บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 575 วัดไม่รับคน
ฟางเจิ้งมองหลิวเป่ยจวินที่สงบลงแล้วพลางพยักหน้าเบาๆ ยามมื้อเย็น ในที่สุดหลิวเป่ยจวินก็ใช้ความพยายามของตนจนได้นั่งข้างโต๊ะอย่างใจหวัง และกินอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยงราวกับลมใบไม้ร่วงพัดใบไม้หายไปทั้งหมด! ทานเสร็จแล้วยังไม่ลืมลูบหนังท้อง เรอทีหนึ่ง “ผมไม่ได้กินเก่งหรอกนะ เอิ้ก…ผม…เอิ้ก…ผมอยากบอกพวกนายว่า เอิ้ก…ผมจะกินข้าวส่วนของผมอีก เอิ้ก…”
ตอนนี้เอง กระรอกยกก้อนข้าวก้อนเล็กเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบ้องแบ๊ว ดวงตาโตขยับประกายไปมา เหมือนกำลังพูดว่า ‘ยังจะกินอีก?’
หลิวเป่ยจวินนึกถึงว่าช่วงบ่ายที่เขาหิวเป็นเพราะผีตะกละพวกนี้ ก็เกิดความโมโห ยิ้มเยาะเอ่ยในใจว่า ‘คิดเหรอว่าความโกรธของฉันจะลบล้างได้ด้วยข้าวปั้นก้อนเล็ก?’ ดังนั้นจึงรับข้าวปั้นมาอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ขณะจะพูดบางอย่างก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ดัง จากนั้นลิง กระรอก เด็กแดง ไปจนกระทั่งฟางเจิ้งที่เดิมทีนั่งอยู่บนเก้าอี้พลันออกห่างจากโต๊ะ!
หลิวเป่ยจวินมึนงงเล็กน้อย นี่หมายความว่าอย่างไร
น่าเสียดายที่ไม่มีใครบอก กระรอกไปปีนต้นไม้ ลิงไปสวดมนต์ หมาป่าเดียวดายกลับรังหมาป่าไปแสร้งตาย ฟางเจิ้งเอามือไพล่หลังออกไปเดินเล่น เด็กแดงคนสุดท้ายมองหลิวเป่ยจวินที่ยังมึนงงพลางเอ่ยเรียบๆ ว่า “จำไว้ คนที่กินเสร็จคนสุดท้ายล้างชาม พวกเรากินเสร็จแล้ว ไปล้างชามด้วย”
“เอิ้ก…เชี่ย! เอิ้ก…” หลิวเป่ยจวินถึงค่อยรู้ว่าโดนกระรอกหลอกแล้ว!
เสียดายที่พูดไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร พละกำลังไม่มากพอ ทั้งยังตกลงไปในหลุมพรางของกฎ เขาเลยได้แต่กินข้าวก้อนเท่านิ้วโป้งไปด้วยความขมขื่น จากนั้นยืดท้องไปล้างชามด้วยความทุกข์อย่างยิ่ง เวลานี้หลิวเป่ยจวินถึงค่อยสำนึกเสียใจที่ทานข้าวเย็นเยอะ ใครกินจุกคนนั้นก็เป็นทุกข์ มีแค่ตนเท่านั้นที่รู้ถึงความทุกข์…
ทว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด เพราะว่าตอนเย็น เขาต้องนอนเบียดกับลิงอีก!
“ฟางเจิ้ง ผมไม่เอา!” หลิวเป่ยจวินมองเตียงตรงหน้าด้วยความคับอกคับใจ เตียงเป็นเตียงดี แต่ว่าลิงมีขนทั้งตัวแถมเกาก้นตลอดเวลานี่หมายความว่าอย่างไร? เคยได้ยินแต่นอนกับน้องสาว นอนกับผู้ชาย ใครเคยนอนกอดลิงบ้าง? มันมีแต่ขน แค่คิดก็คันไปทั้งตัวแล้ว
ฟางเจิ้งไม่โกรธ เขามองเปลใหญ่ที่แขวนบนคานเงียบๆ
“อาจารย์ รังของศิษย์พี่ใหญ่ตั้งกว้างใหญ่ น่าจะเบียดได้อีกคน” เด็กแดงพลันโผล่หัวมาจากในเปลเด็ก
เจ้าลิงได้ยินดังนั้นพลันแอบยกนิ้วโป้งให้เด็กแดง น่าตลก หลิวเป่ยจวินรังเกียจมัน? มันก็รังเกียจหลิวเป่ยจวินเหมือนกัน สัตว์ในวัดเอกดรรชนีอาบน้ำด้วยน้ำบริสุทธิ์ทุกวัน น้ำบริสุทธิ์ไร้สิ่งปนเปื้อน ชะล้างสิ่งสกปรกได้ทุกอย่าง พูดได้เลยว่าบนโลกนี้ไม่มีสัตว์ใดสะอาดกว่าพวกมันแล้ว หากเทียบกับคน หลิวเป่ยจวินสะอาดสู้พวกมันไม่ได้เลย
หลิวเป่ยจวินมาอยู่นานขนาดนี้ ศิษย์พี่ที่เด็กแดงว่าหมายถึงใครเขาย่อมรู้อยู่แล้ว รัง? นั่นไม่ใช่รังหมาเหรอ ให้เขานอนรังหมา?
หลิวเป่ยจวินมองฟางเจิ้งด้วยความโมโห “ตีให้ตายก็ไม่ไป!”
ฟางเจิ้งตบๆ บ่าเขา “วางใจได้ อาตมาไม่เคยคิดจะให้ประสกอยู่ในวัดอยู่แล้ว ตามกฎ วัดนี้ไม่ต้อนรับคนนอก วันนี้ให้อาหารประสกกินก็เพราะเห็นแก่ที่ประสกทำงานในวัด ปัดกวาดลานวัด แต่ค้างคืนที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด”
“เอ่อ…ท่านจะให้ผมลงเขา?” หลิวเป่ยจวินใจสั่นไหว หรือว่าเขาออกไปได้? เขาสาบานเลยว่าขอแค่ออกจากที่บ้าๆ แห่งนี้ไป ตีให้ตายเขาก็ไม่มาอีก!
ผลคือฟางเจิ้งส่ายหน้าอีก
“ท่านไม่ให้ผมนอนในวัดแถมไม่ให้ลงเขา แล้วจะเอายังไง?” หลิวเป่ยจวินพูดอย่างฉุนเฉียว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เด็กแดงหัวเราะเหอะๆ “เจ้าโง่ ไม่เข้าใจรึ นอกจากวัดแล้ว บนยอดเขานี่เจ้าจะนอนไหนก็ตามสบาย!”
“จะให้ผมนอนข้างนอก?! ไม่ ผมไม่นอน!” หลิวเป่ยจวินได้ฟังดังนั้นถึงกับตกใจสะดุ้ง! แม้เด็กในหมู่บ้านจะชินกับทุ่งนา แต่เขากลัวผียิ่งกว่า! ให้พักข้างนอกบนป่าเขาแบบนี้? เขาลนลานและหวาดกลัวแล้ว ตอนนี้รู้สึกสำนึกเสียใจ รู้อย่างนี้แต่แรกไม่ไปบ่นกับฟางเจิ้งดีกว่า ไม่อย่างนั้นเขายังแอบๆ ทำได้ ไม่แน่ยังสามารถนอนเบียดกับเจ้าลิง…ตอนนี้เสร็จกัน แม้แต่ทางม้าลายยังไม่มีให้นอน ไม่อยากเชื่อว่าจะต้องนอนข้างนอกในป่าเขา
ทว่าเขากลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อประตูใหญ่วัดปิดลง หลิวเป่ยจวินรู้สึกแค่ว่าสายลมภูเขาหนาวกว่าเดิม นอกจากวัดที่มีแสงเล็กน้อยข้างหน้าแล้ว ภายในเงามืดเบื้องหลังเหมือนกับมีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจ้องเขา!
“อาจารย์เคยบอกว่าโลกนี้ไม่มีผี ฉันไม่กลัว…ใช่ ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีก็ไม่ต้องกลัว…แต่ว่าฉันเคยทำเรื่องไม่ดีนี่ ฮือๆ…” ในที่สุดหลิวเป่ยจวินก็ร้องไห้ เขาพลันพบว่าหลังออกจากบ้านออกจากโรงเรียนมาแล้ว ก็ไม่มีรัศมีลูกคนเดียวตอนอยู่บ้านกับรัศมีของหัวโจกน้อยตอนอยู่โรงเรียนอีก ต่อให้มี ก็ไม่มีทางให้ของที่มีประโยชน์ใดๆ กับเขาได้!
เหลือเพียงไร้ที่พึ่งเท่านั้น!
เขาพลันพบว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ยามเงยหน้ามองฟ้าไร้ดาว เห็นค่ำคืนมืด ฟ้ามืดมิดเหมือนก้นบึ้งไร้ที่สิ้นสุด กดดันให้เขาหายใจไม่ออก
หลิวเป่ยจวินอยากลงเขา แต่ตอนที่เขาเดินมาถึงทางลงเขา ก็เห็นเส้นทางภูเขาที่มืดมิดนั้นเหมือนปากใหญ่เปื้อนเลือดแยกเขี้ยวแสยะปากให้เขา รอแกะอย่างเขาเข้าปากเสือไป เขากลัวแล้ว สุดท้ายจึงหมุนตัวกลับมาที่ประตูวัดเอกดรรชนี สองมือกอดเข่านั่งอยู่หน้าประตูวัด สีหน้าไร้ที่พึ่งพา กอดตัวเป็นก้อนราวหมาแมวพเนจร เหมือนหดตัวเล็กหน่อยแล้วจะปลอดภัย…
ขณะเดียวกัน เจ้าลิงมาตรงหน้าฟางเจิ้ง พูดว่า “อาจารย์ เจ้านั่นไม่กล้าลงเขา ตอนนี้นั่งอยู่หน้าประตู อาจารย์ไม่สนเขาจริงๆ หรือ กลางคืนลมภูเขาทั้งแรงทั้งหนาว แบบนี้เขาจะป่วยเอานะ”
“นั่นมันหลังเที่ยงคืน ก่อนเที่ยงคืนให้เขาหนาวไปก่อน ก่อนเที่ยงคืนนายไปดูเขา หลังเที่ยงคืนไปแล้วให้จิ้งฝ่าออกไปเป็นเพื่อนเขา” ฟางเจิ้งรู้ว่าจะลงยาแรงมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหลิวเป่ยจวินดื้อยาแล้วเกิดเงามืดในใจก็ไม่ดีแน่ ถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นเด็ก
หลิวเป่ยจวินนั่งยองอยู่หน้าประตู รู้สึกว่าตนเป็นคนที่ถูกทุกคนทอดทิ้ง เกิดความคับแค้นใจมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเหมือนมองไม่เห็นความหวัง ตอนนี้ในหัวปั่นป่วน คิดไปเรื่อยเปื่อย ทว่าที่มากกว่านั้นคือโกรธหลิวหงอวิ๋น
ไม่ผิด เขาไม่แค้นฟางเจิ้ง เพราะฟางเจิ้งเก่งกว่าเขา หาเรื่องไม่ได้ อีกอย่างทั้งสองคนไม่เกี่ยวอะไรกัน เขาแค้นหลิวหงอวิ๋นที่ทิ้งเขาไว้ที่นี่อย่างอำมหิต ใจจืดใจดำไม่มาดูเขาเลย
เขากลับลืมไปว่าตอนแรกเป็นเขาเองที่มาขออยู่ ทว่าเขาก็ยังแค้น คิดว่าหลิวหงอวิ๋นเป็นคนนำพาความซวยทั้งหมดมาให้ตัวเอง เรียนไม่ดีก็เพราะหลิวหงอวิ๋น เพราะเขาให้กำเนิดตนมาโง่มาก จึงเรียนอะไรไม่ได้เลย
ตอนนี้เอง ประตูใหญ่ข้างหลังพลันเปิดอ้า หลิวเป่ยจวินตกใจสะดุ้ง หันไปมองก็เห็นหมาป่าสีขาวตัวใหญ่เดินออกมา สีหน้าดูเกียจคร้าน ราวกับไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร
หลิวเป่ยจวินใจสั่นไหว นี่จะอาศัยช่วงกลางคืนมากินเขา ฆ่าคนปิดปากเหรอ?
ทว่าหมาป่าสีขาวตัวใหญ่เพียงมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหมอบลงข้างๆ หาววอดแล้วหลับไป!
………………………………