มกันได้รึยัง?”
ผลคือฟางเจิ้งเงยหน้าขึ้น ข้างหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย!
“ไปไหนแล้วล่ะ?” ฟางเจิ้งงุนงง มองเด็กแดงด้วยสายตาซักถาม
เด็กแดงชี้ไปทางประตูใหญ่ มีเสียงกวาดพื้นดังมาจากข้างนอกในตอนนี้เอง…
ฟางเจิ้งหมดคำจะพูดอย่างยิ่ง ไหนว่าลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวพยัคฆ์? เป็นเรื่องหลอกลวงในนิทานจริงๆ เฮ้อ…
ใกล้จะถึงเที่ยงวัน เจ้าลิงทำอาหารเสร็จแล้ว ฟางเจิ้งพาเหล่าศิษย์นั่งลงทานอาหาร หลิวเป่ยจวินได้กลิ่นหอมข้าวผลึกจึงเขยิบเข้ามาใกล้ ก่อนหน้านี้เขาคิดหนีตลอด ไม่ได้สังเกตวัดนี้อย่างถี่ถ้วนเลย ในที่สุดตอนนี้ก็ว่าง่าย ในที่สุดก็เริ่มสำรวจวัดนี้อย่างละเอียด และสิ่งแรกที่เขาสังเกตเห็นคือโต๊ะเก้าอี้ของที่นี่ ทั้งหมดทำจากไผ่หนาวมรกต ฝีมือประณีต ทุกตัวสวยอย่างยิ่ง ภายใต้แสงตะวันสาดส่อง มันเปล่งเป็นสีเขียวลึกลับ สวยงามมาก!
แม้หลิวเป่ยจวินจะเป็นเพียงเด็ก แต่เขาไม่ใช่คนเขลา มองปราดเดียวก็รู้ว่าโต๊ะเก้าอี้นี่มีค่ามาก โดยเฉพาะตอนนี้วัดเอกดรรชนีมีชื่อเสียงเรื่องผลงานแกะสลักไผ่หนาวที่สุด ทว่าเทียบกับผลงานแกะสลักตรงตีนเขาแล้ว สิ่งนี้สวยมากจริงๆ! เขาไม่รู้ว่าจะใช้คำใดมาบรรยาย พอนึกถึงมูลค่าผลงานแกะสลักเหล่านั้นแล้วมองที่นี่อีกที เขารู้ว่าราคาโต๊ะเก้าอี้ตัวหนึ่งที่นี่ล้ำค่ามาก
เขาก้มหน้ามองไม้กวาดในมือ เหมือนว่าจะทำจากไผ่หนาวเช่นกัน ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าตนเหมือนจะตกเข้ามาในรังเศรษฐีซะแล้ว…
แต่สิ่งที่ทำให้หลิวเป่ยจวินตกใจกว่านั้นคือ สัตว์ในวัดนี้ฉลาดราวกับปีศาจ! ลิงนั่งกินอาหารบนโต๊ะด้วยท่าทางเหมือนคน แม้แต่กระรอกตัวนั้นยังนั่งเรียบร้อย ใช้ชามที่ทำจากไผ่ในการกิน…
ไม่ต้องพูดถึงเด็กแดง คนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจเล็กน้อยคือหมาป่าสีขาวตัวใหญ่นั่น เจ้านี่ไม่ได้ขึ้นโต๊ะมากิน แต่กระดกก้นกินบนพื้น ทว่าอ่างข้าวนั่น นั่นคืออ่างจริงๆ ใหญ่เกินไปแล้ว!
แต่หลังจากตกใจก็ตามด้วยท้องร้องจ๊อกๆ ตอนเช้าทะเลาะกับหลิวหงอวิ๋นบิดาตน ยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลย จนกวาดใบไม้ตลอดช่วงเช้า ตอนนี้เขาหิวจริงๆ อีกทั้งยังพบว่าข้าวบนเขาต่างจากที่เขากินในเวลาปกติ ข้าวทุกเม็ดอิ่มเอิบกว่า ใหญ่กว่า แวววาวราวกับหุ้มด้วยเหล้าดี รสชาตินั้นหอมแต่ไม่เลี่ยน ยิ่งดมยิ่งน่ากิน อยากกินมาก…
ตอนนี้เองฟางเจิ้งเงยหน้าขึ้น “กวาดลานสะอาดแล้วหรือ?” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลิวเป่ยจวินตอบทันที “อีกนิดเดียว! กวาดเสร็จแล้วก็ได้กินใช่ไหม?”
ฟางเจิ้งพยักหน้า “แน่นอน แต่ว่าประสกต้องรีบหน่อย ถ้าช้าจะไม่เหลือข้าว” แม้ฟางเจิ้งจะให้ลิงหุงมากกว่าเดิมชุดหนึ่ง แต่บนเขามีแต่ราชากระเพาะอาหารประหนึ่งถ้ำไร้ก้น ถ้าเจ้าบ้าพวกนี้ตั้งใจกินจริงๆ การกินส่วนของหลิวเป่ยจวินหมดเป็นเพียงเรื่องน้ำสุราเท่านั้น
หลิวเป่ยจวินได้ฟังดังนั้นพลันร้อนใจ รีบวิ่งกลับไปที่หน้าลานวัดกวาดใบไม้หลายใบที่เพิ่งตกจนสะอาดอย่างเร็วไว แต่ไม่เห็นเลยว่าวินาทีที่เขาวิ่งไป หมาป่าเดียวดายบนพื้น เด็กแดงบนโต๊ะและลิงเร่งความเร็วในการกินอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่กระรอกยังยัดข้าวปั้นสองก้อนเข้าปาก ยังไม่ทันกลืนก็กอดชามของมันพุ่งไปตักข้าว…
หลิวเป่ยจวินเร็วมาก กวาดสะอาดจนมั่นใจว่าไม่มีใบไม้ร่วงลงมาแล้วถึงรีบกลับไปหลังลานวัด ยังไม่ทันเปิดประตูก็เห็นหมาป่าสีขาวตัวใหญ่นอนแผ่บนพื้น ท้องกลมโต ลิ้นห้อยมานอกปาก สี่ขาชี้ฟ้า ทำหน้าท่าทางอิ่มมาก
กระรอกเหมือนบอลหลังตัวหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะ
ข้างๆ โต๊ะ เด็กแดงพิงเก้าอี้ คลึงหนังท้อง
มีคนเดียวที่ดูปกติคือลิงตัวนั้น นั่งราวกับระฆัง ใบหน้าสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำเก่าไร้ระลอกคลื่น คล้ายๆ กับพระอาจารย์
เห็นดังนั้นหลิวเป่ยจวินเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง รีบพุ่งไปในครัว กลับไม่เห็นเลยว่าหลวงจีนรูปหนึ่งข้างหลังกินข้าวคำสุดท้ายไปแล้ว…
“ข้าวล่ะ? ข้าวล่ะ? ข้าวล่ะ?!” เสียงตะโกนด้วยความโกรธจากหลิวเป่ยจวินดังมาจากในครัว ขณะเดียวกันยังตามมาด้วยเสียงช้อนขูดหม้อ…
ลิงได้ยินดังนั้นก็รีบหายวับไป พอยืนขึ้นถึงรู้ว่าเจ้านี่ถือก้อนข้าวไว้ในมือสองก้อน ซ่อนไว้ใต้จีวร น่าเสียดายหลิวเป่ยจวินไม่เห็น…
ส่วนหมาป่าเดียวดาย กระรอกและเด็กแดงเมื่อครู่ยังเหมือนกับสุนัขตาย พอได้ยินเสียงสถานการณ์ไม่ปกติต่างรีบกลับบ้านตน ราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไร
ตอนนี้เองหลิวเป่ยจวินพุ่งออกมา จะตะโกนเสียงดังถามด้วยความโกรธ
สรุปฟางเจิ้งยืนขึ้น ยิ้มให้เขาเล็กน้อย “กฎของวัดนี้ คนที่กินเสร็จคนสุดท้ายล้างชาม ประสกเป็นคนสุดท้าย กินเสร็จแล้วล้างชามด้วย”
พูดจบฟางเจิ้งก็ไป
หลิวเป่ยจวินยืนอยู่ที่เดิม มองชามว่างเปล่าที่สะอาดจนเหมือนกับสุนัขเลีย สายลมพัดผ่านมา ความคับอกคับใจและอ้างว้างลอยขึ้นสูง ก่อนร้องไห้เสียงดัง
ฟางเจิ้งนั่งอยู่ในกุฏิ พอได้ยินเสียงร้องไห้ของหลิวเป่ยจวินก็ใจอ่อนเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ฝืนทนไว้ เขารู้ดีว่าหลิวเป่ยจวินทำตัวตามใจแบบนี้เป็นเพราะครอบครัวเขาตามใจมากเกินไป คิดจริงๆ ว่าคนทั้งโลกต้องตามใจเขา ไปไหนทำอะไรตามใจตนเอง คนอื่นจะดีกับตนโดยไม่ต้องทำอะไร ฟางเจิ้งจะให้เขาเข้าใจว่าโลกนี้ไม่มีใครดีกับเราโดยไม่มีเหตุผล ต่อให้เป็นนักบวชที่ดีกับคนก็ไม่ใช่คนดีแท้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ช่วยคนยามทุกข์เขาจะซาบซึ้งใจคุณ แต่ถ้าช่วยมากไปก็จะกลายเป็นขาดไม่ได้ พอไม่ช่วยเขาก็จะแค้นคุณ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก คนดีไม่ได้เป็นกันง่ายขนาดนั้น
ไม่ว่าหลิวเป่ยจวินจะร้องไห้เสียใจแค่ไหน สุดท้ายก็ยังถูกไล่ให้ไปล้างชาม ตอนบ่ายต้องกวาดลานวัดต่อทั้งๆ หิวโหย ได้สัมผัสถึงความใจหินของพวกสารเลวในวัดนี้แล้ว หลิวเป่ยจวินไม่กล้าท้าทายกับกฎวัดอีก ตอนนี้เขามีเพียงความคิดเดียวคือจะต้องกวาดลานวัดให้สะอาดก่อนเริ่มทานข้าว ไม่ให้มีใบไม้ร่วงสักใบ กินข้าวคนแรก! ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ให้ไอ้สารเลวพวกนี้แย่งข้าวเขาอีก!
……………………