บรรลุอรหันต์กับระบบพุทธองค์ - ตอนที่ 576 อาตมาพาประสกไปเดิน
หลิวเป่ยจวินอึ้งงัน มองประตูใหญ่วัดที่ปิดลงอีกครั้ง รวมถึงฟ้ากลางคืนมืดมิดที่อยู่ไกลๆ ไม่รู้ทำไม หมาป่าสีขาวตัวใหญ่ที่เขาหวาดกลัวตอนกลางวัน ตอนนี้กลับทำให้อบอุ่นใจ มีแต่ความรู้สึกปลอดภัย…
วินาทีนั้น ความโกรธและคับแค้นที่สั่งสมมานับครั้งไม่ถ้วนมลายหายไปโดยพลัน เหลือเพียงความเหนื่อยล้า ผ่อนคลายและปลอดภัย ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมที่จิตใจ จึงพิงกำแพงนั่งหลับไปทั้งแบบนี้
เขาไม่รู้ว่าหลังจากเขานอนหลับ มีพรมคลุมลงบนตัวเขา จากนั้นนักบวชจีวรขาวนั่งลงด้านข้าง จนกระทั่งฟ้าใกล้สางถึงลุกขึ้นจากไป
“อาจารย์ เขาจะตื่นแล้ว ทำไมท่านกลับมา? เขาไม่รู้ว่าท่านดีกับ เขาต้องไม่ซึ้งใจแน่ๆ ท่านทำแบบนี้เท่ากับเปล่าประโยชน์ไหม?” กระรอกกระโดดจากต้นโพธิ์ลงมาที่บ่าฟางเจิ้ง ถามด้วยความไม่เข้าใจ
ฟางเจิ้งยิ้มเอ่ย “จะทำอะไรหากมัวแต่คิดว่าคนอื่นต้องซาบซึ้งใจ มันก็เหนื่อยเกินไป อยากทำก็ทำเถอะ คนอื่นจะคิดยังไงนั่นเป็นเรื่องของเขา ส่วนประสกหลิวเป่ยจวิน คนที่เขาควรขอบคุณคือหลิวหงอวิ๋นพ่อเขา พ่อเขาเลี้ยงมาจนเติบใหญ่ ให้อาหารและที่พักอาศัย ส่งเขาเรียนหนังสือ ให้ทุกอย่างที่ให้ได้กับเขา อาตมามีบุญคุณแค่นี้ เทียบกับความรักของบิดาแล้วไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเลย”
กระรอกเกาหัว คำพูดนี้อ้อมค้อมเล็กน้อย แต่ก็ฟังยังเข้าใจอยู่บ้าง เวลาทำอะไรแล้วยังคิดว่าต้องได้สิ่งใดกลับมานั้นมันเหนื่อย!
ทันทีที่หลิวเป่ยจวินตื่นขึ้นมา ก็เห็นหมาป่าเดียวดายนอนหาวอยู่ข้างๆ เมื่อวานเห็นหมาป่าเดียวดายยังกลัวเล็กน้อย หลังจากมันอยู่เป็นเพื่อนเมื่อคืนวาน เขากลับรู้สึกว่าหมาป่าเดียวดายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในวัด ขณะจะพูดบางอย่าง หมาป่าเดียวดายก็ยกกรงเล็บชี้ไปในวัด
หลิวเป่ยจวินถึงพบว่าประตูใหญ่เปิดแล้ว ไม้กวาดวางอยู่ข้างกายตน
หลิวเป่ยจวินพลันตกลงจากความอบอุ่นมาสู่ความเป็นจริง เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ยังต้องทำงานอีก! ทว่าเพื่ออาหารเช้า หลิวเป่ยจวินรีบหยิบไม้กวาดไปกวาดใบไม้ กวาดไปพลางพึมพำไปพลาง “ต้นไม้บ้านี่ใบไม้ร่วงทุกวันเยอะขนาดนี้เลย ทำไมไม่เห็นร่วงหมดสักที? แถมยังเขียวชอุ่มอยู่ แปลกจริงๆ…”
ไม่เพียงแค่หลิวเป่ยจวินที่รู้สึกแปลก ความจริงฟางเจิ้งก็แปลกใจเช่นกัน ต้นไม้ใบไม้ร่วงนั้นปกติมาก ทว่าต้นไม้ที่ขยันขันแข็งเหมือนต้นโพธิ์ในลานวัดนี่ เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นต้นอื่น ต่อให้ใบไม่ร่วงเหมือนอย่างต้นของฟางเจิ้ง อย่างน้อยสุดเด็กแดงก็คงไม่ได้วิ่งเล่นแล้ว หนำซ้ำฟางเจิ้งสังเกตมานาน ใบของต้นโพธิ์นี่เหมือนจะสวยขึ้นเรื่อยๆ กิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ…ฟางเจิ้งคาดการณ์ว่าต้นโพธิ์สูบรับแรงปรารถนาและกลิ่นอายแสงธูปในวัดทุกวัน ตัวมันน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเงียบๆ ส่วนสุดท้ายจะเป็นแบบใดนั้น ไม่มีใครรู้
ฟางเจิ้งส่ายหน้า ขี้เกียจคิดอะไรเยอะ ไม่นานก็เตรียมอาหารเสร็จ หลิวเป่ยจวินรีบมาที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง กินอาหารเช้าอย่างมูมมาม จากนั้นหยิบไม้กวาดพุ่งออกไป จัดการใบไม้หลายใบที่ร่วงลงมาใหม่ทันที เขารู้สึกแล้วว่าถ้าจัดการใบไม้ที่ร่วงลงมาทันทีสบายกว่ารออีกเดี๋ยวค่อยกวาดเยอะ
เห็นหลิวเป่ยจวินขยันขึ้น บ่นน้อยลง แถมไม่อยากหนีแล้ว ฟางเจิ้งก็พยักหน้า รู้ว่าสิ่งที่วัดจะให้หลิวเป่ยจวินเหลือไม่มากแล้ว
วันนี้หลิวเป่ยจวินกำลังกวาดพื้น ฟางเจิ้งพลันมาหยุดอยู่ข้างเขา “อยากลงเขาไหม?”
“ลงเขาได้เหรอ?” หลิวเป่ยจวินถามกลับ
ฟางเจิ้งพยักหน้าบอก “ตัวประสกเองไม่ได้ แต่อาตมาต้องออกไป ถ้าประสกยินดีก็ตามอาตมาออกไปได้”
หลิวเป่ยจวินได้ยินดังนั้น ดวงตาพลันเปล่งประกาย ตอนนี้เขาวาดฝันว่าอยากจะลงเขา! ทว่าเขาก็ยังถามด้วยความระแวงว่า “ลงเขาได้ แต่ผมไม่ไปโรงเรียน”
“ได้” ฟางเจิ้งพยักหน้า หลิวเป่ยจวินดีใจทันที ตามฟางเจิ้งลงเขาไปอย่างว่าง่าย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ระหว่างทาง หลิวเป่ยจวินตามหลังฟางเจิ้ง ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เจ้าอาวาสฟางเจิ้ง ทำไมท่านถึงไม่ให้ผมลงเขาล่ะ?”
“แล้วทำไมประสกถึงไม่ไปเรียนหนังสือล่ะ?” ฟางเจิ้งถามกลับ
หลิวเป่ยจวินพูด “ธรรมชาติของผมไม่ใช่พวกเรียนหนังสือ อาจารย์พูดอะไรผมฟังไม่เข้าใจเลย เรียนอะไรไม่เป็นสักนิด สอบทุกครั้งรั้งท้ายตลอด ท่านว่าผมเรียนหนังสือไปจะมีประโยชน์อะไร ถึงยังไงก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ผมรู้สึกว่าการเรียนสิ้นเปลืองชีวิต มีเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ?”
“แล้วประสกอยากทำอะไร?” ฟางเจิ้งถามต่อ
หลิวเป่ยจวินขบคิดแล้วตอบว่า “ผมไม่รู้ แต่ว่าทำอะไรก็ได้ดีกว่าเรียนหมดแหละ”
ฟางเจิ้งกล่าว “เด็กที่ไม่เรียนหนังสือคงไม่พ้นมีอนาคตสองสามทาง ไม่เข้าโรงงานทำงานหามรุ่งหามค่ำก็ทำนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอยู่ในหมู่บ้าน แน่นอนมีคนพยายามเปิดบริษัทสู้สุดชีวิตเหมือนกัน ทว่าต้องมีพื้นฐานครอบครัวที่แน่นอน ประสกไม่มี ดังนั้นเลยไม่เกี่ยวอะไรกับประสก ประสกชอบชีวิตแบบนี้จริงๆ หรือ?”
“พูดเรื่องชอบไม่ชอบไม่ได้หรอก เพียงแต่เทียบกับการเรียนแล้ว ผมยอมลำบากข้างนอกดีกว่า อีกอย่าง ไม่ใช่ทุกคนที่จะล้มเหลวสักหน่อย มีหลายคนเลยที่ไม่ได้เรียนหนังสือแล้วเป็นนักธุรกิจใหญ่ หลายคนเรียนหนังสือแล้วยังต้องไปรับจ้างให้พวกเขาก็เยอะ?” หลิวเป่ยจวินพูดด้วยความดื้อรั้น
ฟางเจิ้งยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร บางเรื่องหากไม่เคยประสบ พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาไม่มีวันคิดถึงปัญหา ความสำเร็จอาจจะมีความบังเอิญ อาจจะมีโอกาส แต่ตอนที่มีเงื่อนไขชีวิตเหมือนกัน คนได้เรียนกับคนไม่ได้เรียนจะอยู่บนจุดเริ่มออกตัววิ่งเดียวกันจริงๆ หรือ?
หลิวเป่ยจวินคิดว่าฟางเจิ้งไม่เชื่อ จึงเอ่ยต่อ “ผมได้ยินพี่ใหญ่ที่ทำงานเหมืองบอกมา ที่เหมืองเขารับคนจบปริญญาโทหลายคน มีปริญญาเอกด้วย แต่ไอ้ตัวตลกพวกนั้นเข้าภูเขาเหมืองแล้วจะทำอะไรก็ต้องหยิบปากกากับกระดาษมาวาดนู่นวาดนี่ คำนวณไปมา องศาอะไรเอย ความสูงเอย…แม่งน่าตลกชะมัด พี่ใหญ่ผมบอกว่าเขาไม่ต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นหรอก มองทีเดียวก็รู้ว่าควรวางยังไง ควรจัดการยังไงแล้ว นี่แหละคือความต่างของฝีมือ!”
ฟางเจิ้งเห็นเจ้าเด็กนี่คึกคักขึ้นมา ในที่สุดก็เอ่ยถาม “แล้วพี่ใหญ่ประสกทำงานในเหมืองมากี่ปี ทำงานอะไรมาตลอด แล้วนักศึกษาพวกนั้นมานานเท่าไร?”
“เหมือนว่าเขาจะรับผิดชอบขนส่ง ทำพวกรถยก เข้าเหมืองสิบกว่าปีแล้ว ทำงานอยู่ตรงนี้มาตลอด นักศึกษาพวกนั้นน่าจะเข้าเหมืองได้ปีกว่า ทำไมเหรอ?” หลิวเป่ยจวินเอ่ยอย่างมีเหตุมีผล
ฟางเจิ้งเอ่ยว่า “สิบกว่าปี ทำอยู่ตำแหน่งนี้มาตลอด อาศัยประสบการณ์ย่อมทำแบบนี้ได้ นี่คือความสามารถเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณ”
หลิวเป่ยจวินเงยหน้าขึ้น ภายในใจมีความโอหังไม่มากก็น้อย เขาคิดว่าฟางเจิ้งยอมรับสิ่งที่เขาพูดแล้ว
ฟางเจิ้งกล่าวต่อว่า “นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบคนหนึ่ง จากตำราเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์จริงๆ พวกเขาไม่มีประสบการณ์สิบกว่าปี มีเพียงความรู้ พวกเขาอาจจะไม่มีทักษะชำนาญเท่าพี่ใหญ่ของประสก แต่ขอแค่พวกเขาเคร่งครัดมากพอ ใช้สูตรและวิธีคำนวณของพวกเขา อย่างน้อยก็ทำงานของตัวเองสำเร็จได้ดีมาก พี่ใหญ่ประสกไม่มีทักษะอื่นๆ แต่ชำนาญมือ นักศึกษาพวกนั้นแค่ต้องใช้เวลาก็ตามทันได้ แต่สิ่งที่นักศึกษาพวกนี้ทำได้ พี่ใหญ่ประสกกลับทำไม่ได้ นี่คือความแตกต่าง”
……………………………….…………